จงจิตร์ นีรนาทเมธีกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดแผน 2.3 พัน ล. รับวิกฤตแล้งปี'62
สัมภาษณ์
“น้ำ” นับเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญในการอุปโภคบริโภค ในการดำรงชีวิตประจำวัน นอกจากน้ำผิวดินแล้ว ยังมีน้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดินที่ปัจจุบันมีบทบาทในการพัฒนาประเทศค่อนข้างมาก รวมถึงมีการใช้น้ำเพิ่มขึ้นมาก ทำให้การดำเนินการต้องมีการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “จงจิตร์ นีรนาทเมธีกุล” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ถึงภาพรวมยุทธศาสตร์ และแผนการดำเนินงานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลปี 2562 นี้
ภาคกลางแชมป์ใช้น้ำมากสุด
“จงจิตร์ นีรนาทเมธีกุล” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า ปัจจุบันสภาวการณ์ใช้น้ำบาดาลในประเทศอยู่ที่ 14,741 ล้าน ลบ.ม./ปี โดยพบว่าภาคกลางมีการใช้น้ำมากที่สุด 6,487 ล้าน ลบ.ม./ปี รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4,680 ล้าน ลบ.ม./ปี ภาคเหนือ 1,836 ล้าน ลบ.ม./ปี ภาคใต้ 977 ล้าน ลบ.ม./ปี ภาคตะวันตก 425 ล้าน ลบ.ม./ปี และภาคตะวันออก 336 ล้าน ลบ.ม./ปี ตามลำดับ จากปริมาณน้ำบาดาลที่สามารถนำมาใช้ได้ 45,385 ล้าน ลบ.ม./ปี
ซึ่งสามารถจำแนกเป็นการใช้ในภาคเกษตรกรรม 86.43% ภาคอุปโภค-บริโภค 8.3% และภาคอุตสาหกรรม 5.27% ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อปริมาณน้ำผิวดินในแต่ละปี ทำให้ประชาชนไม่สามารถวางแผนการใช้น้ำและการผลิตได้ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำบาดาลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ปี 2562 กรมมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลในเชิงพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน ภายในปี 2580 โดยดำเนินการ 4 กลยุทธ์ คือ 1.มุ่งเน้นสำรวจหาน้ำต้นทุน และดูศักยภาพของน้ำ ให้มีความแน่ชัดและตอบสนองความต้องการใช้น้ำ 2.เสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ 3.เสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่มีการใช้น้ำบาดาล และ 4.ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ในการบริหารจัดการน้ำ
ปี’62 ทุ่ม 2.3 พันล้าน
“จงจิตร์” กล่าวว่า ปี 2562 กรมได้รับจัดสรรงบประมาณ 2,396.38 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการสำคัญและต้องเร่งดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และภาคเกษตร 1,894 แห่ง งบประมาณ 1,503 ล้านบาท ปัจจุบันเจาะบ่อน้ำบาดาลแล้ว 991 แห่ง โดยจะเร่งให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนน้ำดื่มสะอาดให้โรงเรียนทั่วประเทศขนาดใหญ่ (มีนักเรียนมากกว่า 300 คน) 146 แห่ง งบฯ 206.59 ล้านบาท ขณะนี้ดำเนินการแล้ว 95% 2) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนน้ำดื่มสะอาดให้โรงเรียนทั่วประเทศขนาดเล็ก (มีนักเรียนประมาณ 200 คน) 285 แห่ง งบฯ 280.15 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจาะบ่อบาดาล 3) โครงการพัฒนาระบบกระจายน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าแบบจุ่มน้ำ 454 แห่ง งบฯ 151.54 ล้านบาท ดำเนินการแล้ว 75%
4) โครงการพัฒนาระบบกระจายน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยเครื่องสูบน้ำแบบเทอร์ไบน์ 143 แห่ง งบฯ 47.94 ล้านบาท ดำเนินการแล้ว 64% 5) โครงการพัฒนาระบบกระจายน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 298 แห่ง งบฯ 562.56 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจาะบ่อบาดาล โดยวิธีนี้เป็นที่นิยมของเกษตรกร 6) โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับระบบประปาหมู่บ้าน 548 แห่ง งบฯ 131.52 ล้านบาท ดำเนินการแล้ว 76% ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำเค็มด้วย และมีการขอรับการสนับสนุนค่อนข้างมาก
และ 7) โครงการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่แล้งซ้ำซากและมีปัญหาคุณภาพน้ำเค็ม 80 แห่ง งบฯ 123.62 ล้านบาท ถือเป็นโครงการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 เพื่อช่วยให้ประชาชนมีน้ำอุปโภค-บริโภค
อีกทั้งยังมี 2.โครงการสำคัญที่ต้องดำเนินการขับเคลื่อนตามภารกิจและ พ.ร.บ.น้ำบาดาล งบฯ 86.86 ล้านบาท ได้แก่ 1) โครงการกำกับควบคุมประกอบกิจการน้ำบาดาล 900 บ่อ งบฯ 4.5 ล้านบาท
ขณะนี้ดำเนินการแล้ว 42% 2) โครงการวางเครือข่ายสังเกตการณ์ 19 สถานี งบฯ 27.36 ล้านบาท ขณะนี้คืบหน้า 19% และ 3) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในโครงการพระราชดำริ 50 แห่ง งบฯ 55 ล้านบาท คืบหน้า 13%
ขณะที่การเตรียมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2562 นี้ กรมได้ตั้งหน่วยนาคราช (หน่วยซ่อมบำรุงรักษา) ทั้งหมด 37 ชุด ในการเตรียมพร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง โดยเข้าไปตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบประปาน้ำบาดาลของท้องถิ่น รวมถึงยังเตรียมจุดจ่ายน้ำถาวร 83 แห่งทั่วประเทศ รถปรับปรุงคุณภาพน้ำเคลื่อนที่ 18 ชุด รถเจาะบ่อน้ำบาดาล 85 ชุด เพื่อให้พร้อมปฏิบัติงานในการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
ลุยศึกษาอีอีซีปี’63
“จงจิตร์” กล่าวอีกว่า กรมยังเล็งเห็นความสำคัญการบริหารจัดการน้ำบาดาล เพื่อรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อให้รู้ถึงข้อมูลปริมาณและคุณภาพน้ำบาดาลที่มีความเหมาะสม ได้แก่ ปีงบฯ 2563 โครงการประเมินศักยภาพน้ำบาดาลในพื้นที่อีอีซี บริเวณพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและอุปกรณ์ดิจิทัล บางส่วนของ อ.นิคมพัฒนา และ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ปี 2564 โครงการสำรวจและพัฒนากลุ่มบ่อน้ำบาดาลสำหรับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำระยอง และปี 2564-2566 โครงการศึกษาสำรวจและจัดทำแผนที่น้ำบาดาล มาตราส่วน 1 : 4,000 ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 12 พื้นที่ และพื้นที่เขตเมืองหลัก 16 พื้นที่
“ภายใน 1-2 ปี จะมุ่งเน้นโครงการในพื้นที่อีอีซีก่อน หากได้รับงบประมาณในปี 2563 จะนำมาศึกษา วิจัย สำรวจ เพื่อให้รู้ว่ามีแหล่งน้ำแน่ชัด บริเวณใดมีน้ำที่สามารถนำมาพัฒนาหรือใช้ประโยชน์ได้เท่าใด เพื่อให้นักลงทุนกล้าลงทุนและพัฒนาต่อไปได้ กรอบระยะเวลาในการศึกษาประมาณ 1.5-2 ปีต่อจังหวัด อาจจะเริ่มศึกษาในปี 2563 โดยจะใช้พื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก และหากมีงบประมาณมากอาจจะศึกษาหลายพื้นที่พร้อมกัน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจศึกษาเอง และอีกส่วนหนึ่งอาจจ้างศึกษา เพื่อให้ทันตามกำหนดเวลา และทิศทางอีก 5 ปีข้างหน้าในการบริหารจัดการน้ำบาดาลจะต้องเป็นลักษณะเชิงพื้นที่”