โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประเทศไทยได้อะไร จากเทศกาล 9:9 10:10 11:11 12:12

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ม.ค. 2564 เวลา 08.21 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. 2564 เวลา 08.21 น.

นอกรอบ ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

จริง ๆ แล้วที่มาของโปรฯ 9:9 10:10 11:11 จนลามไปถึง 12:12 นี้มีที่มาจากเว็บค้าขายยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba ที่เล็งเห็นโอกาสในวันที่ 11 เดือนพฤศจิกายน ซึ่งสำหรับชาวจีนแล้วถือว่าเป็นวัน “คนโสดแห่งชาติ” Jack Ma บิ๊กบอสได้สร้างปรากฏการณ์ช็อปปิ้งออนไลน์ระดับชาติ ด้วยการลดแหลก เป็นที่จดจำพอ ๆ กับเทศกาลช็อปปิ้ง Black Friday หรือ Cyber Monday ของฝั่งอเมริกาและยุโรป

คนไทยติดแชมป์ช็อปตามเทศกาล 9:9 10:10 11:11 12:12

เมื่อเดือนกันยายน 2563 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้เผยรายงานผลสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ปี 2562 แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงปลายปี 2563 แล้วก็ตาม แต่ในรายงานครั้งนี้ก็ได้เปิดเผยข้อมูลการเติบโตของกลุ่มธุรกิจ e-Commerce ในไทยที่น่าจับตามอง ซึ่งผลจากปี 2561 ธุรกิจ e-Commerce มีมูลค่าการเติบโตอยู่ที่ 3,767,045 ล้านบาท โดยสำรวจจาก 3 กลุ่มผู้ประกอบการ ได้แก่ B2B (ธุรกิจสู่ธุรกิจ) B2C (ธุรกิจสู่ผู้บริโภค) B2G (ธุรกิจสู่หน่วยงานภาครัฐ) พบว่าในปี 2562 ธุรกิจ e-Commerce มีมูลค่าการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 4,027,277 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2561 กว่า 6.911%

ปัจจัยหลักที่สนับสนุนทำให้ธุรกิจ e-Commerce เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี นอกเหนือจากการทุ่มเงินทำการตลาด ประชาสัมพันธ์ และโปรโมชั่น ปัจจัยหลักที่สำคัญการตั้งราคาขายที่ต่ำสุด ๆ จนต่ำกว่าทุน เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจให้เร็ว จบการขายให้เร็ว และสร้างยอดขายสูงสุด

ปี 2563 ประเทศไทยแม้จะไม่ได้ให้ความสำคัญจัดฉลองวันคนโสดเหมือนที่จีน แต่อีคอมเมิร์ซเจ้าตลาดของไทยแทบทุกเจ้าก็พร้อมใจกันส่งโปรโมชั่นลดแรงแห่งปีมาฟาดฟัน พิชิตใจขาช็อปกันอย่างพร้อมเพรียง เริ่มจากผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Lazada (ของ Alibaba) ก็มีโปรฯหั่นราคา หั่นเสียจนสินค้าบางชิ้นเริ่มต้นที่ 0 บาท และแจกคูปอง 1,111 บาท โดยแจกทุก 11 โมงตั้งแต่วันที่ 1-11 พ.ย. 2563

ส่วน Shopee ก็ตามติด Lazada ด้วยการแจกคูปอง 1,111 บาท และส่งสินค้า flash sale ราคาเริ่มต้นแค่ 9 บาท ในวันที่ 11.11 ถึง 3 รอบ ทางฝั่ง JD Central อีคอมเมิร์ซน้องเล็กก็ร่วมจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าสูงถึง 90% ในเทศกาลนี้ด้วย เรียกว่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยนั้นแข่งกันดุเดือดไม่แพ้อีคอมเมิร์ซจีนกันเลย

ธุรกิจ e-Commerce ไทยอยู่ในมือของ e-Marketplace ต่างชาติ

ากพิจารณาถึงตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Marketplace เจ้าใหญ่ในประเทศไทยทั้ง 3 แพลตฟอร์ม คือ Lazada, Shopee และ JD จะพบว่า Lazada ที่มี Alibaba Group เป็นบริษัทแม่ และ JD Central ที่เกิดขึ้นมาจากการร่วมทุนของ JD (Jingdong) กับกลุ่ม Central ของไทย ต่างเป็นแพลตฟอร์ม e-Commerce ที่มีผู้ลงทุนเป็นชาวจีน ส่วน Shopee เป็นของ Garena ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ประเทศสิงคโปร์ แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือ Tencent จากประเทศจีน เห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการไหลทะลักเข้ามาทำธุรกิจดิจิทัลและ e-Commerce ของนายทุนชาวจีนและประเทศเพื่อนบ้านที่มีความพร้อมด้านเม็ดเงินและทรัพยากรอื่น ๆ

ตลาด e-Commerce ในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการคำนวณจำนวนทั้งหมดของสินค้าที่อยู่บน e-Marketplace 3 แพลตฟอร์มใหญ่ของไทย พบว่าในปี 2018 มีสินค้ารวมกันอยู่ที่ 74 ล้านชิ้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2019 ที่มีมากถึง 174 ล้านชิ้น จะเห็นได้ว่ามีจำนวนเพิ่มมากกว่าถึง 2.4 เท่า โดยจำนวนสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่า 77% เป็นสินค้าที่มาจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศจีน ส่งผลให้จำนวนสินค้าจากประเทศไทยเองกลับมีสัดส่วนอยู่บนแพลตฟอร์มน้อยกว่ามาก ในปี 2020 สินค้าที่อยู่บน e-Marketplace 3 แพลตฟอร์มใหญ่ของไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากกว่า 85% เป็นสินค้าที่มาจากประเทศจีน

จะเห็นว่าตลาด e-Marketplace เราไม่ได้แข่งในเกมที่ไทยเป็นผู้กำหนดกติกา หากแต่เป็นเกมของต่างชาติที่มาใช้ประเทศไทยเป็นสมรภูมิในการแข่งขัน โดยกลุ่ม e-Marketplace ที่ 3 ผู้ยิ่งใหญ่ Shopee-Lazada-JD กำลังมีอำนาจเหนือตลาดอย่างเบ็ดเสร็จแม้จะไม่ผูกขาด (นิยามคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าว่า ถ้าผูกขาดต้องเป็นผู้เล่นรายเดียว !!???)

e-Marketplace platform ไม่ได้หวังเพียงแค่ขายของ แต่หวังผูกขาดธุรกิจต่อเนื่อง

e-Marketplace platform กิจกรรมขั้นต้นก็คือ การให้บริการพื้นที่หรือสื่อกลางให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น เพื่อเป็นช่องทางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ แต่ธุรกิจซื้อขาย e-Marketplace จะอยู่โดดเดี่ยวลำพังก็จะไม่โต จะต้องมีธุรกิจ “ตัวกลาง” ต่อเชื่อมนับตั้งแต่การให้บริการชำระเงินออนไลน์แบบครบวงจร การให้บริการจัดส่ง การสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย และให้ข้อมูลข่าวสาร การอบรมเพื่อพัฒนาธุรกิจออนไลน์

ดังนั้น เราจะได้เห็นธุรกิจ “ตัวกลาง” เกิดมาช่วยภาคธุรกิจมากขึ้น โดยตัวกลางเหล่านี้จะคอยเชื่อมแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้ากับระบบหลังบ้านของธุรกิจ e-Marketplace และคอยรายงานยอดขาย จัดการส่งสินค้า รับชำระเงิน หรือแม้แต่จัดการด้าน warehouse ให้ได้ ธุรกิจ “ตัวกลาง” เจ้าของ e-Marketplace platform อาจจะเอาต์ซอร์ซแต่เท่าที่เห็นก็จะเหมารวบทำเองหมด

สิ่งที่ตามมาก็คือ เราจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าจากจีนจะไหลทะลักเข้ามาแข่งกับพ่อค้าแม่ค้าในไทยอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มทั้งสาม โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงก็คือ กลุ่มสินค้ากีฬา นาฬิกา ยานยนต์ home entertainment, outdoor และกลุ่มสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง เนื่องจากเป็นสินค้าที่จีนถนัดผลิต

ประมาณการตัวเลขคร่าว ๆ ของสินค้าที่ขายบน e-Marketplace ในไทยตอนนี้ว่ามีประมาณ 50 ล้านรายการ ซึ่งในจำนวนนี้ 80% หรือ 40 ล้านรายการเป็นสินค้าที่มาจากต่างประเทศ จีนมีความน่ากลัวจึงอยู่ที่พฤติกรรมของผู้ซื้อชาวไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น

เพราะเงินที่จับจ่ายใช้สอยบนโลกออนไลน์มีแนวโน้มจะไหลออกสู่ต่างประเทศโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มผู้มีอำนาจเหนือตลาดทั้งสาม Shopee-Lazada-JD ซึ่งหากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นจริง กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ธุรกิจที่ไม่มีโมเดลการหารายได้ทางอื่นเตรียมไว้รองรับ เช่น ร้านค้าโชห่วยในต่างจังหวัดนั่นเอง (“ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com)

e-Commerce ทำลายโครงสร้างการค้าและคนกลาง

ตามหลักการมูลค่าสิ่งของถูกส่งพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศเกินกว่า 1,500 บาทแล้ว จะต้องถูกเรียกเก็บ VAT 7% ทั้งหมด ซึ่งภาษีดังกล่าวจะเป็นภาษีของกรมสรรพากร ส่วนมูลค่าสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาทจะได้รับการยกเว้นภาษี ทั้งภาษีศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม หากพิจารณาการช็อปผ่าน platform e-Marketplace พบว่าคนไทยเฉลี่ยใช้เงินซื้อสินค้าผ่าน platform เหล่านี้ถึง 738 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการแตกสินค้าเพื่อให้ราคาต่ำกว่า 1,500 บาทจะได้ไม่เสียภาษี

ปัจจุบันมีผู้ค้าจากจีนเข้ามาเปิดร้านขายออนไลน์บนแพลตฟอร์มอย่างช้อปปี้และลาซาด้าจำนวนมาก และขายสินค้าราคาต่ำกว่าทุน (เพราะไม่เสียภาษี) พร้อมส่งเร็วโดยเข้ามาได้หลากหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือ ผ่านการจัดการสต๊อกสินค้าโดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงเมื่อผู้ค้าจีนเปิดร้านก็ส่งสินค้ามาไว้ที่โกดังกลางของแพลตฟอร์ม เมื่อมีคำสั่งซื้อแพลตฟอร์มนั้น ๆ จะส่งสินค้าให้ผู้สั่งซื้อโดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องเสียภาษี

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแม้ว่าผู้บริโภคอาจจะได้สินค้าที่ราคาถูกลง แต่สิ่งที่จะหายไปคือ เทรดเดอร์ (พ่อค้าคนกลาง ทั้งค้าปลีกค้าส่ง) ที่เคยนำสินค้าจีนเข้ามาขาย และสินค้าที่จะได้รับผลกระทบแรก คือ กลุ่มแก็ดเจตที่ผลิตจากจีน ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่าเพราะสินค้ามาจากโรงงานโดยตรง ซึ่งเป็นการทำลายโครงสร้างค้าปลีกโดยตรง การแข่งขันอีคอมเมิร์ซรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยไม่สามารถแข่งด้านราคาได้ โดยวันนี้กำลังแข่งกับโรงงานจีนที่เข้ามาขายตรงบนช้อปปี้และลาซาด้า ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีก็ยากที่จะสู้ได้

e-Commerce ตั้งโกดังในเขตปลอดอากร ไม่มีภาษี

ก้าวสู่ยุคดิจิทัล 4.0 ธุรกิจ e-Marketplace จะเป็นการค้าที่ไร้พรมเเดน ไม่ใช่แค่การค้าข้ามภูมิภาค แต่จะเป็นการค้าข้ามประเทศ จากข้อมูลของสินค้าบนแพลตฟอร์ม marketplace รายใหญ่ในประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบจำนวนสินค้าในปี 2562 พบว่าในปี 2019 นั้นเป็นสินค้าที่มาจากพ่อค้าชาวจีนมากถึง 135 ล้านชิ้น หรือคิดเป็น 77% และเป็นสินค้าที่เป็นของผู้ค้าไทยเพียง 39 ล้านชิ้น หรือราว 23% สินค้าที่เข้ามามากที่สุด คือ เสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์เสริมโทรศัพท์

แต่ที่น่าตกใจกว่าคือ จากจำนวนสินค้าทั้งหมดมาจากร้านค้าเพียงแค่ 8.1 หมื่นรายเท่านั้น และด้วยนโยบายของรัฐบาลที่เร่งเจรจา FTA “Free Trade Area” จะส่งผลให้ปี 2563 การขนส่งสินค้าจากจีน (ชิปปิ้งจีน) จะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อาทิ การขนส่งทางรถแบบไม่เต็มตู้ (LCL) ของ Kig Logistics ใช้ระยะเวลาเดินทางจากจีนมาไทยเพียง 3-5 วัน จากเดิมอาจจะนานถึง 12 วัน

สืบเนื่องจากประกาศกรมศุลกากรที่ 204/2562 ให้ของที่นำออกจากเขตปลอดอากรแล้วนำเข้ามาในราชอาณาจักร สามารถนำกลับเข้ามาในเขตปลอดอากรได้โดยไม่ต้องเสียภาษีภายใน 14 วัน จากเดิม 1 วัน ถือว่าสร้างความเสียเปรียบให้ผู้ประกอบการไทย เพราะผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซหรือผู้นำเข้าจากต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้ผู้ค้าจีนเข้ามาเปิดร้านในแพลตฟอร์มช้อปปี้และลาซาด้ามากขึ้น โดยขายของในราคาถูก และส่งเร็วกว่าผู้ประกอบการไทย เนื่องจากมีการนำเข้าสินค้าแล้วมาพักไว้ที่โกดังในไทย ในปริมาณที่มากและหลากหลายหมวดสินค้าทำให้ได้เปรียบ ได้ราคาขายที่ต่ำกว่าผู้ค้าไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ค้าไทยขนาดเล็กและกลาง

ผูกขาด Platform ต้นตอการค้าไม่เป็นธรรม

ปัจจุบันจีนคือตลาด e-Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าตลาดเบอร์ 2 อย่างตลาดสหรัฐกว่า 3 เท่าตัว และโควิด-19 ที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้ e-Commerce ในจีนโตอย่างแข็งแกร่งได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และภายใต้การเติบโตนั้น สิ่งที่ตามมาคือการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ต้องเร่งช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดและฐานผู้ใช้ทุกวิถีทาง

อย่าง Alibaba ที่ก่อนหน้านี้ได้มีการบังคับให้ผู้ประกอบการต้องเลือกข้าง หากอยากขายของบนแพลตฟอร์ม Alibaba ต้องห้ามไปขายบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่ง ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทางการของจีนมองว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทางหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐ (SAMR) ของจีนจึงมีการออกแถลงการณ์เพื่อขอสอบสวน และจะมีการเชิญให้ทาง Alibaba เข้ามาชี้แจงกับทางการต่อไป

รัฐบาลจีนกำลังที่จะออกกฎหมายเพื่อป้องกันการผูกขาดของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในจีน อย่างบริษัทชื่อดัง Alibaba, Tencent, JD.com, Meituan Dianping และ Pinduoduo เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ผูกขาดตลาดอินเทอร์เน็ต และทำให้บริษัทคู่แข่งรายเล็ก ๆ เข้ามาแข่งขันในตลาดไม่ได้ ตัวอย่างเช่น Pinduoduo มีกรณีที่ผู้ผลิตสินค้ารายหนึ่งโวยวายว่า Alibaba เรียกค่าปรับเพราะบริษัทนี้ไปขายสินค้าในแพลตฟอร์มของ Pinduoduo ที่เป็นคู่แข่ง ส่วน JD.com ก็เคยกล่าวหา Alibaba บีบผู้ขายทำสัญญาไม่ให้ไปค้ากับแพลตฟอร์มอื่น

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้อง…

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยจะต้องศึกษาอย่างจริงจังถึงภัยของ e-Marketplace platform ต่างชาติที่กำลังคุกคามธุรกิจไทยและจะต้องพิจารณาเรียกเก็บภาษีดิจิทัลกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่นเดียวกับการเรียกเก็บภาษีทรัพยากรธรรมชาติ เพราะ “บริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซึ่งมีฐานข้อมูลของผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก ก็ไม่ต่างอะไรกับบริษัทที่กำลังถือครองเหมืองแร่อันล้ำค่า” และหน่วยงานที่ดูแลการแข่งขันการค้าที่เป็นธรรม อย่างคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าจะต้องเพิ่มความเข้มงวดและกำกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม e-Marketplace อย่างจริงจัง

ภาครัฐต้องเร่งรัดกฎหมายที่จะควบคุม e-Commerce ในด้านราคาและการเสียภาษีโดยปรับโครงสร้างภาษีสำหรับสินค้าจากต่างประเทศที่เข้ามาขายในไทยจะถูกเก็บภาษีตั้งแต่ 0 บาทแรก ส่วนราคาสินค้าที่สั่งจากต่างประเทศเข้ามาจะถูกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ตั้งแต่บาทแรกเช่นกัน

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องห้าม e-Commerce ขายราคาต่ำกว่าทุน เนื่องจากจะทำให้เอสเอ็มอีและธุรกิจค้าปลีกไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก ทั้งนี้ หากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐมีรายได้จัดเก็บภาษีจาก e-Commerce ได้ปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท รวมถึงเป็นการปราบปรามสินค้าหนีภาษีที่เติบโตจาก e-Commerce อีกด้วย

ภาครัฐต้องให้หน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลการดำเนินธุรกิจค้าปลีกทุกช่องทางอย่างโปร่งใส ยุติธรรม ไม่จำกัดเพียงค้าปลีกแบบมีหน้าร้านที่มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องเท่านั้น ทุกวันนี้ e-Commerce ค้าปลีกออนไลน์ยังไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจน จึงเสนอให้มีการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส โดยใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และทำให้เกิดการสมดุลในทุกช่องทางค้าปลีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...