โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเป็นมาเบื้องหลังการเสกน้ำอภิเษก-สรงน้ำพระมุรธาภิเษก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ศิลปวัฒนธรรม

เผยแพร่ 18 เม.ย. 2562 เวลา 11.11 น.

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกถือเป็นพระราชพิธีสำคัญที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” มีคำสำคัญคือคำ “อภิเษก” หมายถึง “รดน้ำ” เห็นได้ว่าพิธีกรรมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยมีความสำคัญอย่างหนึ่งคือ การรดน้ำอันหมายถึงการเปลี่ยน -ได้รับอำนาจ หรือเปลี่ยนสถานะเป็นผู้มีอำนาจอย่างสมบูรณ์สุดในอาณาจักร

ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อธิบายว่า ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะมีพิธีที่เรียกว่า สรงน้ำพระมุรธาภิเษก และรับน้ำอภิเษก ความสำคัญของน้ำในพิธีกรรมของไทยนั้น สืบเนื่องกับคติชำระร่างกายให้สะอาดก่อนเข้าพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป แต่การมุรธาภิเษก มีความสำคัญอย่างหนึ่งคือการรดน้ำครั้งนี้คือการเปลี่ยน ได้รับอำนาจ หรือเปลี่ยนสถานะเป็นผู้มีอำนาจอย่างสมบูรณ์สุดในอาณาจักร

ธรรมเนียมการมุรธาภิเษกเพื่อสถาปนาอำนาจหรือยกให้บุคคลที่ได้รับการมุรธาภิเษกให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของทางศาสนาพราหมณ์ที่มีอายุเก่ากว่าพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น แนวคิดเรื่องมุรธาภิเษกเกิดมาอย่างน้อย 3,000 ปีเป็นขั้นต่ำ

การมุรธาภิเษกเป็นการให้เทวดารดน้ำพระอินทร์เพื่อให้พระอินทร์เป็นเทวดาที่ยิ่งใหญ่บนสวรรค์ พิธีกรรมนี้จึงถูกจำลองในพิภพมนุษย์ กล่าวคือเปลี่ยนจากพระอินทร์เป็นพระราชา และขุนนางอำมาตย์แทน

พัฒนาการจากแนวคิดสู่พิธีกรรมในไทย

แนวคิดเรื่องมุรธาภิเษกในหลักฐานการบรมราชาภิเษกปรากฏในไทยจากหลักฐานที่เห็นชัดสุดจากศิลาจารึกปากน้ำมูล และจารึกถ้ำภูหมาไนซึ่งเป็นของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ซึ่งกล่าวถึงคำว่าอภิเษก อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการทำอภิเษกครั้งนั้นมีลักษณะอย่างไรนั้น ไม่มีรายละเอียดจารึกไว้ จึงยังไม่สามารถระบุได้รายละเอียดแบบเจาะจงได้

หลักฐานเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำในพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งกรุงศรีอยุธยาจะใช้น้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 แห่งที่เมืองสุพรรณ สระศักดิ์สิทธิ์นี้มีชื่อคือสระเกษ สระแก้ว สระยมนา สระคา แต่ไม่มีข้อมูลว่าใช้สระเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อใด พบว่าครั้งบรมราชาภิเษกสมัยอยุธยาก็มีใช้แล้ว

นอกจากสระศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 แล้ว หม่อมราชวงศ์แสงสูรย์ ลดาวัลย์ อธิบายไว้ว่า เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งรัตนโกสินทร์ มีการเพิ่มน้ำที่เรียกว่า เบญจสุทธิคงคา คือแม่น้ำทั้ง 5 สายในประเทศไทย แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 สายในอินเดียกับในไทยนับแตกต่างกัน

รัชกาลที่ 5 เคยทรงเสด็จฯไปที่สระทั้ง 4 โดยมีข้อมูลปรากฏในพระราชหัตถเลขา มีการกล่าวถึงว่า ในสระนี้ไม่มีสัตว์ใดๆ ถือเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ ใช้เฉพาะองค์พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ไม่มีใครกล้านำไปใช้เพราะถือว่าจะกลายเป็นเสนียดจัญไรเนื่องจากบุญไม่พอ จะต้องมีผู้ตั้งกองอารักขาไว้ ไม่มีใครตักน้ำในสระนี้ได้ แต่เคยมีกรณีเจ้าประเทศราชองค์หนึ่งแอบให้คนมาตักน้ำ ถ้านับกันตามกฎคือต้องโทษกบฏ

ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2411 น้ำที่ใช้ยังเป็นเบญจสุทธิคงคา และน้ำ 4 สระที่เมืองสุพรรณเป็นทั้งน้ำสรงพระมุรธาภิเษก และน้ำอภิเษกแบบเดียวกับรัชกาลก่อน แต่ปี พ.ศ. 2416 พระองค์เสด็จประพาสอินเดีย ซึ่งตอนนั้นเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ พระองค์ตักน้ำแม่น้ำคงคาในครั้งนั้นด้วย

ช่วงนั้นโลกทัศน์ในสังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 มีความคิดวิชาการตามแบบโลกวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งแนวคิดตามจารีต เพราะฉะนั้นเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสอินเดีย พระองค์ทรงตักน้ำจากแม่น้ำคงคามาเจือในน้ำสรงพระมุรธาภิเษกในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ของพระองค์

แนวคิดเรื่องการสรงน้ำบรมราชาภิเษกเปลี่ยนแปลงไปในช่วงรัชกาลที่ 6 ครั้งนั้นยังยึดถือตามน้ำสรงแบบรัชกาลที่ 5 เป็นพื้นฐาน แต่สังคมในรัชกาลที่ 6 เปลี่ยนแปลงเพราะว่า หลังรัชกาลที่ 5 ปฏิรูปการปกครองโดยยกเลิกตำแหน่งเสนาบดีและตำแหน่งจตุสดมภ์ บรรดาหัวเมืองเอกโทก็ยกเลิกไป แนวคิดเรื่องความเป็นรัฐชาติเกิดขึ้น เมื่อถึงรัชกาลที่ 6 การตักน้ำใช้สรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงเพิ่มขึ้น น้ำที่เพิ่มขึ้นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ น้ำที่ได้จากเจดียสถาน คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของรัฐโบราณ อีกส่วนคือน้ำที่เสกตามวัดประจำมณฑลต่างๆ

น้ำศักดิ์สิทธิ์ตามปูชนียสถานสำคัญตามรัฐโบราณที่มีในประเทศไทย ได้แก่ แม่น้ำป่าสัก เสกที่พระพุทธบาท สระบุรี เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าเสด็จมากดพระบาทประทานให้ ในเอกสารคำให้การชาวกรุงเก่า การกำเนิดของกรุงศรีอยุธยาสัมพันธ์กับการเสด็จมาของพระพุทธเจ้ามากดรอยพระพุทธบาทที่นี้

ตัวอย่างอีกแห่งคือที่พิษณุโลกตักที่สระแก้ว สระขวัญ และเสกน้ำที่วิหารพระพุทธชินราช โดยถือว่าเมืองพิษณุโลกเคยเป็นศูนย์กลางแห่งราชวงศ์พระร่วง ในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เมืองพิษณุโลกก็เป็นราชธานีแห่งที่ 2 ของราชอาณาจักร

ในยุคนั้นการปกครองแบ่งเป็นมณฑลแล้ว จึงมีการตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามมณฑลต่างๆ อีก 10 มณฑล ถ้ายอมรับว่ามณฑลเป็นศูนย์กลางของเมืองต่างๆในระบบมหาดไทย การตักน้ำต่างๆ หมายถึงผู้คนในมณฑลนั้นยอมรับพระราชอำนาจ อาทิ วัดบรมธาตุเมืองชัยนาท คือมณฑลนครสวรรค์ เมืองชัยนาทเป็นศูนย์กลางหลักในยุครัฐโบราณ นครสวรรค์เพิ่งเป็นตัวเมืองมณฑลเมื่อทางรถไฟผ่าน เพราะฉะนั้น ศูนย์กลางการปกครองกับศูนย์การคมนาคมอาจเป็นคนละที่ก็ได้

เมื่อครั้งรัชกาลที่ 7 มีตักน้ำเพิ่มและเสกน้ำเพิ่มจากรัชกาลที่ 6 อีกหนึ่งแห่งคือที่พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่ เพราะภาคเหนือในปัจจุบัน แต่เดิมแล้ว ก่อนการสถาปนาราชวงศ์มังรายจะมีรัฐแห่งเล็กๆ แพร่และน่านก็เป็นรัฐอีกรัฐที่เกิดขึ้น

เมื่อถึงรัชกาลที่ 9 ทำเหมือนกับรัชกาลที่ 7 โดยเปลี่ยน 2 จุดคือ เปลี่ยนจากวัดมหาธาตุ เพชรบูรณ์ และวัดพระธาตุช่อแฮ มาเป็นบึงพลาญชัย ร้อยเอ็ด และพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน น่านเป็นศูนย์กลางวงศ์เมืองน่านมาก่อน มีความสำคัญมาก่อน ส่วนบึงพลาญชัยก็เป็นบึงใหญ่ในร้อยเอ็ด เป็นเมืองเก่าครั้งทวารวดี แต่เมืองใหม่ไปซ้อนทับอยู่

พระราชพิธีรัชสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 

ในการพระราชพิธีสำคัญปีนี้ ปวงชนชาวไทยทั่วประเทศได้พร้อมใจกันประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 107 แหล่งน้ำในวันที่ 6 เมษายนไปแล้ว และประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอารามสำคัญประจำจังหวัดของแต่ละจังหวัดเมื่อวันที่ 8 เมษายน แล้วเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษกในวันที่ 9 เมษายน และได้เชิญคนโทน้ำอภิเษกของทุกจังหวัดมาเก็บรักษาที่กระทรวงมหาดไทยเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่กรุงเทพมหานคร ได้ทำพิธีพลีกรรมตักน้ำที่หอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ 12 เมษายน จากนั้นจึงเชิญมายังกระทรวงมหาดไทยเช่นกัน

เมื่อน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก จากทั้งหมด 108 แหล่งน้ำมารวมที่กระทรวงมหาดไทยแล้วจะได้นำไปประกอบพิธีเสกน้ำอภิเษกรวมที่วัดสุทัศนเทพวราราม

โดยในวันที่ 18 เมษายนนี้เองมีริ้วขบวนแห่เชิญคนโทน้ำอภิเษก จำนวน 86 ใบ ประกอบด้วย รถตำรวจ วงดุริยางค์กองทัพบก อส.เชิญธงชาติ และเชิญธงตราสัญลักษณ์ รถเชิญคนโทน้ำฯ ตามด้วยผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้เชิญคนโทน้ำหลายร้อยชีวิต จะร่วมกันเชิญรถน้ำอภิเษก จากกระทรวงมหาดไทย ผ่านถนนบำรุงเมือง วนรอบเสาชิงช้า สู่วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นระยะทาง 740 เมตร

ในช่วงเย็นของวันเดียวกันเวลา 17.19-21.30 น. เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะร่วมพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ มณฑลพิธีเสกทำน้ำพระพุทธมนต์ หน้าพระศรีศากยมุนี พระประธานพระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระราชาคณะ และพระเกจิอาจารย์ 68 รูป เจริญพระพุทธมนต์และพิธีกรรมอื่นไว้พร้อมวัดสุทัศนเทพวรารามฯ ในการทำพิธีเสกน้ำอภิเษกที่วัดสุทัศนเทพวรารามฯ จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ขณะที่ในวันที่ 19 เมษายน จะมีริ้วขบวนแห่เชิญคนโทน้ำอภิเษกไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามต่อไป

อ่านเพิ่มเติมองค์ความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

Podcast EP2 “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” น้ำสรงพระมุรธาภิเษก โดยอ.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล

อ้างอิง :

“Podcast EP2 ‘พระราชพิธีบรมราชาภิเษก’ น้ำสรงพระมุรธาภิเษก โดยอ.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล”. ใน ศิลปวัฒนธรรม. ออนไลน์. เข้าถึงวันที่ 18 เมษายน 2562.

“พิธีเสกน้ำอภิเษก 108 แหล่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสุทัศนฯ วัดกลางเมือง ที่เปรียบ ‘เขาพระสุเมรุ’”. มติชนออนไลน์. เข้าถึงวันที่ 18 เมษายน 2562.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...