โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กว่าจะเป็นเจ้าสัวสหพัฒน์ ประวัติ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ตอนที่ 7

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.ย 2564 เวลา 08.19 น. • เผยแพร่ 01 ก.ย 2564 เวลา 01.00 น.

กว่าจะเป็นเจ้าสัวสหพัฒน์

*หมายเหตุ : อัตชีวประวัติ เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา แห่งเครือสหพัฒน์ ผ่านการสัมภาษณ์ และตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Nikkei ในคอลัมน์ Watashi no Rirekisho ชื่อเรื่อง My Personal History ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 ตีพิมพ์เป็นภาษาไทย ในคอลัมน์ “กว่าจะเป็นเจ้าสัวสหพัฒน์” ติดตามอ่านได้ใน นสพ.ประชาชาติธุรกิจ และทางเว็บไซต์ www.prachachat.net*

บทที่ 7 มาถึงญี่ปุ่น

งานจัดซื้อและผู้ประสานงาน
มองหาสินค้าที่ขายดีในไทยและสั่งซื้อเข้ามา

ในปี พ.ศ. 2497 ฤดูใบไม้ผลิ สายการบิน Pan American บินจากกรุงเทพฯใช้เวลา 6 ชั่วโมงถึงฮ่องกง เนื่องจากมีบริษัทสาขาของสหพัฒนพิบูลอยู่แล้ว ฉันจึงได้ใช้เวลาอยู่ที่ฮ่องกง 1 สัปดาห์ และคุณพ่อได้ซื้อชุดสูท รองเท้า และของที่จำเป็นให้ฉัน

จากฮ่องกงไปโตเกียวใช้เวลา 16 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะเติมน้ำมันที่โอกินาวา ในตอนนั้นโอกินาวายังเป็นพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา เมื่อเครื่องลงจอดต้องลดหน้าต่างผู้โดยสารลงและมองไม่เห็นด้านนอก แน่นอนที่เราไม่สามารถลงจากเครื่องได้ เมื่อเติมน้ำมันเสร็จเครื่องก็บินออกทันที ฉันมาถึงโตเกียวประมาณ 2 ทุ่ม ก่อนออกเดินทางได้ส่งโทรเลขมาไว้แล้ว จึงมีพนักงานจากบริษัทเคียวโกสาขาโตเกียวประมาณ 10 คนมารอรับ

ฉันดื่มด่ำทิวทัศน์ของโตเกียวที่มองเห็นจากภายในรถ เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯฮ่องกงก็เป็นเมืองใหญ่ที่น่าประทับใจแล้ว แต่โตเกียวยิ่งน่าประทับใจมากขึ้นไปอีก เมืองในตอนกลางคืนยังมืด สงครามเกาหลีเพิ่งจบลงไม่นาน จึงยังเห็นทหารสหรัฐอเมริกาอยู่บ้าง

จากโตเกียวมุ่งหน้าสู่โอซากา ตอนนั้นยังไม่มีชินคันเซ็น จึงต้องนั่งรถไฟสาย Tokaido ถ้ามองจากหน้าต่างรถไฟสามารถชมดอกซากุระที่เพิ่งจะผลิบาน และภูเขาไฟฟูจิที่เคยเห็นแต่ในรูปได้

ทิวทัศน์ชนบทก็มีความแตกต่างจากที่ไทยมากเช่นกัน บ้านที่กระจายกันอยู่มีความเป็นระเบียบอย่างมาก สิ่งที่ทำให้ประทับใจเมื่อมาอยู่ญี่ปุ่นคือ ทุกคนขยันขันแข็ง ตรงต่อเวลา และมีความกระฉับกระเฉงในการทำงาน ที่เมืองไทยไม่ได้กำหนดเวลาเข้า-ออกงาน และในยุคนั้นสหพัฒน์ไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ ภายหลังที่ฉันกลับประเทศไทย ฉันจึงได้เสนอกับพ่อให้หยุดวันอาทิตย์

เมื่อถึงโอซากาฉันไปลงที่ชินไซบาชิ ซึ่งเป็นที่ตั้งบริษัทเคียวโกสำนักงานใหญ่ ตึกและไฟนีออนสว่างสดใสมากกว่าที่คิดไว้ เกือบ 10 ปีหลังจากพ่ายแพ้สงคราม ญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่การเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งฉันคิดว่าจะสามารถเรียนรู้และนำมาพัฒนาที่ไทยได้

หน้าที่งานของฉันที่บริษัทเคียวโกคือ เป็นการจัดซื้อและผู้ประสานงานกับเมืองไทย ปกติพ่อของฉันจะติดต่อด้วยจดหมายภาษาจีน ถ้ารีบก็จะใช้โทรเลข โดยจะสั่งออร์เดอร์ อยากได้สินค้าแบบไหน หรือบอกว่าสินค้าก่อนหน้านี้ไม่ดีตรงไหน เมื่อทำความเข้าใจเนื้อหาแล้วฉันก็จะแจ้งพนักงานเคียวโกว่า อยากซื้อสินค้านี้สัก 300 โหล หรือสินค้านั่นราคาแพงไป เป็นต้น ให้เขาช่วยจัดการ

ตัวอย่างเช่น กระติกน้ำสุญญากาศ โดยปกติไว้ใช้ใส่น้ำร้อน แต่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนและตู้เย็นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จะใช้กระติกนี้ใส่น้ำแข็งเพื่อทำให้เย็น ปากกระติกแบบแคบสามารถหาซื้อได้ที่ฮ่องกง แต่ถ้าอยากได้ปากกว้างแบบที่ใส่น้ำแข็งได้ สามารถหาได้จากญี่ปุ่น

ฉันได้ขอให้คู่ค้าทำสินค้าเลียนแบบของแบรนด์ตะวันตกขึ้นมา ปากกาหมึกซึม “Parker” หรือ “Sheaffer” ในไทยเป็นที่นิยมมากแต่มีราคาแพง ที่ญี่ปุ่นสามารถผลิตให้ได้ในราคาถูกโดยใช้ชื่อแบรนด์ตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีสินค้าพวก Cufflinks และหัวเข็มขัดด้วย ถ้าเป็นยุคนี้คงเป็นปัญหาใหญ่ แต่สมัยก่อนนั้นเป็นยุคที่มีสินค้าไม่เพียงพอจึงทำให้ขายดี

นอกจากนี้ เตารีดด้วยถ่าน หรือจักรยานติดมอเตอร์ที่ฮอนด้าผลิตขึ้นหลังสงคราม หรือฮาร์โมนิก้าของยามาฮ่า ก็มีการซื้อส่งเข้าไปในไทย

บริษัทผู้ผลิตของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเป็นโรงงานตามเมืองเล็ก ๆ ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อให้เยอะ หลาย ๆ แห่งก็ต้องปิดกิจการไป ฉันอยากทำส่งออกสินค้าจึงไปที่โรงงานต่าง ๆ และแสดงเอกสาร L/C แต่ละโรงงานให้การต้อนรับพาไปชมโรงงานเป็นอย่างดี ถ้ามีจุดที่ต้องการให้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โรงงานก็ตอบรับทันที

ฉันได้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นสามารถเติบโตได้อย่างไรในช่วงเวลาที่ยากลำบาก จากเงินทุนเล็ก ๆ จนเติบโตไปเป็นธุรกิจใหญ่ได้ ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามายังคงอยู่ในหัวของฉัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...