โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดแรงงานอีสานอพยพ “ชั่วคราว” เข้ากรุงเทพฯ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 พ.ค. 2566 เวลา 02.21 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2566 เวลา 18.00 น.
ชาวบ้านในอดีต

วันนี้เรามี “แรงงาน” จากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นส่วนสำคัญในกิจกการประเภทต่างๆ แต่หากเป็นเมื่อประมาณ 50-60 ปีก่อน แรงงานสำคัญของประเทศเวลานั้นคือ ประชาชนในชนบทของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสาน ซึ่งเป็นการเข้ามาขายแรงงาน “ชั่วคราว” เมื่อว่างจากการทำนาทำไร่ ก็มากรุงเทพฯ ขายแรงงานหารายได้พิเศษ ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตก็กลับบ้านเกิด แรงงานก็จะขาดแคลน วนเวียนเป็นเช่นนี้อยู่นาน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้น ชาร์ลส์ เอฟ คายส์ ได้อธิบายในงานเขียนของเขาที่ชื่อว่า “อีสานนิยม: ท้องถิ่นนิยมในสยามประเทศไทย” สำนวนแปล รัตนา โตสกุล (มูลนิธิโรงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 2 ตุลาคม 2556) ไว้ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำ โดยกองบรรณาธิการ)

ผลกระทบของเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเศรษฐกิจไทย แม้จะไม่มากนักก็ตามเริ่มส่งผลต่อการกระตุ้นสำนึกในเรื่องท้องถิ่นภาคอีสานนิยมของผู้คนในภูมิภาคนี้ ในขณะที่กรุงเทพฯ ได้ขยายตัวกลายเป็นเมืองใหญ่ และพื้นที่ภาคกลางโดยทั่วไปได้พัฒนาเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์

ภาคอีสานยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจการผลิตแบบพอยังชีพ ความยากลำบากในการผลิตทางด้านเกษตรกรรมอันเนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกเศรษฐกิจของภาคเศรษฐกิจในชนบทอีสาน ทำให้ชาวอีสานต้องอพยพออกไปหางานทำชั่วคราวในกรุงเทพฯ และในที่ต่างๆ นอกภาคอีสาน ความด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการอพยพไปขายแรงงานชั่วคราวที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมของชาวอีสานในการสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่นภาคอีสานนิยม

ภาคอีสานไม่สามารถตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ที่ปรากฏตัวภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ได้ดีเท่าภาคกลาง เพราะมีลักษณะธรรมชาติที่แห้งแล้ง ลักษณะดิน แบบแผนภาวะน้ำฝน ภาวะน้ำท่วม และความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่เพาะปลูกของภาคอีสาน สะท้อนถึงความไม่อุดมสมบูรณ์เมื่อเปรียบเทียบกับภาคกลาง ยกตัวอย่างตัวเลขแสดงผลผลิตข้าวเฉลี่ยของภาคกลางอยู่ที่ 227 กิโลกรัมต่อไร่ [1] ในปี ค.ศ. 1950-1951 ในขณะที่ภาคอีสานมีผลผลิตข้าวโพด… 145 กิโลกรัมต่อไร่ในปีเดียวกัน (Thailand Ministry of Agriculture 1691:39) [2]

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบในลักษณะนี้มีความหมายน้อยมากสำหรับครัวเรือนชาวนาโดยทั่วไปในภาคอีสาน ตราบเท่าที่การผลิตของประเทศโดยรวมมุ่งไปในทิศทางของการผลิตแบบพอยังชีพ และชาวนายังคงสามารถผลิตข้าวได้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาเอง

ในระยะภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ การผลิตข้าวส่งออกของภาคกลางขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงครามและการปฏิวัติภายในประเทศ ภาคอีสานแตกต่างไปจากภาคกลาง ตรงที่ผลิตข้าวส่วนเกินได้เพียงจำนวนน้อย และข้าวที่ผลิตได้ส่วนมากก็ขายไม่ได้ง่ายนัก เพราะนิยมปลูกข้าวเหนียวไว้เพื่อรับประทานมากกว่าการผลิตข้าวเจ้า

นอกจากนี้ ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่จำกัด และระบบการเชื่อมโยงการขนส่งสื่อสารที่ยังไม่ดีเพียงพอ ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคในการผนึกผสานของชาวนาจากภูมิภาคอีสานเข้าสู่ระบบการผลิตการเกษตรเพื่อการค้าพาณิชย์ [3] ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1950 ความต่างในเรื่องรายได้ระหว่างประชากรในภูมิภาคอีสานกับภาคกลางเห็นได้อย่างชัดเจน ไม่เพียงเฉพาะในสายตาของคนภายนอก แต่ยังเป็นที่รู้สึกได้ในหมู่ชาวอีสานด้วย

ยกตัวอย่าง ในปี ค.ศ. 1953 รายได้เฉลี่ยต่อปีต่อครัวเรือนของเกษตรกรในภาคอีสานมีเพียง 954 บาท [4] เมื่อเทียบกับ 2,888 บาท ของครัวเรือนเกษตรกรในภาคกลาง นอกจากนี้ รายได้ของครัวเรือนเกษตรกรอีสาน ยังน้อยกว่าครัวเรือนเกษตรกรในภูมิภาคอื่นๆ (Thailand, Ministry of Agriculture 1955:26)

ในขณะที่ประชากรในภูมิภาคอีสานยังคงไม่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของเศรษฐกิจใหม่ กรุงเทพฯ กลับพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงระยะเวลาก่อนหน้าการขยายตัวในกรุงเทพฯ ชาวจีนที่อพยพเข้ามาประกอบกันเข้าเป็นแรงงานไร้ฝีมือส่วนใหญ่ในสังคมไทย เป็นกลุ่มผู้อพยพที่สามารถเลื่อนระดับชั้นทางสังคมในเวลาต่อมา จากเดิมซึ่งเป็นกลุ่มอพยพใหม่ที่มีสถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจอยู่ที่บันไดชั้นล่างสุดของสังคมเมือง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังปี ค.ศ. 1949การอพยพเข้าประเทศไทยของคลื่นมนุษย์จากประเทศจีนได้ยุติลง และตามมาด้วยมาตรการของรัฐบาลไทยในการจำกัดโควตาผู้อพยพเข้าจากแต่ละประเทศไม่ให้เกิน 200คนต่อปี (Skinner 1957:117-118) ความต้องการ “แรงงาน” ในเขตเมืองหลวงที่กำลังขยายตัว มาพร้อมกับมาตรการปิดกั้นการอพยพเข้าของแรงงานจากนอกประเทศ ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในเขตเมืองหลวง ช่องว่างนี้ถูกเติมเต็มโดยแรงงานจากกลุ่มคนท้องถิ่น ภายในสังคมไทยเฉลี่ยประมาณ 37,800คนต่อปีภายในช่วงระยะจากปี ค.ศ. 1947-1954 [5]

ในจำนวนนี้ผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาทำงานในเมืองหลวง มีชาวนาจากภาคอีสานจำนวนมากเข้ามาทำงานเป็น “แรงงาน” รับจ้างเพื่อหารายได้เสริมจากการเกษตรกรรมแบบพอยังชีพของครอบครัวในชนบท (cf.Textor 1961:15-16) ถึงแม้ว่า ชาวนาจากภาคอีสานจะไม่ใช่ผู้อพยพเข้ามหามาหางานทำในกรุงเทพฯ เพียงกลุ่มเดียว

แต่ตำแหน่งแห่งที่ของชาวนาอีสานในนครของประเทศไทย ก็มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากกลุ่มอื่นๆ

ประการหนึ่ง คือ ชาวบ้านจากภาคอีสานส่วนใหญ่อพยพเข้ามาในกรุงเทพฯ แบบ “ชั่วคราว” หมายความว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่ อพยพเข้ากรุงเทพฯ ตามฤดูกาล โดยมากเข้ามาระหว่างช่วงเก็บเกี่ยวข้าว แล้วจนถึงก่อนช่วงการปลูกข้าวใหม่ในปีถัดไป หรืออพยพเข้ามาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ประมาณ 2-3 ปีก่อนจะกลับไปตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านเกิดอย่างถาวร (Textor 196111; Keyes 1966a: 312 et passim)

ประการที่สอง ผู้อพยพชาวชนบทส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว มีอายุระหว่าง 20-29 ปี [6]

ประเด็นสุดท้าย ชาวนาอีสานที่อพยพเข้ามาทำงานในเขตกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นประเภทแรงงานไร้ฝีมือ ประกอบอาชีพเป็นคนถีบสามล้อรับจ้าง (จนกระทั่งมีกฎหมายยกเลิกการถีบสามล้อรับจ้างในพื้นที่สาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครในปี ค.ศ. 1960) เป็นกรรมกรก่อสร้าง กรรมกรโรงสีข้าวหรือโรงงานที่คนจีนเป็นเจ้าของ

ถึงแม้ไม่ปรากฏจำนวนที่ชัดเจนของชาวบ้านจากภาคอีสานที่อพยพมาทำงานชั่วคราวในเมืองหลวง อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุได้ว่าผู้ชายจากหลายแห่งในภาคอีสานที่เติบโตในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการอพยพ ยกตัวอย่าง ที่หมู่บ้านหนองตื่น จังหวัดมหาสารคาม ที่ผมทำวิจัยภาคสนาม พบว่า 49 เปอร์เซ็นต์ของชายที่มีอายุ 20 ปี และมากกว่า หรือ 67 เปอร์เซ็นต์ของชายที่มีอายุระหว่าง 30-39 ปี ล้วนมีประสบการณ์ทำงานในกรุงเทพฯ (มีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เคยไปทำงานในกรุงเทพฯ) [7]

ในกรุงเทพฯ มีผู้อพยพจากภาคอีสานพบว่า พวกเขาถูกคนไทยในเมืองหลวงมองว่าด้อยกว่า ไม่เพียงเพราะว่าถูกจ้างทำงานในอาชีพที่ใช้ แรงงาน มีค่าตอบแทนน้อย พวกเขายังพบว่าคนที่เมืองหลวงคิดว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนบ้านนอกจากต่างจังหวัดที่มีการศึกษาน้อย ไม่ค่อยพัฒนา และด้อยในทางวัฒนธรรม (cf, Textor 1961:17, 24-25)

การเผชิญกับสภาพเช่นนี้ทำให้คนอีสานมีแนวโน้มที่จะรวมกลุ่มกันเมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ เนื่องจากมีความรู้สึกร่วมในวัฒนธรรมย่อย ภาษาถิ่น รสนิยมเรื่องอาหาร ดนตรี และอื่นๆ (Textor 1961:22)ที่กรุงเทพฯ “แรงงาน” อพยพจากภาคอีสานปรากฏตัวขึ้นในรูปลักษณะของชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่การรวมตัวและความปรารถนาของพวกเขามักได้รับการนำไปใช้ประโยชน์โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากภาคอีสาน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] ไร่ (rai) เป็นหน่วยวัดที่ดินมาตรฐานในประเทศไทย 1 ไร่ มีขนาดบ 3/4 เอเคอร์ (acres)

[2] ถึงแม้ว่าผลผลิตข้าวเปลือกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในทั้งสองภูมิภาคในต้นปีคริสต์ทศวรรษที่ 1950 ความแตกต่างระหว่างสองภูมิภาคนี้ก็ยังคง ค.ศ. 1960-1961 ผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ยต่อไร่ในภาคกลาง 231 กก. ต่อไร่ เทียบกับ 153 กก. ต่อไร่ที่ภาคอีสาน (Thailand Ministry of Agriculture 1691:39)

[3] เริ่มประมาณปี ค.ศ. 1957 การผลิตปอได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักในภาคอีสาน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขยายตัวของการผลิตปอเชิงพาณิชย์จะช่วยทําให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างเกษตรกรภาคอีสานกับภาคกลางในการผลิตการเกษตรเชิงพาณิชย์หดตัวลง แต่ครัวเรือนเกษตรกรในภาคอีสานก็ยังมีรายได้จากภาคเกษตรล้าหลังครัวเรือนเกษตรกรในภาคกลางเป็นอย่างมาก

[4] 1 บาท มีค่าเท่ากับ 0.05 ดอลลาร์สหรัฐ

[5] ตัวเลขสถิตินี้ได้มาจาก Skinner (1957:305) ซึ่งอ้างอิงมาจาก Economic and Demographic Survey of Bangkok (Thailand, Central Statistical Office, 1955:Table 15-16)

[6] ประเด็นนี้ค่อนข้างยากที่จะยืนยันด้วยข้อมูลทางสถิติ แม้ว่ารายงานส่วน ใหญ่ (Textor 1961:6-7, 12; Klausner 1956:1, 2, Long et al 1963:100-101) และงานวิจัยของผมเองที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม ต่างระบุว่า ชาว บ้านภาคอีสานอ้างว่ากลุ่มผู้อพยพจากชนบทอีสานไปขายแรงงานประกอบไปด้วยชายวัยหนุ่มเป็นส่วนมาก ในการสํารวจสถิติปี ค.ศ. 1960 บ่งชี้ประเด็นนี้ พบว่ามี เปอร์เซ็นต์น้อยกว่าของชายช่วงวัย 20-29 ปีจากภาคอีสาน (16.3%) เมื่อเปรียบ เทียบตัวเลขประเภทเดียวกันกับภาคอื่นๆ (17.2% ในภาคเหนือ, 17.3% ในภาคใต้ และ 17.6% ในภาคตะวันออก) และรวมทั้งประเทศไทย (17.0%)

[7] แหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ “การอพยพชั่วคราว” ของชาวอีสานไปกรุงเทพฯ ดูใน Textor (1961), Kirsch (1966), Klausner (1956.I,16;II,1-3),Kickert (1960:2) และ Long et al (1963:100-101) คงต้องระบุไว้ว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นสถานที่แห่งเดียวที่ดึงดูดชาวนาจากภาคอีสานให้เข้ามาเป็นแรงงานรับจ้าง แต่พวกที่อพยพมาทํางานในกรุงเทพฯ และในระดับที่ลดลงมา คือ พวกที่เคยไปทำงานที่อื่นๆ ในภาคกลางเป็นกลุ่มที่น่าสนใจศึกษาในที่นี้

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มิถุนายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...