โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหตุผลที่มีเพียง Boeing และ Airbus ครองตลาดเครื่องบินโดยสารโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. 2563 เวลา 02.45 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2563 เวลา 13.39 น.
Photo by Arne Dedert/picture alliance via Getty Images

ภาคิน วลัยวรางกูร : เรื่อง

แทบทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบิน เรามักจะได้โดยสารเครื่องบินของบริษัท “โบอิ้ง” (Boeing) ไม่ก็ “แอร์บัส” (Airbus) ชวนให้นึกสงสัยว่า ทำไมจึงมีเพียง 2 บริษัทนี้ที่โดดเด่นผูกขาดเป็น duopoly มานานหลายสิบปีโดยไม่มีคู่แข่งรายอื่นที่ก้าวขึ้นมาได้อย่างสูสีใกล้เคียง แล้วก็อยากรู้ความเป็นมาว่า 2 บริษัทนี้ก้าวขึ้นมาครองตลาดเครื่องบินพาณิชย์ได้อย่างไร แล้วระหว่าง 2 บริษัทนี้ใครใหญ่กว่ากัน

เพื่อหาคำตอบที่สงสัย “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” จึงได้หาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วนำมาเล่าสู่กันฟังว่า โบอิ้งกับแอร์บัสมีต้นกำเนิดและเส้นทางความสำเร็จอย่างไร ปัจจุบันมีรายได้และจำนวนการผลิตเท่าไหร่ และเหตุผลอะไรที่เครื่องบินของ 2 บริษัทนี้เป็นเครื่องที่แทบทุกสายการบินเลือกใช้ ทำให้ไม่มีคู่แข่งรายที่ 3 ขึ้นมาแข่งขัน 2 เจ้านี้ได้เลย

นอกจากธุรกิจคือศึกศักดิ์ศรีสหรัฐอเมริกา VS สหภาพยุโรป

ในปี 1916 วิลเลียม อี. โบอิ้ง (William E. Boeing) ก่อตั้งบริษัทโบอิ้ง(The Boeing Company) ขึ้นมา และได้ผลิตเครื่องบินโดยสาร “โบอิ้งโมเดล 1” (Boeing Model 1) เป็นรุ่นแรกราว 20 ปีถัดมาบริษัทสัญชาติอเมริกันแห่งนี้กลายเป็นบริษัทชั้นนำในวงการผลิตนกเหล็ก และครองความยิ่งใหญ่ในวงการเครื่องบินโดยสารจากเครื่องบินโบอิ้ง รุ่น 707 ที่เปิดตัวในปี 1958 ซึ่งเครื่องบิน รุ่น 707 นี้ได้พลิกประสบการณ์การโดยสารเครื่องบินไอพ่น และยกระดับความรวดเร็วในการเดินทางขึ้นไปอีกขั้น เมื่อเทียบกับเครื่องบินไอพ่นรุ่นก่อนที่มีในตลาด ทำให้โบอิ้ง 707 ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องบินประจำสายการบินทั่วโลกในเวลาไม่นาน

การก้าวขึ้นมาของโบอิ้งส่งผลต่อผู้เล่นเดิมในตลาด นั่นก็คือ กลุ่มประเทศในยุโรป ต่อมาปี 1967 เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร จึงรวมตัวกันเพื่อระดมสรรพกำลังและนวัตกรรมในการผลิตเครื่องบินให้ทัดเทียมกับโบอิ้งของสหรัฐอเมริกา เกิดเป็นบริษัท “แอร์บัส” ที่ผลิตเครื่องบินโดยสารรุ่นแรกภายใต้โมเดล A300 ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากสาธารณชน

ในช่วงแรก แอร์บัสที่เพิ่งตั้งไข่ยังไม่มีทางเทียบชั้นกับโบอิ้งที่อยู่มานานเกือบครึ่งศตวรรษได้ 3 ปีหลังจากการก่อตั้งแอร์บัส ฝั่งโบอิ้งตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดตัวเครื่องบินไอพ่น รุ่น 747 ที่มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของเครื่องบิน รุ่น 707 และเป็นเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น

โบอิ้งครองความยิ่งใหญ่มาจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1990 ซึ่งเป็นยุคที่การเดินทางทางอากาศเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น ในยุคนั้นแอร์บัสได้ปล่อยเครื่องบินตระกูล A330 และ A340 แล้วประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ทำให้แอร์บัสเติบโตมีส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น อีกทั้งการประกาศโปรเจ็กต์การผลิตเครื่องบิน รุ่น A380 เพื่อท้าทายความยิ่งใหญ่ของโบอิ้ง 747 ขึ้นมากลายเป็นเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้แอร์บัสแย่งชิงตลาดสายการบินในยุโรปและในอีกหลายพื้นที่มาจากโบอิ้งได้

*ปัจจุบันทั้งสองบริษัทเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีเบอร์กระดูกใกล้เคียงกัน และ 2 บริษัทนี้รวมกันครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องบินพาณิชย์ไปแล้ว 91% โดยโบอิ้งครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ 45.69% และแอร์บัสครองส่วนแบ่งอยู่ 45.35% *

แล้วใครเบอร์ใหญ่กว่ากัน ?

โบอิ้งและแอร์บัสประกอบธุรกิจที่ใกล้เคียงกันมาก โดยมีธุรกิจหลัก 3 ส่วน ได้แก่ 1.การผลิตเครื่องบินโดยสาร 2.การผลิตอากาศยานทางทหารและทางอวกาศ 3.ธุรกิจบริการอื่น ๆ

*ในปี 2018 โบอิ้งมีรายได้รวมอยู่ที่ 101,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่แอร์บัสมีรายได้รวม 75,300 ล้านเหรียญสหรัฐ น้อยกว่าโบอิ้งถึง 26% ซึ่งรายได้ภาพรวมโบอิ้งใหญ่กว่าพอสมควร แต่หากสโคปเฉพาะรายได้จากธุรกิจส่วนแรก คือ การผลิตเครื่องบินโดยสาร โบอิ้งมีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 60% ของรายได้ทั้งหมด หรือประมาณ 60,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่แอร์บัสมีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 75% ของรายได้ทั้งหมด หรือประมาณ 56,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าโบอิ้งเพียง 7% เท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าโบอิ้งยังคงใหญ่กว่าแอร์บัสอยู่ดี *

ที่ผ่านมาแอร์บัสตามโบอิ้งหนึ่งก้าวเสมอ ในปี 2014 โบอิ้งส่งมอบเครื่องบิน 723 ลำ ในขณะที่แอร์บัสส่งมอบเครื่องบิน 629 ลำ ปี 2018 โบอิ้งส่งมอบเครื่องบิน 806 ลำ แอร์บัสขยับเข้าใกล้มากขึ้นอยู่ที่ 800 ลำ

แต่ในปี 2019 ที่ผ่านมา มีจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้ง 2 บริษัท แอร์บัสยกเลิกการผลิตเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รุ่น A380 เนื่องจากมีออร์เดอร์น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนโบอิ้งเจอเรื่องที่หนักหนากว่ามากเพราะเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง 787 Max 8 ตก 2 ครั้งในเวลาไม่ถึง 5 เดือน คือในเดือนตุลาคมปี 2018 และเดือนมีนาคมปี 2019 เป็นเหตุให้องค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration หรือ FAA) สั่งห้ามเครื่องบินรุ่นนี้ขึ้นบินอย่างไม่มีกำหนด หลายสายการบินยกเลิกคำสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นดังกล่าว ทำให้ในปีที่ผ่านมาแอร์บัสก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 โดยส่งมอบเครื่องบินไปทั้งหมด 863 ลำ ในขณะที่โบอิ้งยอดตกลงมาเหลือเพียง 345 ลำเท่านั้น

อนาคตข้างหน้าของแอร์บัสก็ดูจะสดใสกว่า เพราะในปัจจุบันแอร์บัสมีเครื่องบินที่รอการผลิตและส่งมอบอยู่ที่ 7,133 ลำ ในขณะที่โบอิ้งมีเครื่องบินรอการผลิตและส่งมอบ 5,488 ลำเท่านั้น (นับถึงไตรมาส 3 ปี 2019)

โดยสรุป ภาพรวมโบอิ้งยังคงใหญ่กว่าแอร์บัส แต่หากโฟกัสเฉพาะการผลิตเครื่องบินโดยสารเพื่อการพาณิชย์ แอร์บัสดูจะมีภาษีดีกว่าในปัจจุบัน

ทำไมตลาดนี้ถึงมีแค่ Boeing กับ Airbus ?

สำหรับคำถามว่าทำไมตลาดนี้ไม่มีบริษัทอื่นมาแข่งได้เลย คำตอบก็มีอยู่ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เงินทุน ความน่าเชื่อถือในเรื่องคุณภาพของสินค้า และราคาที่สายการบินต้องจ่ายหากเปลี่ยนไปใช้เครื่องของบริษัทอื่น

1.เงินทุน : ต่อให้ไม่เคยรู้เรื่องราวในอุตสาหกรรมการบินเลย ก็คงเดาได้ไม่ยากว่าการผลิตเครื่องบินสักลำต้องใช้เงินทุนมหาศาลขนาดไหน นอกจากเงินลงทุนการผลิตแล้วยังจะต้องลงทุนทางด้านอะไหล่ บริการหลังการขาย การซ่อมบำรุง และอื่น ๆ ซึ่งในปัจจุบันทั้งโบอิ้งและแอร์บัสมีเงินทุนฉีกห่างจากคู่แข่งรายอื่น ๆ ไปมาก มากพอที่จะซื้อบริษัทคู่แข่งได้ไม่ยาก ตัวอย่างการที่ 2 บริษัทนี้ซื้อกิจการคู่แข่ง คือ กรณีของบอมบาร์ดิเอร์ (Bombardier) และเอ็มบราเออร์ (Embraer) ที่เป็นเจ้าตลาดเครื่องบินโดยสารขนาดเล็กอยู่แล้ว ที่ผ่านมา 2 บริษัทนี้พัฒนาเครื่องบินไอพ่นแบบมีช่องทางเดินเดียว (single-aisle aircraft) ซึ่งเป็นแบบเดียวกับเครื่องบินหลักของโบอิ้งและแอร์บัส บอมบาร์ดิเอร์เริ่มแทรกตัวเข้ามาตีตลาดสหรัฐอเมริกา แล้วถูกโบอิ้งฟ้องร้องข้อหาใช้เงินสนับสนุนของรัฐบาลอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ถูกเก็บภาษีถึง 300% ต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแคนาดาและการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นการเปิดช่องให้แอร์บัสเข้ามาเทกโอเวอร์บอมบาร์ดิเอร์ ฝั่งโบอิ้งเห็นดังนั้นจึงตอบโต้ด้วยการซื้อกิจการของเอ็มบราเออร์ มูลค่า 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

2.ความน่าเชื่อถือในเรื่องคุณภาพสินค้า : ด้วยความที่โบอิ้งและแอร์บัสเป็นผู้เล่นรายแรก ๆ ในตลาดเครื่องบินพาณิชย์โลก การพัฒนาโปรดักต์จึงก้าวหน้ากว่าคู่แข่ง และด้วยความที่มีประสบการณ์สูง จึงทำให้ 2 บริษัทนี้ได้รับความเชื่อถือ สายการบินต่าง ๆ ไว้วางใจ

3.สายการบินมีค่าใช้จ่ายสูงมากหากเปลี่ยนค่าย : ด้วยความที่ทุกสายการบินใช้เครื่องบินโดยสารของ 2 ผู้ผลิตนี้เป็นหลัก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่สายการบินใดจะเปลี่ยนผู้ผลิตจากบริษัทหนึ่งไปอีกบริษัทหนึ่ง เพราะจะมีค่าใช้จ่ายที่ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกนักบินให้คุ้นกับเครื่องใหม่ การเตรียมทีมซ่อมบำรุง เงินทุนสำหรับอะไหล่สำรอง ฯลฯ หรือแม้แต่ถ้าสายการบินใดต้องการเปลี่ยนจากแอร์บัสเป็นโบอิ้ง หรือจากโบอิ้งเป็นแอร์บัสก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในทันที เพราะ 2 บริษัทนี้มีคำสั่งซื้ออยู่ในมือจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เวลาหลายปีในการเปลี่ยนแปลง แค่ระหว่าง 2 บริษัทนี้จะดึงลูกค้าซึ่งกันและกันยังไม่ใช่เรื่องง่าย นับประสาอะไรกับบริษัทอื่นที่จะแทรกตัวขึ้นมาแข่ง

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมี 1 บริษัทที่น่าจับตามองว่าจะสามารถแทรกตัวขึ้นไปเป็นผู้เล่นรายที่ 3 ได้ นั่นคือ บริษัทอากาศยานเพื่อการพาณิชย์ของจีน หรือโคแมค (Commercial Aircraft Corporation of China หรือ COMAC) ที่พัฒนาเครื่องบินไอพ่นแบบมีช่องทางเดินเดียว รุ่น C919 ออกมาชนกับ 737 Max ของโบอิ้ง และ A320 ของแอร์บัส

โคแมคน่าจับตามองก็เพราะว่า ที่ผ่านมาบริษัทโบอิ้งคาดการณ์ว่าตลาดการซื้อเครื่องบินจะมีมูลค่าราว 3.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งราว 40% ของตัวเลขดังกล่าวจะอยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่มียักษ์ใหญ่อย่างจีน ทำให้โคแมคมีข้อได้เปรียบในการเข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งน่าติดตามว่าจีนจะสามารถแทรกตัวขึ้นมาเป็นยักษ์ตัวที่ 3 ในวงการต่อจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปได้หรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...