โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อหิวาตกโรคระบาดสมัยร.2 ศพเกลื่อนแม่น้ำ ยิงปืนใหญ่-สวดพระปริตร-รักษาศีล ไล่โรคระบาด

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 ก.ค. 2564 เวลา 04.38 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 04.36 น.
คลองคูเมืองเดิม และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม (ภาพจาก The Country and People of Siam, Karl Döhring)

“ห่าลงปีมะโรง” อหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในปีมโรงโทศก จุลศักราช 1182 ตรงกับ พ.ศ. 2363 เกิดเหตุโรคระบาดครั้งใหญ่ในสยาม เนื่องมาจาก “อหิวาตกโรค” ที่ทำให้มีคนล้มตายไปกว่า 30,000 คน ศพเกลื่อนกลาดไปทุกแห่ง ลอยอยู่เต็มแม่น้ำลำคลอง!

อหิวาตกโรค (Cholera) คือ โรคระบาดที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร จะมีอาการท้องร่วงเป็นน้ำและอาเจียนทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต มีพาหะคือแมลงวัน โดยเชื้อโรคมักอยู่ในน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อน

อหิวาตกโรคหรือที่คนไทยเรียกว่า “โรคห่า” หรือ “โรคไข้ป่วงใหญ่” ปรากฏในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า“เมื่อเดือน 7 ปีมโรงโทศกนั้น อหิวาตกะโรค หรือที่เรียกในเวลานั้นว่า ไข้ป่วงใหญ่ เริ่มมาเกิดขึ้นเปนคราวใหญ่ที่ผู้คนเปนอันตรายมาก…”

กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบรรยายถึงเหตุร้ายก่อนโรคจะระบาดว่า ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (พายัพ) มีแสงเพลิงติดอยู่ในอากาศ เรียกว่า “ธุมเพลิง” และหลังจากนั้นอหิวาตกโรคก็ระบาดเข้าสู่สยาม

สันนิษฐานว่าระบาดขึ้นที่เกาะหมาก ปีนัง ก่อน จากนั้นระบาดเข้ามาทางหัวเมืองตะวันตก เรื่อยเข้ามาถึงแม่น้ำเจ้าพระยา จนชาวเมืองสมุทราปราการล้มตายจำนวนมาก ชาวบ้านบ้างก็อพยพหนีมากรุงเทพฯ หนีไปเมืองอื่นบ้าง จากนั้นจึงเริ่มระบาดที่กรุงเทพเมื่อ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2363

กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า อหิวาตกโรคครั้งนี้ร้ายแรงที่สุดเท่าที่คนสมัยนั้นจำได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่มีผู้คนล้มตายมากอย่างครั้งนี้ สภาพบ้านเมืองก็เต็มไปด้วยศพ ตั้งแต่ในวัดไปจนถึงแม่น้ำลำคลอง ชาวบ้านหนีออกจากบ้าน กลายเป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้คน ดังในพงศาวดาร ความว่า

“…คนตายทั้งชายทั้งหญิง ศพที่เอาไปทิ้งไว้ในป่าช้าแลศาลาดินในวัดสระเกษ วัดบางลำภู วัดบพิตรภิมุข วัดประทุมคงคา แลวัดอื่น ๆ ก่ายกันเหมือนกองฟืน ที่เผาเสียก็มากกว่ามาก ถึงมีศพลอยในแม่น้ำลำคลองเกลื่อนกลาดไปทุกแห่ง จนพระสงฆ์ก็หนีออกจากวัด คฤหัสถ์ก็หนีออกจากบ้าน ถนนหนทางก็ไม่มีคนเดิน ตลาดก็ไม่ได้ออกซื้อขายกัน ต่างคนต่างกินแต่ปลาแห้งพริกกับเกลือเท่านั้น น้ำในแม่น้ำก็กินไม่ได้ ด้วยอาเกียรณ์ไปด้วยทรากศพ…”

เหตุการณ์เลวร้ายมากกว่าครั้งไหน ๆ จนรัชกาลที่ 2 มีรับสั่งให้ตั้ง “พระราชพิธีอาพาธพินาศ” คล้ายกับพิธีตรุษ ประกอบพระราชพิธีที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีการยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดคืน จากนั้นอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบรมสารีริกธาตุออกแห่รอบพระนคร โดยมีพระราชาคณะและพระสงฆ์ในขบวนสวดพระปริตรประพรมน้ำพระปริตรไปในขบวนแห่นั้นด้วย

“…ยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดรุ่งคืน 1 แล้วเชิญพระแก้วมรกฎแลพระบรมธาตุออกแห่ มีพระราชาคณะไปในกระบวนแห่โปรยทรายประน้ำพระปริตทั้งทางบกทางเรือ…”

รัชกาลที่ 2 ก็ทรงศีล ทรงสละพระราชทรัพย์ ซื้อชีวิตสัตว์สี่เท้าสองเท้า ปล่อยนักโทษ (เว้นแต่ข้าศึกชาวพม่า) และห้ามราษฎรทำปาณาติบาต ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทรงศีลหรือถือศีลตามความสมัครใจ และมีพระบรมราชานุญาตให้ละเว้นกิจการงานราชการที่ไม่จำเป็นลงชั่วคราว โดยมีรับสั่งให้คนเหล่านั้นกลับไปบำรุงดูแลครอบครัวของตน ความว่า

“…ประเพณีสัตวทั้งหลาย ไภยมาถึงก็ย่อมรักชีวิตร บิดามารดาภรรยาแลบุตรญาติพี่น้องก็เปนที่รักเหมือนกันทั่วไป จะได้ไปรักษาพยาบาลกัน…”

แต่ผลของการทำพิธีกลับไม่ได้ทำให้โรคหาย ราษฎรและพระภิกษุที่เข้าร่วมกระบวนแห่ และหามพระพุทธรูปก็ล้มลงขาดใจตาย ที่กลับมาบ้านแล้วตายก็มีมาก ในการระบาดครั้งต่อไปจึงยกเลิกการกระทำพระราชพิธีนี้เสีย พงศาวดารระบุว่า โรคนี้ชอบที่โสโครกโสมมคนตายมาก คนที่บ้านเรือนสะอาดก็ตายน้อย (นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ และคณะ, 2556)

อหิวาตกโรคระบาดอยู่ราว 15 วัน ครั้นเมื่อถึงแรม 7 ค่ำ เดือน 7 ตรงกับวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2363 อหิวาตกโรคก็เริ่มซาลงไป เมื่อสำรวจคนตายในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียงแล้วมีประมาณ 30,000 คน ผู้หญิงตายมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 ใน 3 ต่อจากนั้นเมื่อการระบาดที่กรุงเทพฯ สงบแล้ว จึงได้ระบาดต่อไปทางเหนือ

 

อ้างอิง :

พระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ 2. พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, จากเว็บไซต์ห้องสมุดวชิรญาณ

นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ และคณะ. รอยเวลา เส้นทางประวัติศาสตร์สุขภาพ. สำนักพิมพ์สุขศาลา สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ, 2556

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 มกราคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...