โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จักตัวตน ‘มิว ศุภศิษฏ์’ จากเด็กเนิร์ด สู่หนุ่มฮอต งานเพลงดังไกล ติด Billboard Charts ถึง 5 เพลง

The Bangkok Insight

อัพเดต 11 ส.ค. 2564 เวลา 17.09 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 09.07 น. • The Bangkok Insight

รู้จักตัวตน "มิว ศุภศิษฏ์" นักร้องนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ จาก "เด็กเนิร์ด" สู่ "หนุ่มฮอต" ที่ล่าสุด งานเพลงดังไกล ติด Billboard Charts ถึง 5 เพลง

เป็นศิลปิน-นักแสดง ที่มากความสามารถคนหนึ่งวงการบันเทิงไทยสำหรับหนุ่ม "มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ "  ซึ่งวันนี้ จะมาเปิดเผยเส้นทางจากเด็กเนิร์ด สู่นักแสดงหนุ่มสุดปัง ที่เคยโดยปฎิเสธงานจนท้อ จนเกือบเลิกตามฝัน พร้อมเผยความรู้สึกที่งานเพลงดังไกล ติดชาร์ตบิลบอร์ด (Billboard Charts) ถึง 5 เพลงด้วยกัน ในรายการ "คุยแซ่บ SHOW" ทางช่อง One31 ที่มี “หนิง ปณิตา” และ เป๊กกี้ ศรีธัญญา” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

มิว ศุภศิษฏ์

รู้จักตัวตน มิว ศุภศิษฏ์ จากเด็กเนิร์ด ขี้อาย ถือไมค์ แล้วมือสั่น สู่หนุ่มฮอต งานเพลงติด Billboard Charts ถึง 5 เพลง

รู้สึกอย่างไรที่เพลงใหม่ติด Billboard Charts ถึง 5 เพลง และได้ขึ้นนิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) 

มิว ศุภศิษฏ์ : ก็ติด 5 เพลง มี Drowning, Missing You, Let Be Me, More And More, Time Machine รู้สึกดีใจมาก ๆ ตอนที่ผมรู้ข่าว คือทาง Bill Brod เขาทวิตเตอร์มาหาผมเอง ติดในหมวด Digital Song Sales Chart

ส่วนที่ได้ขึ้นนิตยสาร ก็ดีใจ และตื่นเต้น ตอนที่รู้ข่าวก็ตื่นเต้นมาก ๆ ก็อยากขอบคุณแฟน ๆ มากๆ  เพราะแฟน ๆ คอยช่วยเหลือเรา คอยอยู่ข้าง ๆ เราตลอด

คิดไหมว่าจะมาไกลขนาดนี้ 

มิว ศุภศิษฏ์ : ก็ไม่ได้คิดว่าจะติด Billboard หรือว่าจะมีฟอร์บส์เขียนถึง ก็เป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ เพราะอัลบั้มนี้ เราต้องการแค่อยากทำเพลงที่มีคุณภาพ ให้กับแฟน ๆ เพราะเรารู้สึกว่าแฟน ๆ สนับสนุนเรามาตลอด เราก็อยากที่จะพัฒนาผลงานเรา ลองแนวเพลงใหม่ ๆ ลองดิสคัฟเวอร์กับเพลง กับทำนอง กับเนื้อร้อง แล้วเราก็ถ่ายทอดออกมาเป็น 10 เพลงนี้ ต้องบอกก่อนว่า ตั้งใจมากจริง ๆ ทั้งตัวผมเอง ทั้งคนที่มาร่วมงานด้วย

ในนิตยสารฟอร์บส์ เขียนชื่นชมเราอย่างไรบ้าง

มิว ศุภศิษฏ์ : ฟอร์บส์ ก็จะเขียนถึงเรื่องเพลงประมาณว่า เรามาใหม่ในเรื่องงานเพลง และเพิ่งมีอัลบั้มแรกด้วย แต่สามารถติดชาร์ตได้ถึง 5 เพลง ซึ่งสุดยอดมาก ๆ ก็ต้องขอบคุณทางฟอร์บส์ด้วย

ก่อนเข้าวงการเป็นเด็กเนิร์ดมาก่อน 

มิว ศุภศิษฏ์ : ใช่ครับ คือของผมจะอยู่ในกรอบมาก ๆ ก็จะตั้งใจเรียนมาก ๆ และก็ชอบเล่นเกม ติดเกม ชอบดูหนังปกติ และเป็นคนที่ขี้อายมาก ๆ

ถามว่ามีความอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กไหม คือถ้าเป็นเรื่องร้องเพลง เราชอบร้องเพลงอยู่แล้ว แต่ไม่ถึงขั้นจะปล่อยเพลงออกมาออกมาจริงจัง ส่วนเรื่องการเป็นนักแสดงก็ไม่เคยคิดเลย และที่ไม่เคยไปประกวดร้องเพลงที่ไหน เพราะเราเป็นคนขี้อายมาก ๆ ขี้อายถึงขั้นไม่กล้าจับไมค์ ถ้าถือไมค์มือจะสั่น

ถามว่าลึก ๆ อยากเป็นศิลปินไหม ผมคิดว่าตอนนั้นอยากเหมือนกัน แต่เราไม่กล้าพอที่จะทำตรงนี้ เพราะว่ากลัวมาก ๆ กลัวไปหมดเลย เพราะตอนเด็ก จะเป็นคนที่ชอบเอาความคาดหวังของคนอื่นมาใส่ตัวเอง เวลาไปหน้าชั้น ก็จะคิดว่าอาจารย์จะคิดอย่างไรกับเรานะ เพื่อน ๆ เราจะคิดอย่างไรกับเรานะ ก็เลยทำให้ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย ไม่รู้จะต้องวางมืออย่างไร ไม่รู้จะต้องพูดอย่างไรดี

มีเรียนร้องเพลง มีเรียนแสดงไหม

มิว ศุภศิษฏ์ : ถ้าตอนเด็ก ๆ เรายังไม่จริงจัง คือมันมีช่วงหนึ่ง ที่เรามีเวลาว่าง เราแค่อยากลองพัฒนาอะไรบางอย่างดู เราชอบร้องเพลง ก็เรียนร้องเพลงดูไหม พอเรียนไปเรื่อย ๆ มันทำให้เราได้ร้องให้คนอื่นฟังบ้าง ซึ่งทำให้เราคลายกังวลไปบ้าง

จุดเริ่มต้นที่เข้ามาวงการบันเทิงคืออะไร

มิว ศุภศิษฏ์ : เริ่มจากไปเรียนพิเศษ คือไปเรียนติวเข้ามหาวิทยาลัยที่สยาม แล้วไปเจอโมเดลลิ่ง ซึ่งเขาบอกเราว่า เราหน้าตาโอเคมากเลย มาแคสโฆษณาให้พี่หน่อยได้ไหม มีสัญญาให้เซ็นเลย คือ ผมก็ตกใจมาก แล้วก็โทรหาบอกหม่าม้าก่อน อยากให้ไปลองแคสโฆษณาดู แล้วก็อยากให้เซ็นสัญญาเลย

หม่าม้าบอกว่า เอาสัญญากลับมาดูก่อนไหม ถ้าอยากทำก็ลองทำไปก่อน สุดท้ายไม่ได้เซ็น ตอนไปแคสก็ได้เหมือนกัน เป็นซิมมือถือ แต่ไม่ได้ถ่าย

แต่กว่าจะได้เล่นโฆษณาแคสโฆษณามาเยอะมาก 

มิว ศุภศิษฏ์  : ใช่ ๆ ถามว่าแคสถึงร้อยไหมน่าจะถึง เพราะมีช่วงหนึ่งที่เราแคสงาน 7 วันเลย แล้วแต่ละวัน เราก็แคส 3-4 งาน วนไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้ นอกจากแคสโฆษณาก็มีไปเดินแบบ ไปถ่ายนิตยสาร

ตอนเดินแบบผมยังคิดว่า น่าจะสบายกว่างานอื่น เพราะเราแค่เดินเฉย ๆ แต่พอเราไปดูรูปแล้ว ทำไมเราดูแย่จัง คือนักเดินแบบเก่ง ๆ เขาต้องมีอินเนอร์บางอย่าง เพื่อนำเสนอเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่ ซึ่งตอนที่ผมเดินแรก ๆ ผมไม่รู้เรื่อง ก็เลยรู้สึกว่าทำไมเราดูแย่จังเลย

อยากรู้ว่ามิวเรียนมาทางด้านไหน

มิว ศุภศิษฏ์  : เรียนวิศวะ เพราะตอน ม.6 เคยถามหม่าม้า กับปาป๊าว่า ขอเรียนนิเทศน์ได้ไหม แต่ท่านว่าไม่เอา เพราะอาม่าอยากให้เรียนวิศวะ กับหมอเท่านั้น ผมเลยเรียนวิศวะ เพราะถ้าเรียนหมอ มันต้องเรียนนาน ต้องเรียน 6 ปี แถมยังต้องไปเรียนสายเฉพาะอีก ถ้าเรียนหมอก็คงจะต้องยุ่งมาก ๆ คงไม่มีเวลามาแคสโฆษณา อะไรแบบนี้ แต่ตอนนี้เรียนนานกว่าเรียนหมอ เรียนยันเอก เรียนมา 8-9 ปีแล้ว

ดูมิวผูกพันธ์กับครอบครัว

มิว ศุภศิษฏ์  : คือผมรู้สึกว่า เราเติบโตมาเพราะมีพวกท่านดูแลมาโดยตลอด ผมรู้สึกอบอุ่น และท่านเป็นที่ปรึกษาให้เราได้ และท่านก็คอยให้กำลังใจเราตลอด เวลาที่เรามีคำถามอะไร หรือว่ามีอะไรที่ต้องตัดสินใจที่มันยากมาก ๆ ก็จะคอยปรึกษาท่าน

ทำไมเลือกคุยกับคนที่บ้านก่อนที่จะคุยกับเพื่อน

มิว ศุภศิษฏ์  : คือผมรู้สึกว่า เพื่อนเราจะชอบเออออตาม ไม่อย่างนั้นคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก (หัวเราะ) บางทีเราอยากจะได้มุมมองที่มองไกลกว่าเรา ก็เลยเลือกที่จะปรึกษาคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราบ้าง หรืออาจจะเป็นคนที่เด็กกว่าเราเยอะ ๆ

แคสงานไม่ได้ครอบครัวว่าอย่างไรบ้าง

มิว ศุภศิษฏ์  : ตอนนั้นทางบ้านก็จะบอกว่า ถ้าการเรียนเราโอเค อยากทำอะไรก็ทำได้เลย เราแคสงานมาแล้วไม่ได้ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ถือว่าเป็นบทเรียน สำหรับเราด้วย

แต่พอถึงเวลาจริง ๆ การแคสงานมันยากมาก ๆ เพราะเวลาไม่ได้ เขาไม่เคยบอกเราเลยว่า ไม่ได้เพราะอะไร เขาจะบอกแค่ว่าเราไม่ได้ มันทำให้เราต้องไปคอยรีเช็คตัวเองว่า ทำไมถึงไม่ได้ คือ ถ้าเขาแจ้งมา เราจะได้ไปพัฒนาปรับปรุงตัวเราได้ แต่ผมไม่เคยทราบเลย มันทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมเราไม่ได้นะ ทั้ง ๆ ที่เราก็ทำเต็มที่แล้ว เราก็เลยโทษแต่คนอื่น แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลย

ถามว่ามีท้อบ้างไหม ก็มีเหมือนกันนะ เพราะบางทีเราไปแคส 3-4 งานแต่ไม่ได้ เพราะบ้านก็อยู่นนทบุรี แต่เราต้องแคสงานไกลถึงทาวน์อินทาวน์ ซึ่งมันไกลมาก ๆ พอไม่ได้เยอะมาก ๆ เราก็เลยขอเบรกก่อนดีกว่า แล้วกลับมานั่งทบทวนตัวเองดู

เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การที่เราจะเป็นนักแสดงได้ เราต้องมีความสามารถเรื่องการแสดง ทำไมเราไม่มองตรงจุดนี้ เราแค่แคสไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยพัฒนาเรื่องการแสดงเลย ก็เลยรู้สึกว่าเป็นเพราะเรานี่แหละที่ห่วย ก็เลยไปเรียนแคสติ้งก่อน แล้วค่อยกลับมาแคสใหม่

คนอื่นเบรก 2-3 อาทิตย์ แต่มิว เบรกที 3 ปี

มิว ศุภศิษฏ์  : ใช่ ก็ไปเรียนแอคติ้ง พอเรากลับมา ไปแคสโฆษณาก็ผ่าน และได้เล่นซีรีส์ด้วย

จบวิศวะทำไมไม่ทำงานด้านวิศวะ

มิว ศุภศิษฏ์  : คือมีช่วงหนึ่งที่ไม่ได้ไปเรียนต่อ ช่วงนั้นจะว่างมาก ๆ และที่บ้านก็จะรู้สึกว่า ทำไมไม่ยอมทำงานต่อสักที ผมเลยรู้สึกว่า เรายังอยากทำงานตรงนี้อยู่ คือถ้าเราไปทำงานด้านวิศวะ เราต้องจริงจังแน่นอน และคงไม่ได้มาทำงานด้านนี้อีกแล้ว

ที่บ้านว่าอย่างไรในเมื่ออยากทำงานบันเทิง

มิว ศุภศิษฏ์  : อาม่า กับคุณแม่เขาใจดี ส่วนปาป๊าจะบอกว่า ถ้าอยากแคสงานต่อ ก็ไปเรียนปริญาโทละกัน ผมก็เลยโอเคว่า เรียนโทต่อให้ ก็เรียนโททางด้านวิศวะสายเดิม

ช่วงระหว่างเรียนโท ก็ไปเป็นอาจารย์พิเศษบ้าง แต่พอจบโทมา มันมีซีรีส์ กระแสก็เริ่มมา งานก็เยอะมาก แต่งานสอนเราก็ยังรับอยู่ ไปเป็นอาจารย์พิเศษบ้าง แต่ถ้าจะให้ไปเป็นเต็มเวลา คงไม่ได้ เพราะเวลาไม่ได้จริง ๆ

เวลาเด็กเรียกอาจารย์รู้สึกอย่างไร

มิว ศุภศิษฏ์  : ก็จั๊กกะจี้ เพราะน้องที่เราสอน ก็ห่างกับเราแค่ 3-4 ปี แต่มาเรียกเราว่าอาจารย์ เราก็รู้สึกโต ๆ เวลาสอน ผมจะทำสไลด์แล้วจะชอบพูด ให้น้องเขาจดตาม คือผมจะสอนเรื่องสถิติ ก็เลยทำให้มีโจทย์อะไรแบบนี้ คือ จะสอนเป็นพาร์ทแรก แล้วเว้นเป็นโจทย์ไว้ แล้วให้ทุกคนลองทำดู

แต่เวลาเรียนก็จะมีเด็กมาแซว ๆ ว่า อาจารย์จะมาสอน หรือมาเดินแบบ

ทำงานหลายอย่าง แล้วที่บ้านก็มีกิจการของตัวเอง อยากรู้ว่าที่บ้านอยากให้เราสืบทอดกิจการไหม

มิว ศุภศิษฏ์  : เอาจริง ๆ คุณพ่อคุณแม่ยังไหว ท่านรู้สึกว่า เราอยากทำอะไร เราก็ไปก่อนได้เลย ส่วนตัวธุรกิจที่ท่านทำอยู่ ก็จะเป็นธุรกิจที่คอยซัพพอร์ทเรา เมื่อเราไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร

การเป็นผู้จัดละครนี่ใช่ความฝันของเราไหม

มิว ศุภศิษฏ์  : เป็นอาชีพหนึ่ง ที่ผมอยากทำมาก ๆ ตอนนี้ เป็นผู้จัดซีรีส์เรื่อง “The Ocean Eyes” เป็นซีรีส์ที่ร่วมทุนกับฝั่งอเมริกาด้วย ฝั่งจีนด้วย เป็นซีรีส์ที่มีโปรดักชัน ที่มีต่างประเทศมาเข้าร่วมด้วย ซึ่งขอบอกก่อนว่า เป็นเรื่องของสัตวแพทย์ทางทะเล เป็นเรื่องแรกของเอเชียเลย

ซีรีส์เรื่อง “The Ocean Eyes” เรื่องราวเป็นอย่างไร

มิว ศุภศิษฏ์  : เป็นเรื่องราวของทีมสัตวแพทย์ เป็นสัตวแพทย์ทางทะเลมีชื่อทีมว่า “The Ocean Eyes เป็นทีมท็อปของประเทศไทย แล้วทีนี้ ก็จะมีการรับบุคลากรใหม่เข้ามา ก็จะมีตัวละคร 4 ตัว ชื่อ นที เกรซ พริตตี้ เซ้นท์ ซึ่ง 4 ตัวละครนี้ เป็นสมาชิกใหม่ที่เข้ามาในทีม แต่ละคนก็จะมีพื้นเพมาจากคนละครอบครัว มีปมในชีวิตคนละอย่างกัน

พอมาอยู่ในทีมนี้ การทำงานร่วมกันเป็นอย่างไรบ้าง การที่แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว จะมาอแดปต์ ในการทำงานร่วมกันได้อย่างไร เวลาเจอเคส เจอปัญหาต่าง ๆ ตัวละครแต่ละตัว จะไปในทิศทางไหน ก็อยากให้มาติดตามกัน

เห็นว่าช่วงที่ซีรีส์ออนแอร์มิวดังมาก ได้ถูกเชิญไปต่างประเทศ หลายประเทศมากด้วย

มิว ศุภศิษฏ์ : ใช่ครับ แต่ไม่ได้ไป เพราะว่าโควิดมาพอดี ตอนนั้นมีโอกาสไปฟิลิปปินส์บ้างแล้ว ตอนกลับก็ยังเสียว ๆ ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง เพราะตอนนั้น เริ่มล็อกดาวน์แล้ว ซึ่งแพลนไปต่างประเทศ มีประมาณ 6- 7 ประเทศได้ แล้วในบางประเทศ อย่าง จีน ก็จะต้องไปหลายมณฑล สุดท้ายไม่ได้ไป

การร้องเพลงอีกส่วนหนึ่งที่เราลงทุนถึงขั้นเปิดสตูดิโอเอง

มิว ศุภศิษฏ์ : คือหลังจากที่โควิดมา มันจะมีช่วงล็อกดาวน์แรก ๆ ที่เราได้มานั่งทบทวนตัวเองว่า มันยังมีอะไรที่ยังอยากทำอยู่แต่ยังไม่ได้ทำ ซึ่งผมคิดว่า ที่จะทำได้ในตอนนั้น คือการร้องเพลง อยากทำเพลง ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าจะทำเพลง ก็ควรจะเปิดค่ายขึ้นมา เพื่อจะดูแลเราคนเดียว เพื่อที่จะเป็นศิลปิน

ผมเห็นจากเพื่อนหลาย ๆ คน เขาจะโดนค่ายเซ็ตอะไรบางอย่างมา เพราะมันเป็นแผนงานของเขา ซึ่งเราอยากทำเพลงที่เป็นตัวเราจริง ๆ ทั้งตัวเนื้อเพลง ตัวเอ็มวี สไตล์ต่าง ๆ คือ เราอยากทำเองหมดเลย อยากมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน คือ ถ้าเราอยู่ค่ายก็ต้องทำตามเขาส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเราสามารถทำเองได้ มันก็เป็นผลงานของเรา ก็เลยคิดว่าทำเองดีกว่า

เวลาเจออุปสรรเราสู้อย่างไร 

มิว ศุภศิษฏ์ : อย่างแรกเลยคือ เรามีคนมากมายคอยซัพพอร์ตเรา รักเรา เราไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง ไม่อยากไปทำลายความรักของเขา ไม่อยากดูถูกความรัก ที่เขาให้เรามา งานทุกอย่างมันมีเหนื่อยอยู่ แต่ถ้าเราล้มเลิกไป แล้วคนที่คอยให้ความรักเรามา คอยซัพพอร์ตเรา เขาจะติดตามเราจากไหน แล้วเขาจะเติมพลังใจของเขาได้อย่างไร เพราะเราเป็นพลังใจของเขาจริง ๆ

เราก็เลยรู้สึกว่า เราล้มได้แต่ต้องลุกให้เร็วที่สุด เราเหนื่อยได้ แต่ต้องฟื้นให้เร็วที่สุด และต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อตอบแทนสิ่งที่เขาให้มาโดยตลอด

ตอนเจอมรสุมเปิดค่ายเพลง ได้ยินว่าไม่เสพโซเชียลเลย

มิว ศุภศิษฏ์ : ใช่ ตอนนั้นเรานอยด์มาก ๆ และห่วงแฟน ๆ ของเรามาก ๆ ช่วงนั้นไม่เสพโซเชียล ลบแอคทวิตเตอร์เลยช่วงนั้น จะได้ไม่ต้องเข้าไปดู

ได้บทเรียนอะไรกับมรสุม กับการวิพากษ์วิจารณ์ของคนบ้าง

มิว ศุภศิษฏ์ : อย่างแรกคือ เราห้ามคนวิจาร์ณไม่ได้ เพราะเราเลือกมาอยู่ในจุด ที่มีคนวิจารณ์อยู่แล้ว วงการบันเทิงเป็นงานศิลปะ งานศิลปะอยู่ที่เทสต์ ของแต่ละคนอยู่แล้ว เรื่องคำวิจารณ์มันมีอยู่แล้ว

ถ้าคำวิจารณ์มันเพื่อปรับปรุงพัฒนาเรา เราจะเก็บไว้พัฒนาตัวเอง แต่ถ้าอันไหนเป็นการสาดอารมณ์ใส่เรา เรารู้สึกว่า เราปล่อยไปดีกว่า เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย อันนี้คืออย่างแรก

อีกอย่างหนึ่งคือ ในทุก ๆ วงการ คนที่มีความสามารถเท่านั้นถึงจะอยู่รอด สุดท้าย ถ้าเราหยุดพัฒนาตัวเอง มันจะมีคนที่จะมาแซงเรา จะมีคนที่จะมาแทนเราอยู่เสมอ เราต้องสร้างสรรค์ผลงานใหม่ เติมสกิลให้เราเก่งขึ้น

ในอดีต “มิว” เคยอกหักจริงเหรอ แล้วทำอย่างไร

มิว ศุภศิษฏ์ : ครับ คือผมไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมถึงอกหัก อาจจะเป็นเพราะจีบใครไม่เป็นสักเท่าไหร่ ตอนอกหักก็มีเหมือนกัน ที่เปิดเพลงเศร้า มีคารีเนตแล้วก็เป่า สาว ๆ ที่บอกเลิก ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเข้ากันไม่ได้ ซึ่งเราก็รู้แหละว่า เราเข้ากันไม่ได้จริง ๆ เพราะบางทีเราอยากได้อย่างหนึ่ง เขาอยากได้อย่างหนึ่ง สุดท้าย ก็ไม่มีใครลดหย่อนเข้าหากัน ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

ปัจจุบันสถานะหัวใจเป็นอย่างไร

มิว ศุภศิษฏ์ : ปัจจุบันก็โสด โสดมาหลายปีอยู่เหมือนกัน เพราะตอนที่งานหนักมาก ๆ เราก็จะจริงจังกับงาน แล้วคนที่เราคุยอยู่ เขาเป็นรองเรื่องงาน เขาคงจะไม่ค่อยแฮปปี้ ผมก็เลยเกรงใจเขา แล้วก็รู้สึกว่าเราไม่มีเวลาให้เขา ก็เลยยังไม่พร้อม

สเปกสาวเป็นอย่างไร

มิว ศุภศิษฏ์ : ตอนเด็ก ๆ ก็คิดว่าตัวเล็ก ๆ ขาว ๆ น่าจะเข้ากับเราได้ แต่ปัจจุบันเราเปิดกว้างขึ้นมาก ๆ คือถ้าเป็นใครที่พร้อมจะเติบโตไปกับเรา เข้าใจเรา ถ้ามีปัญหาอะไรแล้วมานั่งทำความเข้าใจกัน ก็โอเคแล้ว

สถานะโสด แต่เพลงใหม่ แต่งให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่สำคัญมากในชีวิต

มิว ศุภศิษฏ์ : เพลงนี้แต่งให้อาม่า ตอนที่เริ่มแต่งเพลงนี้ ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเล ได้ไปดำน้ำ แล้วคิดว่า ถ้าเราได้แต่งเพลง อยากแต่งเพลงที่เกี่ยวกับการจมลงไปจังเลย เพราะว่าเราชอบความรู้สึกที่ได้ดำลงไปในน้ำ

แล้วก็นึกว่าถ้าเล่าเรื่องการจม เราจะเล่าเรื่องอย่างไร ให้มีดูแล้วอบอุ่น ต้องทำอย่างไรดี ก็เลยนึกว่า ถ้ามันเป็นการจมไปในความทรงจำล่ะ ความทรงจำดี ๆ ของใครคนหนึ่ง ที่บางครั้งเราอาจจะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว มันทำให้ความรู้สึกเหล่านี้ เรารู้สึกถึงอาม่าก่อนเป็นคนแรก เพราะอาม่าเสียไปได้ 5 ปีแล้ว แต่เวลาที่เราเหนื่อย เวลาที่เราเศร้า เวลาที่เราท้อ เราก็จะนึกถึงภาพตอนที่เขาอยู่ด้วย

แค่โมเมนท์ง่าย ๆ ในเอ็มวี แค่เขาทำข้าวผัดให้เรา นึกถึงตอนที่เขาทำโกโก้ให้เรากินตอนเช้า ตอนที่เขาคอยโอ๋เราเวลาที่เราเสียใจ ก็มีความสุขแล้ว

รู้สึกอย่างไรกับกระแสตอบรับ

"มิว” ศุภศิษฏ์ : ดีใจมาก ๆ เสียใจอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้ทำตรงนี้ตอนที่เขายังอยู่ และเหตุผลหนึ่ง ที่ผมยังโกออนในเส้นทางนี้อยู่ เพราะตอนที่เขาเสีย ผมรู้สึกว่า เรายังไม่มีผลงานจริง ๆ จังให้เขาดูเลย

แม้ตอนนี้ผมจะไม่รู้ว่า เขาไปอยู่ไหนแล้ว เพราะเขาเสียไปแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่รูปแบบไหน เขาเกิดใหม่หรือเปล่าเราก็ไม่รู้ แต่ถ้าเรามีชื่อเสียงโด่งดังมาก ๆ จนไปถึงเขาได้ มันก็คงจะดีมาก ๆ

มิวอยากบอกอะไรกับอาม่าบ้าง

มิว ศุภศิษฏ์ : อยากจะบอกว่า ขอบคุณอาม่ามาก ๆ ที่ทำให้ปาป๊าเกิดมา แล้วปาป๊าทำให้ผมเกิดมา และขอบคุณที่คอยดูแลมาตลอด ขอบคุณที่ให้ความอบอุ่น ขอบคุณที่ทำให้ผมแต่งเพลง เพลงแรกในชีวิตได้ แล้วเพลงเพลงนี้ มันก็ติดบิลบอร์ดด้วย ขอบคุณอาม่ามาก ๆ เลยครับ

ฝากผลงานหน่อย

มิว ศุภศิษฏ์ : ถ้าเป็นเพลงก็สามารถติดตามได้ทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วนมิวสิควิดีโอ สามารถติดตามได้ทางยูทูบแชนแนล และสามารถติดตามได้ทางเฟซบุ๊ก ทาง อินสตาแกรม และทางทวิตเตอร์ด้วยครับ

ติดตามรับชมคำสัมภาษณ์ย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...