โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลายสงสัย "ของกลางยาเสพติด" จับได้แล้ว เอาไปไว้ไหน? อย่าไปเชื่อข่าวลือวนๆเวียนๆ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 ก.พ. 2567 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2567 เวลา 12.38 น.

หลังจากสองสัปดาห์ก่อน คอลัมน์นี้พาไปถอดรหัสปริศนาเกี่ยวกับ “คดียาเสพติด” ว่าทำไมยิ่งจับ ถึงยิ่งเยอะ ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สัปดาห์นี้ จะพาไปเจาะลึกอีกหนึ่งประเด็นข้างเคียง นั่นคือ ในการแถลงข่าวตรวจยึดยาเสพติดจำนวนมากแต่ละครั้งนั้น มักเกิดคำถามว่ายาเสพติดดังกล่าวถูกนำกลับมา “เวียนข่าว” หรือไม่?

ขณะที่บางคนกล่าวหาการทำงานของเจ้าหน้าที่ ถึงขั้นว่าอาจมีช่องโหว่ในการยักยอกของกลาง

ประเด็นนี้ “นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย” เลขาธิการ ป.ป.ส. ยอมรับว่าการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด หากจะมีช่องโหว่ ก็อาจจะเกิดขึ้นในชั้นการจับกุม

แต่ขอชี้แจงว่าการลงพื้นที่จับกุมคดียาเสพติดในแต่ละครั้ง จะมีหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงาน ป.ป.ส. ตำรวจ บช.ปส. เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจท้องที่นับสิบๆ คน หากจะกระทำการทุจริตแสดงว่าทุกหน่วยงานและทุกคนที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจะต้องร่วมมือกัน ซึ่งเป็นไปได้ยาก

เช่น การตรวจยึดยาบ้า 4 ล้านเม็ด เมื่อยึดได้แล้ว ก็จะต้องนำของกลางมาตรวจนับ หากมีหนึ่งคนต้องการยักยอกไว้ 1 ล้านเม็ด แล้วทุกคนที่ร่วมกันทำงานจากหลายหน่วยจะยอมหรือไม่?

แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทุจริตเช่นนั้นอาจเกิดขึ้นได้บ้าง เช่น การตรวจยึดกัญชา 80 กิโลกรัม แต่มีการนำส่งแค่ 50 กิโลกรัม ก็จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งทางวินัยและดำเนินคดีอาญา

ส่วนของกลางยาเสพติดเมื่อถูกตรวจยึดได้ ผู้จับกุมจะต้องนำยาเสพติดของกลางพร้อมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนในพื้นที่ทันที

หากเป็นคดีใหญ่ หรือคดีที่จับกุมโดย บช.ปส. ก็จะต้องส่งให้พนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดทันทีเช่นกัน จะนำยาเสพติดมาเก็บไว้ก่อน 5 วัน 10 วัน แล้วค่อยส่งนั้นเป็นไปไม่ได้ และจะไม่มีการจัดเก็บยาเสพติดของกลางไว้ที่ สน. หรือ สภ. ต่างๆ

เมื่อพนักงานสอบสวนลงบันทึกแล้ว ยาเสพติดจะต้องถูกส่งไปตรวจพิสูจน์ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งมีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ หากปริมาณมากจะถูกส่งมายังสำนักงานตรวจพิสูจน์ของ ป.ป.ส.

เพื่อนำยาเสพติดเหล่านั้นไปให้นักวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์ว่าเป็นยาเสพติดของจริง ไม่ใช่เอาของปลอมมาจัดเก็บ และจะต้องนับจำนวนให้ตรงกับบันทึกจับกุม

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ตรวจของกลางเรียบร้อยแล้ว ก็จะออกใบบันทึกผลตรวจให้พนักงานสอบสวนนำไปใช้ประกอบสำนวนคดี

เลขาธิการ ป.ป.ส. เน้นย้ำว่าในแต่ละขั้นตอนการจัดส่งยาเสพติด จะมีการตรวจนับ ตรวจพิสูจน์ ก่อนที่จะรับช่วงต่อ เพราะหากรับมาแล้วเกิดความผิดปกติ ผู้ที่ส่งและผู้รับจะต้องรับผิดชอบ ถูกตั้งกรรมการสอบสวน

จากนั้นยาเสพติดจะถูกส่งต่อไปจัดเก็บไว้รวมกันที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. กระทรวงสาธารณสุข โดยมีนักวิทยาศาสตร์ที่ อย. ทำหน้าที่ตรวจสอบยาเสพติดอีกครั้งว่าเป็นของจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันการนำยาเสพติดของปลอมมายัดไส้

ถือเป็นจุดสุดท้ายของเส้นทางการจัดเก็บยาเสพติด ซึ่งจะถูกรวมไว้ในห้องที่เรียกว่า “ห้องมั่นคง” มีตัวแทนของหน่วยงานต่างๆ ทำหน้าที่เก็บกุญแจคนละหนึ่งดอก และกุญแจทุกดอกจะต้องเสียบและไขพร้อมๆ กัน จึงสามารถเปิดประตูของห้องดังกล่าวได้

โดยในแต่ละปีจะมีการกำหนดวันเปิดตรวจสอบ “ห้องมั่นคง” รวมทั้งการเปิดห้องเพื่อนำยาเสพติดไปเผาทำลาย

การเผาทำลายยาเสพติดของกลางในแต่ละปี จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาประกอบด้วย คณะกรรมการตรวจนับ คณะกรรมการรับของกลางไปสู่ที่เผาทำลาย คณะกรรมการเผาทำลาย คณะกรรมการประชาสัมพันธ์

โดยใช้เจ้าหน้าที่หลากหลายหน่วยงานเพื่อป้องกันการยักยอกของกลางในกระบวนการนี้ มีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมเชิญคณะทูตจากต่างประเทศ หน่วยงานต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชน มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเผาทำลาย

ทั้งนี้ จะมีการตรวจสอบยาเสพติดอีกครั้ง ก่อนนำเข้าสู่เตาเผาทำลายชนิดพิเศษ แต่ในส่วนสารเคมีที่มีการนำมาใช้ผลิตยาเสพติด หน่วยงานที่ตรวจยึดได้จะเป็นผู้จัดเก็บไว้ โดยมีสำนักงาน ป.ป.ส. ทำหน้าที่ตรวจสอบไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจพื้นที่ ทหาร และหน่วยงานอื่น

ก่อนรวบรวมนำมาเผาทำลายเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ขั้นตอนตรวจยึดยาเสพติดจนถึงขั้นตอนการเผาทำลาย มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และจะต้องเซ็นรับรองผลการตรวจสอบของตัวเอง หากพบความผิดพลาดในขั้นตอนใดก็จะต้องมีผู้รับผิดชอบ

โดยประเทศไทยจะใช้วิธีเก็บยาเสพติดรวมไว้ที่เดียว ขณะที่ในบางประเทศจะมีการกระจายเก็บไปยังสถานที่ต่างๆ แต่เลขาธิการ ป.ป.ส. มองว่าการกระจายเก็บอาจทำให้เกิดความเสี่ยงได้มากกว่า

สำหรับสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศ ขณะนี้ยาเสพติดที่เป็นตัวปัญหามากที่สุด ยังคงเป็น “ยาบ้า” ซึ่งในปีงบประมาณ 2559 ตรวจยึดยาบ้าได้ประมาณ 140 ล้านเม็ด ในปี 2560 ตรวจยึดได้กว่า 200 ล้านเม็ด

ของกลางประมาณครึ่งหนึ่งเป็นส่วนที่จะแพร่ระบาดภายในประเทศ ที่เหลือมีเป้าหมายส่งต่อไปยังประเทศที่สาม

ส่วน “ยาไอซ์” ในปี 2559 ตรวจยึดได้ประมาณ 1 พันกิโลกรัม ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 4 พันกิโลกรัม แต่มีเปอร์เซ็นต์การแพร่ระบาดในประเทศไม่มาก ส่วนใหญ่กลุ่มผู้ค้าพยายามส่งยาเสพติดประเภทนี้ออกนอกประเทศ เนื่องจากมีราคาสูง ทว่า ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดไม่แพ้กัน

ยาเสพติดอีกหนึ่งตัวที่มีการเฝ้าระวังคือ “เคตามีน” ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ที่ใช้ในทางการแพทย์ เลขาธิการ ป.ป.ส. พบว่ามีการตรวจยึดเคตามีนในประเทศได้มากขึ้น โดยเป็นยาเสพติดที่ใช้ในสถานบันเทิงกับกลุ่มวัยรุ่น

ด้วยเหตุนี้ ป.ป.ส. จะต้องปรับนโยบายเฝ้าระวังยาไอซ์และเคตามีนให้เข้มงวดมากขึ้นไปอีก

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังขอให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและมั่นใจในกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ระดับการจับกุม การจัดเก็บ และการเผาทำลาย ว่ามีระเบียบขั้นตอนที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

โดยเจ้าหน้าที่พยายามอย่างถึงที่สุด ทั้งการป้องกันการนำยาเสพติดเข้ามาแพร่ระบาด การปราบปรามขบวนการ ตั้งแต่ระดับผู้สั่งการ จนถึงการแพร่ระบาดในชุมชนต่างๆ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐาน

และยังมีการเฝ้าระวัง ออกมาตรการที่เข้มงวดกับเจ้าหน้าที่ โดยเน้นการสนธิกำลังร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ในการปฏิบัติงานแต่ละครั้ง เพื่อป้องกันข้อครหาและการโจมตีจากฝ่ายผู้ถูกจับกุม

นายศิรินทร์ยา ชี้ว่า ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเพียงส่วนน้อย ที่จะกระทำการทุจริต และตัวเองในฐานะเลขาธิการ ป.ป.ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ดูแลปัญหาด้านยาเสพติดของประเทศ ขอย้ำว่าทุกขั้นตอนการทำงานดำเนินไปอย่างรัดกุม

จึงเป็นไปได้ยาก ที่จะมีการนำยาเสพติดของกลางกลับไปเวียนแถลงข่าว ยักยอก หรือนำยาเสพติดของปลอมมาสลับกับของจริง

ดังที่เล่าลือกันต่างๆ นานา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลายสงสัย “ของกลางยาเสพติด” จับได้แล้ว เอาไปไว้ไหน? อย่าไปเชื่อข่าวลือวนๆเวียนๆ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...