โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานวิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดเผย ‘แอสตร้าฯ’ เข็ม 3 ช่วยกระตุ้นภูมิ เว้นระยะเข็ม 1-2 ได้สูงสุด 45 สัปดาห์

TODAY

อัพเดต 28 มิ.ย. 2564 เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 15.26 น. • workpointTODAY

ผลการศึกษาล่าสุดในอังกฤษยืนยัน ใช้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าฉีดกระตุ้นเป็นเข็มที่ 3 ได้ และสามารถเว้นระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 และ 2 ได้สูงสุดถึง 10 เดือนครึ่ง

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เว็บไซต์เดอะการ์เดียน (The Guardian) รายงานผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ที่เผยว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) เป็นเข็มที่ 3 หลังได้รับเข็มที่ 2 มาแล้วนานกว่า 6 เดือน ทำให้ร่างกายมีแอนติบอดีเพิ่มขึ้น และช่วยให้ที-เซลล์มีความสามารถใช้การต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ดีขึ้น ซึ่งรวมไปถึงเชื้อกลายพันธุ์ด้วย  

ผลการทดสอบเหล่านี้เป็นการศึกษาจากอาสาสมัคร 90 รายในสหราชอาณาจักร ที่เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในช่วงของการทดสอบทางคลินิกเมื่อปีก่อน โดยอาสาสมัครกลุ่มนี้ได้รับการฉีดวัคซีนโดสที่ 3 ไปเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระยะเวลาราวๆ 30 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับวัคซีนโดสที่ 2

อย่างไรก็ตาม เซอร์ แอนดรูว์ พอลลาร์ด หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าการฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นเข็มที่ 3 เป็นเรื่องที่จำเป็นหรือไม่ เนื่องจากการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มนั้นสามารถช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิต จากเชื้อกลายพันธุ์ชนิดสายพันธุ์อัลฟาและเดลตาได้ดีอยู่แล้ว

การศึกษาครั้งนี้ยังได้ข้อสรุปว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า จะยังมีภูมิคุ้มกันอยู่อย่างน้อย 1 ปีหลังฉีดโดสแรก และยังสามารถเว้นระยะระหว่างเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ได้นานถึง 45 สัปดาห์

ตามรายงานระบุว่า การเว้นระยะ 45 สัปดาห์ ซึ่งเท่ากับ 10 เดือนครึ่ง ทำให้การตอบสนองของแอนติบอดีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังจากการรับวัคซีนโดสที่ 2 แล้ว รวมถึงสามารถป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ทั้งสายพันธุ์อัลฟา เบตา และเดลตา ได้ดีขึ้น

ปัจจุบัน มีข้อแนะนำให้เว้นระยะในการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 4-12 สัปดาห์ เนื่องจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ยืนยันเพียงแค่ว่า วัคซีนโดสแรกช่วยปกป้องอาการป่วยจากโรคโควิด-19 ได้อย่างน้อย 3 เดือน การที่มีงานวิจัยชิ้นนี้ออกมา จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า การได้รับวัคซีนโดสต่อไปล่าช้า จะไม่ส่งผลต่อระดับการป้องกันที่ได้รับหลังฉีดวัคซีนโดส 2

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...