โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“โพธิญาณ” สงครามกับการแสดงบุญบารมีของพระเจ้าตาก ณ ศึกนางแก้ว

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ต.ค. 2568 เวลา 01.40 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2568 เวลา 01.20 น.
พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมทหารเอกคู่พระทัยทั้งสี่ คือ หลวงราชเสน่หา (บุญมา หรือเจ้าพระยาสุรสีห์ ในเวลาต่อมา) หลวงพิชัยอาสา (พระยาพิชัยดาบหัก) พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา (พระยานครสวรรค์ ในเวลาต่อมา) ณ วัดเขาค่าง (เดิมชื่อ “เขาข้าง”) อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี กล่าวกันว่าเป็นพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในท่าโผนม้าที่สูงที่สุดในประเทศไทย ภูเขาด้านหลังเยื้องไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นที่ตั้งของถ้ำมรกตที่มีความเชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงนั่งสมาธิบำเพ็ญภาวนาเมื่อคราวทำศึกนางแก้วกับพม่า ใน พ.ศ. 2317

“โพธิญาณ” สงครามกับการแสดงบุญบารมีของพระเจ้าตาก ณ ศึกนางแก้ว

ในจำนวนศึกสงครามกับพม่าสมัยธนบุรีกว่า 9 ครั้ง “ศึกนางแก้ว” (บางแห่งเรียก ศึกบางแก้ว)[1] หรือศึกที่บ้านนางแก้ว เมืองราชบุรี พ.ศ. 2317 (พื้นที่สมรภูมิครอบคลุมบริเวณตำบลนางแก้วและตำบลเขาชะงุ้ม ในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ในปัจจุบัน) แม่ทัพใหญ่พม่าคืองุยอคุงหวุ่น นับเป็นศึกที่ดูแปลกแตกต่างจากศึกครั้งอื่นๆ

พระเจ้าตากทรงระดมกองทัพจากหัวเมืองทั่วราชอาณาจักรมาล้อมค่ายพม่า ทั้งที่มีกำลังมากกว่าข้าศึก แต่กลับไม่เร่งระดมตีทัพพม่าให้แตกพ่ายไปโดยเร็วเหมือนอย่างศึกอื่นๆ ทรงให้ล้อมค่ายพม่าถึง 3 ชั้น ไว้อยู่นานถึง 47 วัน บีบให้พม่ายอมแพ้เองอย่างราบคาบ

ที่ผ่านมา ศึกนางแก้ว มักถูกเข้าใจว่าไม่ใช่ศึกสำคัญอะไร ศึกใหญ่กับพม่าในสมัยธนบุรีนั้นคือ ศึกอะตีญ์หวุ่นจี (หรือที่ไทยนิยมเรียก “อะแซหวุ่นกี้”) พ.ศ. 2318[2] ซึ่งน่าสังเกตว่าการให้ความสำคัญกับศึกอะตีญ์หวุ่นจี มักแยกไม่ออกจากพระราชประวัติอันเป็นเกียรติแก่เจ้าพระยาจักรี มีเรื่องตำนานการขอดูตัวและคำทำนายทายทักของอะตีญ์หวุ่นจีต่อเจ้าพระยาจักรี เป็นต้น[3]

ขณะที่ศึกนางแก้วแสดงให้เห็นประเด็นสำคัญหลายอย่าง อาทิ พระปรีชาสามารถและภาวะผู้นำของพระเจ้าตาก เมืองราชบุรีในฐานะเส้นทางยุทธศาสตร์ใหม่ และธนบุรีในฐานะศูนย์กลางราชอาณาจักรแทนที่อยุธยา ที่มามีผลเปลี่ยนลักษณะของสงครามระหว่างพม่ากับไทย

การใช้ยุทธวิธีตั้งค่ายปิดล้อมพม่าไว้ถึง 3 ชั้น ในศึกนางแก้วนั้น ได้รับการอธิบายตามความในพระราชพงศาวดารว่า เป็นเพราะพม่าดูถูกฝีมือไทย และตั้งอยู่ในความประมาทปล่อยให้ทัพไทยตั้งค่ายล้อมเอาได้ แต่สำหรับฝ่ายพม่า งุยอคุงหวุ่นคงได้รับคำสั่งมาให้ตั้งมั่นอยู่ที่บ้านนางแก้ว รอทัพใหญ่มาหนุนจากทางด้านด่านเจ้าขว้าว ดังนั้นแม้ว่ากองทัพธนบุรีจะยกมากันมากและปิดล้อมเอาไว้ การแหวกวงล้อมออกไปเสียตั้งแต่แรกก่อนที่จะถูกปิดล้อม จึงไม่ใช่สิ่งที่งุยอคุงหวุ่นจะกระทำได้

สำหรับพระเจ้าตาก ดูเหมือนการศึกครั้งนี้จะเป็นอะไรที่มีนัยยะมากไปกว่าการแก้แค้นตอบแทนพม่าที่เคยล้อมกรุงศรีอยุธยา หรือเพียงต้องการฟื้นขวัญกำลังใจของคนไทยให้ไม่หวาดกลัวพม่า เพราะการรบกับพม่าในยุคสมัยของพระเจ้าตาก ก่อนหน้านี้ล้วนแต่ได้ชัยชนะ ลุถึง พ.ศ. 2317 อันเป็นปีที่เกิดศึกนางแก้วนี้กล่าวได้ว่าขวัญกำลังใจชาวเมืองกลับฟื้นคืนมามากแล้ว

ข้อความในพระราชพงศาวดารยังซ่อนนัยยะ กล่าวถึงสงครามครั้งนี้ว่าพระเจ้าตากทรงพยายามแสดงให้เห็นบุญบารมีของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้มุ่งหมายจะสำเร็จโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เหตุที่ให้ล้อมข้าศึกไว้ก็ด้วยมุ่งหวังจะให้พม่ายอมแพ้ ออกมาอ่อนน้อมต่อพระองค์ โดยไม่เสียเลือดเนื้อ แสดงพระเมตตาประดุจดั่งพระโพธิสัตว์ จึงดำรัสว่า “อันจะฆ่าให้ตายนั้นง่าย แต่จะเป็นบาปกรรมหาประโยชน์สิ่งใดไม่”[4] และ “เราทำสงครามใช่จะปรารถนาเอาทรัพย์สิ่งสินหามิได้ ตั้งใจจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และประชาราษฎรทั้งหลาย ให้ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรม”[5]

ข้อความส่วนนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเอกสารพม่า ก็พบว่าพระเจ้าตากได้แสดงพระราชปรารภในลักษณะเดียวกันนี้ เช่น ในพระราชสาส์นที่ส่งไปยังพระเจ้าอังวะ เมื่อทรงทราบว่าพม่าจะยกทัพมาตีธนบุรี มีตอนหนึ่งกล่าวว่า “กรุงอังวะกับกรุงศรีอยุทธยานั้นเปนทองแผ่นเดียวกันไม่ควรยกพหุโยธาทัพมารบพุ่งกันให้ร้อนอกสมณะชีพราหมณ์อานาจารย์ราษฎรเลย เพราะฉนั้นขอพระองค์ทรงดำริห์ให้สมณะชีพราหมณ์อานาจารย์ราษฎรอยู่เย็นเปนศุขเทอญ”[6]

ดังนั้น จึงให้ประกาศแก่เหล่าแม่ทัพนายกองที่ตั้งล้อมค่ายพม่าอยู่นั้นว่า “ให้ขังพม่าไว้กว่าจะโซจึงเอาเข้า [ข้าว – ผู้อ้าง]ล่อเอา ถ้าพม่าเรรวนออกจากค่าย อย่าให้ชิงเอาค่าย แต่ให้รับรองไว้จงอย่าหยุด”[7] การให้รับรองพม่าที่ออกมายอมอ่อนน้อม คงสร้างความกระอักกระอ่วนใจแก่เหล่าแม่ทัพนายกองพอสมควร เพราะเป็นข้าศึกสู้รบกันมา พระยาเพชรบุรีถึงกับกล่าวกับบ่าวไพร่ในสังกัดของตนว่า “ถ้าพม่ารบแหกค่ายออกได้รับรองมิหยุด เราจะพากันหนีข้ามเขากลับไปเมือง”[8]

ฝ่ายพม่าก็มองออกว่า การศึกสงครามที่สู้รบกันมาทั้งหมดนี้เป็นสงครามแข่งขันบารมีกันของสองพระมหากษัตริย์ ที่มาพลอยทำให้ไพร่พลทั้ง 2 ฝ่ายต้องเผชิญความทุกข์ยาก ดังปรากฏในสาส์นที่งุยอคุงหวุ่นเขียนใส่ใบตาลขดเป็นภาษาพุกาม ส่งถึงแม่ทัพนายกองฝ่ายไทย ก่อนจะขอยอมแพ้ออกจากค่ายล้อมมาให้ฝ่ายไทยจับกุม ก่อนจะอดตายกันในค่าย มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า

“พระเจ้าช้างเผือก ณ กรุงศรีอยุธยา มีบุญบารมีมากนัก พระราชอาณาจักรผ่านแผ่ไปในชมพูทวีปทั้งปวง ฝ่ายพระเจ้าปราสาททอง ณ กรุงรัตนบุระอังวะก็มีบุญบารมีมากเป็นมหัศจรรย์ และพระมหากษัตริย์ทั้งสองฝ่ายเป็นเวรแก่กัน ใช้ให้ข้าพเจ้านายทัพนายกองทั้งปวงมากระทำสงครามกับท่านอัครมหาเสนาบดีกรุงศรีอยุธยาในครานี้ และข้าพเจ้าเสียทีแก่ท่านๆ ล้อมไว้ จะพากันออกไปก็มิได้ จะหนีไปก็ขัดสนนัก

อันจะถึงแก่ความตายบัดนี้ใช่แต่ตัวข้าพเจ้านายทัพนายกองเท่านั้นหามิได้ จะตายสิ้นทั้งไพร่พลเป็นอันมาก และการสงครามแห่งพระมหากษัตริย์ทั้งสองฝ่าย จักสำเร็จเสร็จสุดสิ้นแต่ครั้งนี้ก็หามิได้ ฝ่ายอัครมหาเสนาบดีกรุงไทยก็ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และพระราชกำหนดกฎหมายพิชัยสงคราม ฝ่ายข้าพเจ้าก็เหมือนกันดุจถือดาบอาวุธไม้ค้อนไว้ทั้งมืออันสมเด็จพระพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาไว้ว่า ซึ่งเกิดมาเป็นมนุษย์แต่ละคนนี้ยากนัก ไฉนข้าพเจ้าทั้งปวงจะได้รอดชีวิตถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นข้าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยานั้น ก็สุดแต่ปัญญาท่านอัครมหาเสนาบดีนั้นเถิด”[9]

รวมระยะเวลาตั้งแต่พม่าถูกล้อมให้อดข้าวอดน้ำ ต้องขุดสระขุดบ่อในค่าย ฆ่าช้างฆ่าม้ากินประทังชีวิต จนกระทั่งเมื่อพบว่าคงไม่มีทัพใหญ่จากอะตีญ์หวุ่นจีหนุนมาช่วยพวกตนแล้ว จึงพากันยอมแพ้ เป็นเวลากว่า 47 วัน นับว่าสู้ศึกอย่างสมเกียรติทั้ง 2 ฝ่าย

แม้จะยอมแพ้ แต่นายทัพพม่าบางคน เช่น อุตมสิงหจอจัว ก็หาได้ไหว้อ่อนน้อมต่อผู้ใด ยกเว้นแต่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว พระเจ้าตากทรงสรรเสริญว่า “มิเสียทีเป็นขุนนางนายทหาร น้ำใจองอาจรักษายศมิได้เข็ดขามย่อท้อควรเป็นนายทหารเอก”[10] จึงให้ไว้ชีวิตและนำมาจำคุกไว้ที่ธนบุรีพร้อมกับแม่ทัพนายกองคนอื่นๆ

อีก 1 ปีต่อมา เมื่ออะตีญ์หวุ่นจียกทัพใหญ่มาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ พระเจ้าตากให้ส่งคนไปถามงุยอคุงหวุ่นและอุตมสิงหจอจัวที่ถูกคุมขังอยู่นั้นว่า จะให้ไปช่วยรบกับพม่า จะยอมเข้าร่วมด้วยหรือไม่ งุยอคุงหวุ่นและอุตมสิงหจอจัวตอบกลับมาว่า ถ้าให้ไปรบกับข้าศึกอื่น ก็จะขออาสา แต่หากเป็นพม่าพวกเดียวกัน “มีความละอายนัก จนใจอยู่”

พระเจ้าตากเมื่อได้สดับรับฟังดังนั้นแล้ว ทรงดำรัสว่า “มันไม่ภักดีต่อเราโดยแท้ ยังนับถือเจ้านายมันอยู่ และเราจะยกไปการสงคราม ผู้คนอยู่รักษาบ้านเมืองน้อย พวกมันมาก จะแหกคุกออกกระทำจลาจลแก่บ้านเมืองข้างหลัง”[11] จึงให้นำตัวไปประหารชีวิตพร้อมกับแม่ทัพของเจ้าพระฝางอีก 4 คน ณ วัดทองคลองบางกอกน้อย (วัดสุวรรณาราม ฝั่งธนฯ ในปัจจุบัน)

อย่างไรก็ตามในส่วนนี้ เอกสารพม่าให้ข้อมูลต่างออกไปว่า ในศึกอะตีญ์หวุ่นจีตีหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้น มีอดีตนายทัพพม่าชื่อ “งะกัน” ที่เคยยกทัพมารบกับไทยแต่ถูกจับเป็นเชลย ติดตามมาในกองทัพของพระเจ้าตากด้วย[12] พระเจ้าตากจึงทรงรู้ตื้นลึกหนาบางว่าทัพฝ่ายตรงข้ามของพระองค์ในศึกนี้นั้นใครเป็นใคร ใครเป็นนาย ใครเป็นไพร่ กระทั่งภูมิหลัง เส้นสนกลใน และเรื่องราวเหตุการณ์ภายในต่างๆ ของเมืองพม่า

แต่ “งะกัน” ผู้นี้จะใช่คนเดียวกับ “งุยอคุงหวุ่น” หรือไม่นั้น ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดเท่าไรนัก แม้ว่าการประหารชีวิตศัตรูที่ยอมศิโรราบแล้วเช่นนั้น อีกทั้งยังเป็นศัตรูที่ทรงทุ่มเทกำลังอย่างมากในการทำให้ยอมจำนนและเกลี้ยกล่อมเข้าเป็นพวก ดูจะแปลกพิลึกอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประหารนักโทษก่อนยกไปกระทำศึกในครั้งนี้ไม่ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารฉบับก่อนชำระในต้นรัตนโกสินทร์อีกต่างหาก

ในยุคที่ความเป็นชาติ-ชาตินิยมยังไม่มีผลต่อวิธีคิดและพฤติกรรมของคนมากมายดังเช่นในปัจจุบันนี้ ตรงข้ามเมื่อเป็นยุคที่สังคมอุษาคเนย์ตอนบนยังคงเชื่อในบุญบารมีแห่งองค์พระโพธิสัตว์และพญาจักรพรรดิราช การเปลี่ยนย้ายข้างหันมาสวามิภักดิ์ต่อผู้นำของอีกฝ่ายที่มีบุญญาธิการ ก็คงเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้อย่างเป็นปกติธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกจับกุมและมีความจำเป็นที่ต้องเอาชีวิตรอดจากคมหอกคมดาบ ดังเช่นพม่ากลุ่มที่ยอมแพ้ต่อกองทัพของพระเจ้าตากเผชิญอยู่ในช่วง ศึกนางแก้ว หรือแม้แต่กลุ่มคนไทยที่ถูกจับกุมไปเป็นเชลยอยู่ในเมืองพม่าหลังสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้ง พ.ศ. 2310 เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] มีผู้สันนิษฐานว่าเดิมชื่อ “บางแก้ว” แล้วเปลี่ยนเป็น “นางแก้ว” หลังเสร็จศึก เพื่อเป็นเกียรติแด่กรมพระเทพามาตย์ ที่สิ้นพระชนม์ในขณะที่พระเจ้าตากยังทรงทำศึกติดพันอยู่ราชบุรี แต่คำว่า “นางแก้ว” อันหมายถึงหนึ่งในของวิเศษ 7 ชนิดของพญาจักรพรรดิราชนั้น ก็ไม่มีธรรมเนียมให้บ่งชี้ถึงนางผู้เป็นพระราชมารดา นางแก้วตามธรรมเนียมของอยุธยาจะหมายถึงพระมเหสีหรือไม่ก็พระสนมเอก

จากการพิจารณาข้อมูลหลักฐานต่างๆ ที่ระบุชื่อสถานที่ พบว่าพระราชพงศาวดารทั้งฉบับเก่า (เช่น ฉบับพันจันทนุมาศ) ระบุเรียกว่า “บางนางแก้ว” (ดู พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), จดหมายรายวันทัพ, อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่นๆ, น. 92-93) ส่วนพระราชพงศาวดารฉบับชำระในต้นรัตนโกสินทร์ (เช่น ฉบับพระพนรัตน์หรือฉบับพิมพ์โดยหมอบรัดเล จนแม้แต่ฉบับพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ 4) ต่างก็ระบุชื่อสถานที่ว่า “นางแก้ว” ทั้งสิ้น (ดู พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2516), น. 379; ส่วนฉบับพระพนรัตน์หรือฉบับหมอบรัดเลนั้นเป็นฉบับที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงในบทความนี้มากแห่งอยู่แล้ว) คำว่า “บางแก้ว” เริ่มปรากฏจริงจังก็ในพระนิพนธ์เรื่องพงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ดู พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า, น. 455)

ทั้งนี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมิได้ระบุเหตุผลถึงการเปลี่ยนจากคำว่า “บางนางแก้ว” และ “นางแก้ว” (ในพระราชพงศาวดาร) มาเป็น “บางแก้ว” ในพระนิพนธ์ชิ้นดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด ชะรอยจะทรงเข้าใจว่าคำว่า “นางแก้ว” นั้นเป็นการเขียนผิดของผู้แต่งพระราชพงศาวดาร จึงทรงชำระโดยให้ใช้คำว่า “บางแก้ว” แทน เพราะคำว่า “นางแก้ว” ดูไม่ใช่ชื่อย่าน โดยที่ทรงมิได้มีโอกาสเสด็จมายังท้องถิ่น จึงอาจไม่ทรงทราบว่า “นางแก้ว” เป็นชื่อที่ใช้กันในท้องถิ่นสอดคล้องกับคำในพระราชพงศาวดาร

ดังนั้น คำว่า “บางแก้ว” จึงไม่สอดคล้องกับชื่อในท้องถิ่นซึ่งใช้คำว่า “นางแก้ว” สำหรับที่มาของชื่อ “บ้านนางแก้ว” นี้มีตำนานเล่าเกี่ยวกับความเป็นมาของวัดนางแก้วและย่านชุมชน โดยระบุว่า “มีเศรษฐีท่านหนึ่งมีธิดา 2 คนๆ พี่ชื่อแก้วส่วนคนน้องชื่องาม ภายหลังเศรษฐีได้แบ่งที่ดินให้กับธิดาทั้งสองคน ที่ดินของวัดนางแก้วในปัจจุบันนี้เป็นของแก้วผู้เป็นพี่ ส่วนด้านตะวันตกของวัดนั้นเป็นของนางงามผู้น้อง (ปัจจุบันชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่าทุ่งนางงาม) ต่อมาเศรษฐีได้ถึงแก่กรรมลง นางแก้วกับนางงามไม่ปรากฏว่าได้แต่งงานหรือไม่ ซึ่งภายหลังนางแก้วผู้พี่ได้มีจิตศรัทธาสร้างวัดขึ้นในที่ดินของตน คนทั่วไปจึงเรียกชื่อวัดที่สร้างขึ้นว่าวัดนางแก้ว”

(https://taanijie.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%881/)

จะเห็นได้ว่าเป็นตำนานบอกเล่าถึงผู้เป็นเจ้าของที่ดินในยุคแรกเริ่มก่อตั้งชุมชน เช่นเดียวกับตำนานไร่ยายยอง ที่เชื่อว่าเป็นที่มาหนึ่งของชื่อจังหวัดระยอง เป็นต้น ตำนานวัดนางแก้วนี้เล่ามานานพอสมควร ดังจะเห็นได้อย่างต่ำก็จากเอกสารรวบรวมประวัติสถานที่โดยคณะครูอาจารย์ในท้องถิ่นในเล่มของดีเมืองราชบุรี พิมพ์ พ.ศ. 2519 ก็กล่าวถึงตำนานนี้สอดคล้องกับข้อมูลตามเว็บไซต์ที่อ้างอิงข้างต้น ซึ่งได้ข้อมูลจากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน

ที่สำคัญจากข้อความในพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ยังระบุถึงการมีอยู่ของ “วัดบางนางแก้ว” ก่อนพม่าจะเข้ามาตั้งค่าย โดยเมื่อตั้งค่ายขึ้นแล้วนั้น พม่าได้จับกุมเถรจวง พระภิกษุวัดบางนางแก้วไว้ด้วย เมื่อทัพไทยยกมาล้อมและอดน้ำอดอาหาร พม่าก็ได้ปล่อยตัวออกจากค่ายมาอยู่กับไทย (ดู พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), จดหมายรายวันทัพ, อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่นๆ, น. 92)

ด้วยเหตุดังนั้นผู้เขียนจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้ “บางแก้ว” จะใช้ “บ้านนางแก้ว” และ “ศึกนางแก้ว” ตามชื่อเรียกในท้องถิ่นและตามพระราชพงศาวดาร ส่วนเอกสารพม่า เช่น มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่าระบุชื่อเรียกย่านตำบลเขาชะงุ้มที่หม่องจายิดไปตั้งค่ายว่า “ตำบลท่าไร่” และเรียกตำบลบ้านนางแก้วที่งุยอคุงหวุ่นมาตั้งค่ายว่า “ท่ากระดาน” ซึ่งก็ดูจะพ้องกับ “ทุ่งนางงาม” ที่อยู่ติดกันตามชื่อเรียกในท้องถิ่น (มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า, น. 280-282) ที่สำคัญนอกจากนี้ยังมีเอกสารพม่าอีกชิ้นที่ระบุเรียกย่านนี้ด้วยคำว่า “เขานางแก้ว” โดยตรงอีกด้วย [พงศาวดารมอญพม่า (คัดจากประชุมพงศาวดารภาคที่ 1). (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์วัดมกุฏกษัตริยาราม, 2520), น. 82].

[2] อาจารย์สิทธิพร เนตรนิยม ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมพม่า ได้กรุณาให้ข้อมูลแก่ผู้เขียนว่า ชื่อที่ถูกต้องตามคำภาษาพม่าจะตรงกับ “อะตีญ์หวุ่นจี มหาสีหะสุระ” เป็นชื่อตำแหน่งขุนนางระดับเสนาบดีเจ้ากรมพลเรือน แต่ไทยนิยมเรียกว่า “อะแซหวุ่นกี้” เสียจนชินไปเท่านั้น

[3] วริศรา ตั้งค้าวานิช. “ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า และอนุสาวรีย์ในเหตุการณ์อะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวเจ้าพระยาจักรี,” ใน ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 (มกราคม 2561), น. 68-97.

[4] พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหมอบรัดเล, น. 90.

[5] เรื่องเดียวกัน, น. 92-93.

[6] มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า, น. 291.

[7] พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหมอบรัดเล, น. 83.

[8] เรื่องเดียวกัน, น. 86.

[9] เรื่องเดียวกัน, น. 85-86.

[10] เรื่องเดียวกัน, น. 89-90.

[11] เรื่องเดียวกัน, น. 88-89.

[12] มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า, น. 291.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “พระเจ้าตาก กับ ‘ศึกนางแก้ว’ เมืองราชบุรี” เขียนโดย กำพล จำปาพันธ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2562

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 กรกฎาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “โพธิญาณ” สงครามกับการแสดงบุญบารมีของพระเจ้าตาก ณ ศึกนางแก้ว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...