หมอเหรียญทอง ทวงหนี้ สปสช. 13 ล้าน ชี้ รพ.สนาม ค่าใช้จ่ายสูง
หมอเหรียญทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ โพสต์เฟซบุ๊กขอให้ สปสช. ชำระหนี้ 13.2 ล้านบาท อีกครั้ง
วันที่ 21 พฤษภาคม 2564 พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) ขอให้ชำระหนี้กว่า 13 ล้านบาท เนื่องจากขณะนี้ทางโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูง จากการตั้งโรงพยาบาลสนามพลังแผ่นดิน ข้อความทั้งหมดมีดังนี้
เรียน เลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) ความว่า เนื่องจาก รพ.มงกุฎวัฒนะ ได้ใช้เงินจำนวนมาก ในการจัดตั้ง รพ.สนามพลังแผ่นดิน ซึ่งเป็น รพ.สนาม ระดับ 3 และยังมีผู้ป่วยโควิด-19 ใน รพ.สนาม ที่ต้องรับผิดชอบต่อวันมากกว่า 700 ราย ดังนั้น รพ.มงกุฎวัฒนะ จึงมีค่าใช้จ่ายต่อวันสูงมากจึงจำเป็นต้องมีสภาพคล่องทางการเงินที่เพียงพอ
รพ.มงกุฎวัฒนะ จึงขอความกรุณาจาก สปสช. ได้โปรดชำระหนี้ค้างจ่ายจำนวน 13.2 ล้านบาทเศษ ให้แก่ รพ.มงกุฎวัฒนะ จากกรณีที่ สปสช ยกเลิกสัญญาคลีนิคซึ่งเป็นคู่สัญญาของ สปสช จากเหตุประพฤติทุจริตเมื่อกลางปี พ.ศ.2563 ซึ่งทำให้มีผู้ป่วยสิทธิบัตรทองจำนวนมากจากการที่ สปสช ยกเลิกสัญญามาใช้บริการโดยตรงกับ รพ.มงกุฎวัฒนะ
โดย สปสช ได้ประกาศต่อสาธารณะว่าให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ จากการยกเลิกสัญญา สามารถมาใช้บริการโดยตรงกับ รพ.ต่าง ๆ ที่เป็นคู่สัญญากับ สปสช ได้ซึ่งหมายรวมถึง รพ.มงกุฎวัฒนะด้วย
ทั้งนี้ สปสช ซึ่งมีหน้าที่เป็นหน่วยกลางในการหักค่ารักษาพยาบาลให้แก่ รพ.ต่าง ๆ ซึ่งหมายรวมถึง รพ.มงกุฎวัฒนะ ด้วย หรือที่เรียกว่า Clearing house ตามที่ตกลงไว้กับทุก รพ. ดังนั้น สปสช จึงปฏิเสธหน้าที่เคลียริ่งเฮ้าส์นี้ไม่ได้
รพ.มงกุฎวัฒนะจึงขอความกรุณาจาก สปสช ได้โปรดชำระหนี้ค้างจ่ายจำนวน 13.2 ล้านบาทเศษให้แก่ รพ.มงกุฎวัฒนะโดยด่วนที่สุดด้วย จึงเรียนมาโปรดดำเนินการ (ลงชื่อ)พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา วันที่21 พ.ค.64 เวลา 7.48 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้หมอเหรียญทองเคยโพสต์เฟซบุ๊กทวงเงินจาก สปสช. มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตั้งแต่ 1 ต.ค.64 เป็นต้นไป รพ.มงกุฏวัฒนะ ไม่รับส่งต่อผู้ป่วยจากคลีนิกคู่สัญญาสำนักงานประกันสังคมสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพราะสาเหตุ สปสช. เบี้ยวหนี้ครับ เบี้ยวหนี้อย่างไร ผมสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า เมื่อเดือน ก.ค.-ก.ย.63 สปสช. ยกเลิกคลีนิกคู่สัญญาเพราะมีการทุจริตกัน
แล้ว สปสช. ก็ให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองจำนวนมากจากคลีนิคที่ สปสช. เลิกสัญญามารับการรักษาที่ รพ.มงกุฏวัฒนะโดยตรง โดย สปสช. จะทำหน้าที่เคลียร์ค่าใช้จ่ายให้แก่ รพ.มงกุฏวัฒนะ แต่พอถึงเดือน ต.ค.63 สปสช. ก็เป็นซามูไรชักดาบเบี้ยวหนี้อย่างหน้าตาเฉย โดยแจ้งให้ รพ.มงกุฏวัฒนะทราว่าไม่มีเงินเคลียร์ให้ รพ.มงกุฏวัฒนะ
ค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากเป็นเงิน 13,207,774.42 บาท ที่ สปสช.เบี้ยวหนี้นั้น รพ.มงกุฏวัฒนะได้รับรู้เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่สรรพากรที่จะถึงในปีนี้ในอัตรา 20% คิดเป็นเงินมากกว่า 2,600,000 บาทครับ
หมายความว่า นอกจาก รพ.มงกุฏวัฒนะจะไม่ได้เงินจากการรักษาผู้ป่วยของคลีนิคคู่สัญญา สปสช. ที่ทุจริตจำนวนมากกว่า 13.2 ล้านบาท จาก สปสช. แล้ว รพ.มงกุฏวัฒนะยังจะต้องเสียภาษีให้สรรพากรอีกกว่า 2.6 ล้านบาทครับ เบ็ดเสร็จ รพ.มงกุฏวัฒนะเสียหายมากกว่า 15.8 ล้านบาท ครับ
สปสช.มันซี้ซั้วอย่างนี้ รพ.มงกุฏวัฒนะจะไปรับการส่งต่อผู้ป่วยจากคลีนิคคู่สัญญา สปสช. ได้อย่างไรกันล่ะครับ แถมคลีนิคทั้งหลายมันก็ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ทั้งนั้น (ไม่เชื่อตรวจสอบดูก็ได้ครับ) นี่หรือธรรมาภิบาล