ส่องกองทุนเทคตัวจี๊ด TMBAM Eastspring
Thannachart Fund Eastspring และTMBAM Eastspring มั่นใจว่ากองทุน T-ES-GINNO และ TMB-ES-GINNO ยังคงมีแนวโน้มเติบโตดีและคาดว่าจะเป็นธีมหลักในการลงทุนปีนี้ หลังจากหุ้นของบริษัทผลิตรถยนต์ระดับโลก Tesla และบริษัทเจ้าของนวัตกรรมตัดต่อยีนพันธุกรรมอย่าง Crispr สามารถทาผลตอบแทนได้ดี ส่งผลให้ทั้ง 2 กองทุนประสบความสาเร็จทั้งในด้านยอดขายและผลตอบแทนที่ให้กับผู้ลงทุน
นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จากัด (Thannachart Fund Eastspring) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จากัด (TMBAM Eastspring) กล่าวว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา กองทุนหุ้นเทคโนโลยีทาผลตอบแทนได้ร้อนแรง
กองเทคตัวจี๊ด
โดย บลจ.ธนชาต และ บลจ.ทหารไทย ได้มีการเปิดขายกองทุนนวัตกรรมล้าอนาคตอย่าง T-ES-GINNO และ TMB-ES-GINNO เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 และในสองเดือนสุดท้ายของปี ทั้งสองกองทุนก็ทาผลงานมาได้มากกว่า 40% ปัจจุบันขนาดกองทุนของทั้ง T-ES-GINNO และ TMB-ES-GINNO รวมกันประมาณ 9,800 ล้านบาทแล้ว และเชื่อว่ากองทุนนี้ยังจะได้รับความนิยมและเป็นธีมการลงทุนหลักสำหรับปี 2564 อีกด้วย (แหล่งที่มา Morningstar, 13 มกราคม 64)
“จริงๆแล้ว ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในปัจจจุบันมีความหลากหลายมาก มีทั้งเทคโนโลยีทั่วไปที่มีมานานแล้ว เทคโนโลยีที่กำลังได้รับควำมนิยมในปัจจุบัน แต่เทคโนโลยีที่เราให้ควำมสนใจมาก คือ เทคโนโลยีแห่งอนาคต เนื่องจากนวัตกรรมนี้จะทำให้การใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทที่ประสบความสำเร็จสามารถสร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมองว่าทาง ARK Invest ซึ่งมี Catherine Wood เป็น CEO และที่ปรึกษาด้านการลงทุนนั้น มีความเชี่ยวชำญในธุรกิจนวัตกรรมมาก เน้นลงทุนในนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่จะก้าวเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกและสามารถสร้างเป็นธุรกิจได้ เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไม่ใช่องค์ประกอบที่สำคัญเพียงส่วนเดียว แต่ต้องมีโมเดลธุรกิจ ความรู้ ทักษะ และการสนับสนุนจากส่วนอื่นๆ ร่วมด้วย”
สำหรับกองทุน T-ES-GINNO และTMB-ES-GINNO มีนโยบายลงทุนในกองทุน Nikko AM ARK Disruptive Innovation Fund เป็นกองทุนที่แม้จะออกโดย Nikko แต่ส่งต่อการบริหารกองทุนให้ ARK Invest ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการบริหารหุ้นนวัตกรรม
ตัวกองทุนหลักอย่าง Nikko AM ARK Disruptive Innovation Fund ปัจจุบันมีขนาดกองทุนอยู่ที่ 7.2 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ สามารถทาผลงานตลอดปี 2020 ได้ถึง 147.65 % และตั้งแต่จัดกองทุนมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 62 จนถึงวันที่ 13 มกราคม 64 กองทุนนี้ทาผลตอบแทนไปแล้ว 57.31% ต่อปี (แหล่งที่มา Morningstar, 13 มกราคม 64)
สาเหตุที่ผลตอบแทนกองทุนนี้ค่อนข้างสูง เนื่องกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นนวัตกรรมล้ำอนาคต และถือคติว่าจะเป็นเจ้าแรกๆที่เข้าไปลงทุนในบริษัทนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันทาง ARK เน้นลงทุน 5 ธีมหลักด้วยกัน
1) Energy Storage ระบบกักเก็บพลังงานถือเป็นหัวใจสาคัญของระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต ทำให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้ และสามารถทำให้เป็นธุรกิจได้เพราะราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าในอดีตแต่กลับมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าเดิมมาก โดยเทคโนโลยีในกลุ่มนี้ ธุรกิจได้ที่ประโยชน์มากๆ คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่แต่เดิมแบตตารี่เป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนยังไม่อยากใช้ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีนี้พัฒนาไปมากแล้ว
2) Artificial Intelligence สำหรับเทคโนโลยนีส่วนนี้จะเป็นการสร้างความฉลาดให้กับคอมพิวเตอร์ในการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่ง Ark เองเชื่อว่าในธีมนี้ยังพัฒนาไปได้อีกไกล ยิ่งธุรกิจไหนสามารถสร้างการเรียนรู้ให้ AI ของตัวเองมีความฉลาดเท่าไหร่ กำไรในธุรกิจนั้นๆจะมากขึ้นตามไปด้วย
3) DNA Sequencing สำหรับเทคโนโลยีธีมนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการถอดรหัสและแก้ไขพันธุกรรม เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้าย และในปีที่ผ่านมาธีมนี้ก็สามารถทำผลตอบแทนได้น่าสนใจมาก
4) Robotics สำหรับเทคโนโลยีธีมนี้ จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสิ่งต่างๆ อาทิ ทำให้รถยนต์ สามารถเป็นรถไร้คนขับได้
5) Blockchain สาหรับเทคโนโลยีธีมนี้ เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เงินสามารถโอนผ่านกันไม่ยาก ต้นทุนต่ำ และไม่ผ่านตัวกลาง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ Bitcoin ด้วย ในปี 2563 Bitcoin มีการปรับตัวขึ้นมากว่า 200% โดยจะเห็นถึงความนิยมของ Bitcoin ที่สูงขึ้นมาก จนมีการคาดการณ์กันว่า Bitcoin จะกลายเป็น safe haven แห่งใหม่ของนักลงทุนเหมือนทอง "ทองคำ"
และสำหรับกองทุนนี้ก็ลงทุนหุ้นที่น่าสนใจ อย่างTesla ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน โดย ARK คาดการณ์ว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะโตปีละ 79% ต่อปีภายในปี 2567 ทำให้ หุ้น Tesla ของอิลอน มาร์ส กลายเป็นหุ้นที่เนื้อหอมสุดๆในเวลานี้ จนหลายคนเริ่มมีคำถามว่าตอนนี้แพงไปหรือยัง
หุ้นที่น่าสนใจอีกหนึ่งตัวที่กองทุนนี้ลงทุนคือ SQUARE เป็นบริษัทที่บริหารโดย Jack Dorsey ผู้บริหารของ Twitter” ผู้นำทางด้านโซเชียลมีเดียของสหรัฐ โดยบริษัทนี้เป็นผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน ระบบการขาย การจัดการเงินเดือน รวมถึงการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้บริษัทสามารถเก็บข้อมูลต่างๆของลูกค้าจนพัฒนาเป็น Cash App แอปพลิเคชันที่มีการเติบโตเร็วสุดในสหรัฐ
ล่าสุดยอดดาวน์โหลดแซงหน้า Venmo ของ Paypal ไปแล้ว ซึ่งแอปพลิเคชั่นนี้ทำให้การโอนเงินหรือรับเงินระหว่างบุคคลสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และค่าใช้จ่ายที่ถูกว่าธนาคารพาณิชย์มาก โดยในปี 2563 Square เป็นบริษัทแห่งเดียวที่เป็นบริษัท Fintech แล้วได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อแบบธนาคาร
และหุ้นที่ตัวในพอร์ตที่มีความน่าสนใจคือ อย่างบริษัท Crispr Therapeutics ที่ปัจจุบันกองทุนลงทุนเป็นอันดับที่ 4 บริษัทนี้เป็นบริษัทที่เกี่ยวกับการตัดแต่งยีนของมนุษย์ โดยบริษัทนี้เป็น 1 ใน 3 บริษัทที่ถือ CRISPR IP
(สิทธิบัตร) โดยโฟกัสไปยังการรักษา โลหิตจาง และธาลัสซิเมีย บริษัทให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าแรกเนื่องจากเป็นเจ้าแรกที่ได้ทดลองในมนุษย์ ซึ่งในปี 2563 บริษัทนี้สามารถทำผลตอบแทนทั้งปีได้เกือบ 300%
ดังนั้น กองทุนนี้จึงเหมาะกับผู้ที่สนใจและต้องการเกาะเทรนด์การลงทุนในหุ้นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ต้องการหาโอกาสรับผลตอบแทนสูงๆ แต่สามารถรับความเสี่ยงมากๆได้ นอกจากนั้น ยังเหมาะกับผู้ที่ลงทุนในกองทุนเทคโนโลยีทั่วๆไปอยู่แล้ว อย่างพวกหุ้นในกลุ่ม "FANG" อย่างFacebook, Amazon, Apple, Netflix และ Google และนำกองทุนนี้ไปเติมเต็มให้พอร์ตลงทุนของคุณให้ครอบคลุมทุกโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ชูผลตอบแทนกว่า40%
กองทุน T-ES-GINNO และ TMB-ES-GINNO ได้มีการจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563โดยผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนจนถึงวันที่ 13 มกราคม 2564 นั้น กองทุน T-ES-GINNO ทำผลตอบแทนได้ 47.20% Benchmark (MSCI World Net Total Return USD Index (THB))13.95% ในขณะที่ TMB-ES-GINNO ทาผลตอบแทนได้ 45.94% Benchmark (MSCI World Net Total Return USD Index (THB)) 13.95% (แหล่งที่มา Morningstar, 13 มกราคม 2564)