โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ ‘เป้-อารักษ์’ ชีวิตนักดนตรีและเรื่องราวความรักที่ไม่ขอ “สอนใคร”

Mango Zero

เผยแพร่ 03 ก.ค. 2562 เวลา 07.35 น. • Mango Zero

ใกล้จะมีอัลบั้มเดี่ยวแบบเต็มๆ ออกมาให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงกันอีกครั้งในรอบ 2 ปี สำหรับหนุ่มเซอร์ “เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ” โดยหลังจากที่ปล่อยออกมาแล้ว 2 ซิงเกิ้ล คือ ‘ไม่ต้องทำหรอกบุญ’ และ ‘รักเธอคนเดียว’ ล่าสุดเขาก็ได้ปล่อย ‘สอนใคร’ ซิงเกิ้ลใหม่ที่ใช้เรื่องราวจากประสบการณ์ความรักสดๆ ร้อนๆ ของตัวเอง

ก่อนที่เราจะได้ฟังเพลงจากทั้งอัลบั้ม Aragochina (อาราโกชิน่า) วันนี้ Mango Zero ก็ขอถือโอกาสเข้าไปคุยกับผู้ชายคนนี้เกี่ยวกับซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด รวมไปถึงเส้นทางดนตรีสายอินดี้ที่เขาเลือกเดิน ตั้งแต่วันที่เราเห็นเป้-อารักษ์ในฐานะมือกีต้าร์ของวง ‘Slur’ วันที่ ‘มาเลเซีย’ เพลงจากอัลบั้มเดี่ยวแรกของเขาเป็นที่ติดหูทั่วบ้านทั่วเมือง จนถึงวันนี้ที่เขากลับมาอีกครั้งในสไตล์เพลงที่แตกต่างกันออกไป อะไรที่ทำให้  “เป้-อารักษ์” เป็นเขาอยู่ในทุกวันนี้ ไปดูกันเลย!

การทำเพลงแบบเป้–อารักษ์

“ตอนยุคแรกเลยผมพยายามจะเปลี่ยนประเทศ เปลี่ยนโลกด้วยเพลงครับ อยากให้คนเลิกทะเลาะกันด้วยเพลง‘กระสุนปืน’ ค่อยๆ คุยกันดีกว่า อยากให้เด็กสาวไม่ท้องก่อนวัยอันควรด้วยเพลง‘สมศรี’ อยากให้คนดูแลการเลี้ยงไก่ในแบบที่เป็นอุตสาหกรรมด้วยเพลง‘ไก่’

“แต่ผมก็รู้เลยว่าความตั้งใจทั้งหมดที่ผ่านมา เรียกว่ามันมีประโยชน์น้อยมาก มันทำหน้าที่คล้ายๆ เพลงเพื่อชีวิตครับ ตอนนี้กรุงเทพฯ ยังคนตกท่อเยอะอยู่เลย เพลง‘เมดอินไทยแลนด์’ ออกมาตั้งแต่ปี1984 หรือเปล่า? ถามว่ามันช่วยอะไรไหมมันอาจจะไม่ช่วย พอผ่านช่วงเวลาที่เราอยากจะกบฏ เราอยากจะประท้วง เราอยากจะเปลี่ยนโลก ตอนนี้เรากลายเป็นว่าเราอยากทำเพลงที่เพราะแล้วก็มีอะไรให้คิดหน่อยนึง เนื้อหาไม่เหมือนกับที่คนอื่นเคยพูดมา

“เราตั้งใจจะทำเพลงรัก และทำยังไงให้มันไม่เหมือนคนอื่น”

เคยโดนวิจารณ์เรื่องเพลงบ้างไหม?

“ถามผมใช่ไหม? โอ้โห ผมน่าจะโดนเยอะที่สุดแล้วแหละในวงการเพลง (หัวเราะ)”

“ก็ยังโดนอยู่นะแบบร้องเพลงอะไรไม่รู้เรื่อง แต่ผมก็เลิกสนใจมันแล้ว ช่วงหลังกลายเป็นว่าเราออกไปเล่นคอนเสิร์ต ด้วยความที่เรายังได้เล่นน้อยอยู่หลังจากที่ปล่อยอัลบั้มที่เราชอบมา พอออกไปเล่นปุ๊บกลายเป็นว่าเราไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราแค่เล่นแบบของเรา มันก็เลยง่ายขึ้นไป แต่ว่ามันก็ผ่านช่วงเวลาที่ทุกข์ยากกับคำวิจารณ์มาตลอดแหละครับ เราพยายามทำงานดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าคนก็ยังติดภาพกับงานเก่าอยู่

“ตอนที่ผมเริ่มทำอัลบั้มเดี่ยว มันเริ่มโดยที่เราร้องเพลงไม่เป็นเลยแล้วเราดันไม่รู้ตัวไงพออัลบั้มแรกออกไปก็มีคนที่ชอบในความกล้าบ้าบิ่นของเรานะ แล้วก็มีคนที่ไม่ชอบในการนำเสนอแบบนั้น เราก็เลยพยายามทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ

“ตอนนี้ก็อยากจะให้คนที่ว่ามาเยอะๆ ไปฟังเพลงใหม่นะครับ มันดีขึ้นแน่นอนครับ สุนทรีย์ขึ้นแน่นอนครับ”

เล่าเรื่องเพลงใหม่‘สอนใคร’ หน่อย

“มีเพื่อนคนนึงครับ เป็นเพื่อนซี้เลย เขาแต่งงานกับแฟน คบกันมา13 ปี สุดท้ายเขาเลิกกัน แล้วผมก็ให้คำปรึกษาเขาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เก่งอะ บอกเฮ้ย! เดี๋ยวนอนพรุ่งนี้ก็ตื่นขึ้นมาดีขึ้น จีบคนใหม่ดิวะ อย่างนู้นอย่างนี้ พอเจอเข้ากับตัวเองก็ไปปรึกษาเขา เขาเก่งกว่าเราเยอะเลยอะ เขารู้หมดเลยว่าจังหวะนี้มันเป็นยังไง แล้วที่กูสอนมึงมาทั้งหมดเนี่ยมันคือยังไง อย่างนี้เราก็สอนใครไม่ได้แล้วเพราะว่าตอนที่เราเจอเองเราห่วยกว่าทุกคน

“เลยคิดว่าจากนี้จะไม่สอนใครแล้ว ก็เป็นเพลงกวนๆ แหละ โดนครั้งนี้ก็ไม่กล้าจะเก่งเรื่องความรักอีกแล้ว”

คิดว่าตัวเองในตอนนี้ แมสแค่ไหน?

“ตัวผมน่าจะแมสประมาณนึงครับ ตั้งแต่ละครเรื่อง‘แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา’ ผมก็กลายเป็นคนแมสๆ เลย

“แต่ระดับความแมสในตัวเพลง น่าจะอยู่ประมาณ2/10

“เพราะล่าสุดคนก็ชอบมาถามว่า เฮ้ยเป้! เป็นไงบ้าง ออกเพลงใหม่ยัง เพิ่งออก อาทิตย์ที่แล้ว แล้วก็เป็นอย่างนี้มาประมาณหลายปีแล้ว ตั้งแต่‘เหล็ก กับ ไม้’ ผมออกเพลงตลอด ไม่ได้หายไปไหนเลย สิ่งสุดท้ายที่ทุกคนได้ยินอาจจะเป็น‘ไก่’ กับ‘สมศรี’ หรือบางคนอาจจะ‘มาเล มาเล’ เลย บางคนเป็น‘เซโรงัง’”

เพลงไม่ค่อยแมส คนร้องตามไม่ค่อยได้?

“ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน งานล่าสุดที่เล่นคือCat T-Shirt อย่างที่บอกว่าผมขึ้นไปด้วยอาการที่ไม่แน่ใจว่าผมป่วยหรือเปล่า คอผมพังมา4 เดือน ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า ขึ้นไปแบบไม่สนใจเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ปรากฏว่าเพิ่งมาดูคลิปที่เขาอัดเล่นสดไว้เมื่อวาน เฮ้ย! มีคนร้องได้ว่ะ ร้องเพลง‘รอ’ ได้ ผมแบบOh My God!

“มันมีคนร้องได้อยู่ครับ อาจจะไม่ใช่ทุกคน แต่ว่าเวลาไปเล่นที่ที่มันถูกต้อง มันก็มีคนร้องได้ครับ”

ช่วงเวลาที่สนุกที่สุดของชีวิตนักดนตรี

“ช่วงที่ทำวงกับเพื่อนผมไม่ต้องคิดอะไรมากเลยครับ ถ้าเอาจริงๆ ก็คือซ่าเต็มข้อเลย มานั่งมองกลับไปนี่คือสมัยก่อนเราซ่าขนาดนี้ได้ยังไง แล้วด้วยความที่มันมีพรรคพวก มันมีแก๊ง มันไม่ใช่แค่Slur แต่มันมีแก๊งSmallroom ซึ่งมันเป็นเพื่อนวัยเดียวกัน ก็กลายเป็นว่าเราไม่ค่อยกลัวอะไร มารยาทก็น้อยลง (หัวเราะ) ถ้าถามว่าชอบไหมก็ชอบประมาณนึง แต่ถ้ามองกลับไปว่าเราทำอะไรแบบนั้นอีก เราคงอาย มันอาจจะดูเท่ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเรามันดูหยาบคายไปนิดนึง

“ถามว่าชอบช่วงนั้นไหมก็ชอบ แต่ถ้าให้กลับไปอีกทีก็คงอายละแหละ แต่ก็มันดีนะ”

แล้วอนาคตในเส้นทางสายดนตรีล่ะ?

“แย่ที่สุดก็อาจจะยังแต่งเพลงอยู่แล้วก็ปล่อยไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นFolk หรือเป็นอะไร อัดเพลงที่บ้านแล้วก็ส่งไป แต่ถ้าดีก็คือทำงานชิ้นใหญ่ๆ อย่างนี้ แล้วก็ออกไปเล่นคอนเสิร์ตตลอด”

สุดท้ายแล้วดนตรีให้อะไรกับเรา?

“ดนตรีให้ความสนุกสนานครับ และเรายังถวิลหาความสนุกสนานที่มากกว่านี้ เพื่อให้ดนตรีพาไปในที่ที่เรา.. จะบอกว่าที่ที่เราเคยไปแล้วก็ประมาณนึงนะ เพราะว่าเราอยากกลับไปในที่ที่เราเคยไปแล้ว แปลกดีเนอะ ตอนอยู่Slur ผมเคยไปในที่แบบนั้นมาแล้วอะ ที่ราชมังฯ คนดู5 หมื่นคน เราเคยไปมาแล้ว คนโบกมือตามเพลงเซโรงังพร้อมกัน5 หมื่นคนเราก็เห็นมาแล้ว

“คนอื่นอาจจะบอกว่า ดนตรีพาเราไปในที่ที่ไม่เคยไป แต่ว่ารอบนี้อาจจะเป็นที่ที่ผมเคยไปมาแล้วครับ อยากกลับไปอีกครั้งนึง”

เดี๋ยวก่อน!

“ฝากอัลบั้มAragochina ด้วยครับ เพลงใหม่ล่าสัตว์ เอ้ย ล่าสุดชื่อเพลงว่า‘สอนใคร’ น่าจะแปลกใหม่ครับ”

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...