โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึก 'อักษรอินเตอร์ จุฬาฯ (BALAC)' จบมัธยมหลักสูตรธรรมดาก็เข้าอินเตอร์ได้!

Dek-D.com

เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2562 เวลา 03.26 น. • DEK-D.com
อยากเข้า BALAC ต้องห้ามพลาด!!

สวัสดีค่า น้องๆ ชาว Dek-Dมีน้องๆ คนไหนกำลังมองหาคณะที่ใช่กันอยู่บ้างมั้ยคะ? วันนี้พี่ไอซ์กลับมาพร้อมกับบทความที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคำแนะนำดีๆ (ส่งจากประสบการณ์ตรงของพี่เอง > <) สำหรับหลายๆ คนที่เรียนมัธยมภาคปกติมาแต่อยากเข้าคณะอักษรศาสตร์ ภาคอินเตอร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไหนมีใครสนใจบ้าง ยกมือหน่อยยย
ก่อนที่เราจะมาเริ่มกัน พี่ขออธิบายว่าคณะอักษรศาสตร์อินเตอร์เป็นอย่างไรให้ฟังก่อนแล้วกัน คณะอักษรศาสตร์อินเตอร์ หรือว่าที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า"บาลัค (BALAC)"คือคณะที่มุ่งเน้นการสอนวัฒนธรรมศึกษา(cultural study) ควบคู่ไปกับทักษะทางด้านภาษาเพื่อให้นักศึกษาทุกๆ คนมีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ที่จะช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในโลกปัจจุบันที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับบุคคลซึ่งมีภูมิหลังวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ภาคอินเตอร์ VS ภาคปกติ แตกต่างกันอย่างไร?

1. จำนวนวิชาเอกและวิชาโท
นอกจากบาลัคจะเรียนทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษแล้ว บาลัคยังแตกต่างจากภาคปกติตรงที่วิชาเอกของภาคปกตินั้นจะมีจำนวนมากกว่า ในขณะที่บาลัคมีเพียงแค่เอกเดียว คือเอกภาษาและวัฒนธรรมโดยสิ่งที่น้องๆ สามารถเลือกได้คือ วิชาโทซึ่งก่อนหน้านี้จะมีเพียงภาษาที่ 3 ให้เลือก เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส และภาษาสเปน แต่ในปัจจุบันนี้มีการเปิดวิชาโทภาษาเยอรมันเพิ่มเข้ามาด้วยรวมทั้งวิชาโทที่ไม่ใช่ภาษาอย่าง Media study(ศึกษาเกี่ยวกับสื่อในทุกๆ ด้าน เช่น ภาพยนตร์ วรรณกรรม ดนตรี และศิลปะการแสดง) และ Global study(ศึกษาเกี่ยวกับโลกาภิวัฒน์ เช่น วิถีปฏิบัติ และรูปแบบทางวัฒนธรรมในสังคมยุคหลังอาณานิคม ประเด็นข้ามชาติต่างๆ รวมทั้งการการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน) แต่ว่าวิชาโทเหล่านี้ไม่ได้เปิดทั้งหมดในทุกปี วิชาที่เปิดนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนนักศึกษาที่สนใจซึ่งนับจากการกรอกในใบสมัคร

2. การเลือกวิชาเอก
อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันก็คือ ภาคอินเตอร์สามารถเลือกวิชาโทและเรียนได้ตั้งแต่ในปีแรกโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆแต่ว่าภาคปกติจะมีการเลือกเอกและโทในปีที่ 2 โดยที่จะมีเงื่อนไขต่างๆ ในการเลือกวิชาเอก(แต่ในส่วนของวิชาโทนั้นไม่มีเงื่อนไขใดๆ ใครสนใจวิชาไหนก็ลงได้เลยจ้า) เช่น ผลการเรียน หรือ รายชื่อวิชาที่เคยลง (ในที่นี้หมายความว่า ถ้าคนไหนที่สนใจวิชาเอกอิตาลี ก็จะต้องเคยลงวิชาอิตาลี 1 และอิตาลี 2 มาก่อน ถึงจะเลือกวิชาเอกอิตาลีได้นั่นเอง)
3. วิชาที่สอน
วิชาที่สอนในภาคปกติและภาคอินเตอร์ก็แตกต่างกันเช่นกัน มีแค่เพียงบางวิชาที่เหมือนกันเช่น อารยธรรมตะวันตก อารยธรรมตะวันออก และวรรณคดีไทย แต่ขอบอกก่อนว่าถ้าน้องๆ สนใจวิชาเรียนของภาคปกติ น้องๆ จะไม่สามารถลงเรียนได้ค่ะ ต้องลงเรียนของภาคอินเตอร์ด้วยกันเท่านั้นนั่นก็รวมไปถึงวิชา Gened ด้วย(ย่อมาจาก General Education หรือวิชาศึกษาทั่วไป) และภาคไทยเองก็ไม่สามารถลงวิชาของภาคอินเตอร์ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นศึกษารายวิชาดีๆ กันก่อนนะคะ

การเตรียมตัว

รู้มั้ยคะ สิ่งแรกที่น้องๆ ทุกคนควรทำก็คืออะไร? สิ่งนั้นก็คืออออ… การศึกษาว่าทางคณะต้องการให้เรายื่นคะแนนอะไรบ้าง เป็นจำนวนเท่าไหร่ นั่นเองงง เนื่องจากว่าทางคณะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการรับนิสิตนักศึกษาเข้าใหม่หรือจำนวนคะแนนได้ในแต่ละปี รวมทั้งการที่น้องๆ ศึกษาข้อมูลเหล่านี้จะทำให้รู้ด้วยว่าควรจะเริ่มเตรียมตัวอย่างไร ดังนั้นการศึกษาสิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง!!
ยกตัวอย่างเช่น ในปีล่าสุดนี้ทางคณะเปิดรับนิสิตใหม่ทั้งหมด 2 รอบ ในรอบแรกนั้นจะไม่มีการสอบข้อเขียน จะมีเพียงการสอบสัมภาษณ์ ดังนั้นคะแนนที่น้องๆ จะต้องได้นั้น จึงสูงกว่าในรอบ 2 ซึ่งจะมีทั้งการสอบข้อเขียนและการสอบสัมภาษณ์สิ่งที่ต้องใช้ยื่นก็คือ AT / CU-AAT / ACT ควบคู่ไปกับ TOEFL / CUTEP / IELTS(รายละเอียดเกณฑ์คะแนนสามารถดูได้) นอกจากนี้จำนวนสัดส่วนที่รับในรอบแรกนั้นจะมากกว่ารอบที่ 2 อีกด้วย ดังนั้นก็ขยันหมั่นเพียรทบทวนเนื้อหาต่างๆ รวมทั้งฝึกทำข้อสอบเยอะๆ นะคะ จะได้ผ่านเกณฑ์ตามที่คณะกำหนดเอาไว้ (สู้!)

How to สอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ให้ผ่าน

หลังจากที่น้องๆ ผ่านเกณฑ์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ด่านต่อไปที่น้องๆ จะเจอก็คือการสอบข้อเขียนหรือการสอบสัมภาษณ์ พี่จะมาเล่าประสบการณ์ที่พี่เจอมาพร้อมกับแนะนำเทคนิคต่างๆ ที่พี่เคยใช้เน้อ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่สนใจ แต่พี่ขอบอกก่อนว่าระบบการสอบเข้าในปีของพี่นั้นไม่เหมือนกับน้องๆ แต่ว่าแนวข้อสอบที่พี่ไปสอบถามน้องปีหลังๆ มาให้ ก็ได้คำตอบว่าใกล้เคียงกันอยู่
การสอบข้อเขียน
งั้นเรามาเริ่มกันที่การสอบข้อเขียนก่อนเลยดีกว่า ในการสอบข้อเขียนนั้นจะมีทั้งพาร์ทการอ่าน และพาร์ทการเขียนซึ่งข้อสอบในพาร์ทการอ่านจะไม่ค่อยต่างจากที่หลายๆ คนเจอในการสอบวัดระดับที่น้องๆ ต้องยื่นมากนัก เพราะเรื่องที่ออกสอบจะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปเพราะฉะนั้นสิ่งที่น้องทำได้ก็คือการฝึกอ่านและทำข้อสอบให้มากๆ แต่ว่าการสอบอันนี้อาจจะยากกว่าการสอบวัดระดับเล็กน้อยตรงที่จะต้องตอบคำถามด้วยการเขียนคำตอบด้วยตนเองไม่มีตัวเลือกให้เลือกเหมือนข้อสอบวัดระดับ ดังนั้นก็อย่าลืมฝึกการตอบคำถามแบบนี้มาด้วยน้าาา
ส่วนพาร์ทการเขียนนั้น น้องๆ สามารถเลือกได้ว่าอยากเขียนเรื่องอะไร ทางคณะจะมีหัวข้อมาให้ผู้สมัครได้เลือกเขียนซึ่งหัวข้อเหล่านั้นก็จะเป็นข่าวสารหรือเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในช่วงนั้นๆ(ในปีพี่ก็เป็นเรื่องลูกเทพ ซึ่งพี่และเพื่อนๆ ของพี่หลายคนก็เขียนเรื่องนี้กันเยอะเลย) เพราะฉะนั้นสิ่งที่น้องๆ ทุกคนควรทำก็คือการศึกษาว่าช่วงที่จะต้องสอบข้อเขียนมีข่าวใดที่กำลังฮอตฮิตอยู่บ้างเพื่อที่ว่าจะมีข้อมูลในการเขียนเรียงความ
นอกจากนั้น น้องๆ ควรที่จะฝึกฝนการเขียนเรียงความบ่อยๆอีกด้วย เพื่อให้คุ้นชินกับการเขียนเรียงความที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือการมีบทนำ (introduction) เนื้อหา (body) และสรุป (conclusion) เสมอแล้วก่อนที่จะเริ่มเขียน (ไม่ว่าจะเป็นเรียงความใดๆ ก็ตาม) พี่ขอแนะนำว่าให้ทุกๆ คนเริ่มต้นจากการร่างสิ่งที่จะเขียน (outline) เอาไว้ก่อนด้วยเพื่อที่ว่าเวลาเขียน เราจะได้โฟกัสแค่ในสิ่งที่เราคิดไว้ว่าจะเขียนมิฉะนั้นอาจจะทำให้การเขียนยืดเยื้อจนไม่สามารถเขียนเสร็จได้ในเวลาที่กำหนดก็เป็นได้
รู้มั้ยคะว่าทำไมพี่ถึงแนะนำน้องๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นก็เพราะว่าในปีแรกของการเรียนนั้นเด็กบาลัคทุกคนจะต้องพบกับวิชาที่มีชื่อว่า Writing fundamental (การเขียนเรียงความขั้นพื้นฐาน) และ Academic report writing(การเขียนรายงานเชิงวิชาการ) ซึ่งเป็นวิชาที่ยากมากๆ สำหรับหลายๆ คน รวมถึงพี่ด้วย TT ดังนั้นการฝึกเขียนบ่อยๆ จะเป็นการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอนะคะ
การสอบสัมภาษณ์
สำหรับการสอบสัมภาษณ์ของคณะนี้ค่อนข้างจะหลากหลายอยู่เหมือนกัน เพราะว่าอาจารย์ที่สอบสัมภาษณ์ในแต่ละห้อง หรือแม้กระทั่งในห้องเดียวกันแต่ว่าคนละคนก็มีคำถามที่แตกต่างกันไป บางคน (เช่นพี่) ก็เจอคำถามที่อ้างอิงมาจากพอร์ตฟอลิโอที่ยื่นให้กับอาจารย์(ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีก็ได้เพราะทางคณะไม่ได้ขอ แต่พี่ก็แอบอยากโชว์ผลงานกิจกรรมที่เคยร่วมอันน้อยนิดของพี่นิดนึง 55555) หรือบางคนก็โดนให้จับฉลากและพูดเกี่ยวกับหัวข้อที่จับขึ้นมาได้เป็นเวลา 1 นาที
เนื่องจากว่าพี่ได้ส่งพอร์ตฟอลิโอให้กับอาจารย์ พี่จึงถูกถามเกี่ยวกับสิ่งที่พี่ส่งให้เขา เช่น ในประเทศที่พี่ไปแลกเปลี่ยนอย่างนิวซีแลนด์มีปัญหาระหว่างชนพื้นเมืองกับคนผิวขาวมั้ย หรือว่าชนพื้นเมืองกับคนผิวขาวมีความแตกต่างกันอย่างไรถึงแม้ว่าคำถามเหล่านี้จะเป็นคำถามที่เฉพาะเจาะจงมากๆ แต่มันก็ยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมต่างๆซึ่งเป็นสิ่งที่น้องๆ จะต้องพบเจอหลังจากผ่านการคัดเลือกแล้ว โดยที่เขาจะดูความคิดของน้องๆ นั่นเอง ดังนั้นเตรียมตัวกันมาดีๆ ล่ะ นอกจากนี้คำถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างๆ ก็ยังถูกใช้นำไปถามในรูปแบบการจับฉลากอีกด้วย (เพื่อนของพี่หลายคนเจอมาแล้ว!)
ส่วนคำถามอื่นๆ ที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงก็มีนะคะส่วนมากก็เป็นแนวคำถามที่ถูกใช้ถามในทุกๆ ปี เช่น หนังสือที่ชอบอ่านพร้อมทั้งเหตุผล ภาพยนตร์ที่ชอบพร้อมทั้งเหตุผล วิชาที่อยากเรียน หรืออยากถามอะไรเกี่ยวกับวิชาไหนบ้างมั้ย คำถามต่างๆ นี้ก็จะนำไปสู่คำตอบว่าน้องๆ สนใจที่จะเรียนจริงๆ หรือเปล่าเพราะว่าบางคำถามนั้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาหาความรู้มาก่อนดังนั้น พี่จึงอยากแนะนำให้ทุกๆ คนไปศึกษาวิชาต่างๆ ที่เปิดสอนหรือข้อมูลเกี่ยวกับคณะเบื้องต้นไว้ด้วย(สามารถดูได้จากเว็บไซต์ของคณะได้เลย )

สิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับ BALAC

อย่างแรกเลยน่าจะมีหลายคนคิดว่าเด็กบาลัคส่วนมากน่าจะมาจากโรงเรียนอินเตอร์กันแน่ๆ เลยเด็กโรงเรียนปกติคงจะแทบไม่มี แล้วยิ่งเป็นอักษร จุฬาแล้วด้วย คงยิ่งหมดโอกาสสำหรับเด็กต่างจังหวัดหรือเด็กที่ไม่ได้เรียนอินเตอร์มาอยากจะบอกว่าไม่จริงเลยค่ะ!เพราะเพื่อนของพี่หลายๆ คนก็มาจากโรงเรียนไทย ภาคปกติกัน รวมทั้งพี่ด้วย (ตั้งแต่เกิดมาพี่ยังไม่เคยเรียนอินเตอร์เลยค่ะ ตอนประถมพี่ก็เรียนที่ต่างจังหวัดค่ะ) หรือบางคนจบมัธยมจากต่างจังหวัดก็มี ทุกๆ อย่างล้วนแล้วขึ้นอยู่กับความพยายามของเราค่ะน้องๆถ้าเรามีความพยายามมากพอ เราก็สามารถที่จะเรียนได้ทุกอย่างที่เราอยากจะเรียน จบจากที่ไหนก็สามารถเรียนบาลัคได้ค่า

อย่างที่สองเลยก็คือ เรียนจบไปแล้ว ต้องไปเป็นล่ามแน่ๆ เลยอันนี้ก็ไม่เป็นความจริงเลยค่ะถึงแม้ว่าเด็กบาลัคอย่างเราจะเรียนภาษาก็จริง แต่เราไม่ได้เรียนภาษาอย่างเดียวค่ะเรายังเรียนด้านวัฒนธรรมศึกษาซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับตัวให้เข้ากับคนที่มีภูมิหลังที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือสังคมในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออีกด้วยค่ะ ดังนั้น หลังจากเรียนจบแล้ว เด็กบาลัคสามารถทำได้หลายอาชีพมากกว่าแค่ล่ามค่ะรุ่นพี่ที่จบไปก็มีทั้งทำงานในองค์กรสหประชาชาติอย่างยูเอ็น ผู้จัดงานอีเวนต์ (event organizer) บรรณาธิการ (editor) หรือแม้กระทั่งทำงานในกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหภาพยุโรปในประเทศไทย
แล้วเราก็เดินทางมาถึงตอนจบของบทความกันแล้ว เป็นยังไงกันบ้างคะ ถึงแม้ว่าบทความนี้จะแอบยาวนิดนึงแต่พี่ไอซ์ขอรับรองว่าน้องๆ คนไหนที่อ่านแล้วนำไปใช้ รับรองว่าปังแน่นอน สู้ๆ นะคะ พี่เป็นกำลังใจให้ แล้วเจอกันที่คณะค่ะ เดี๋ยวพี่กลับไปเยี่ยม อิอิ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...