โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ผลประโยชน์พนักงานตัวใหม่ (ค่าทำศพพนักงาน 5 หมื่นบาท)

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.ย 2564 เวลา 01.24 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2564 เวลา 01.36 น.

คุยฟุ้งเรื่องการเงิน พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่) www.actuarialbiz.com

 

ผลประโยชน์ตัวใหม่นี้คืออะไร นายจ้างต้องเตรียมเงินไว้จ่ายหรือไม่ และนายจ้างต้องคำนวณผลประโยชน์พนักงานเพื่อตั้งภาระหนี้สินตามมาตรฐานบัญชีฉบับที่ 19 ด้วยหรือไม่ นั่นเป็นคำถามที่ถูกถามกันเข้ามามากในช่วงที่ประกาศออกมา

ประกาศราชกิจจานุเบกษา กฎกระทรวงได้ออกประกาศใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 โดยแก้ไขเพิ่มเติมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มีใจความว่า

“กรณีเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างในอัตรา 50,000 บาท (ทั้งนี้ กรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหายระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561 จนถึงก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ ให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างในอัตรา 40,000 บาท)”

อนึ่ง เงื่อนไขของการจ่ายค่าทำศพให้นั้น ก็ต่อเมื่อลูกจ้างเสียชีวิตหรือสูญหายเนื่องจากการทำงานเท่านั้น โดยต้องไม่ใช่เพราะลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้ หรือลูกจ้างจงใจให้ตนเองประสบอันตรายหรือยอมให้ผู้อื่นทําให้ตนประสบอันตราย (ก็คือห้ามไปเมา หรือห้ามไปจงใจ หรือยอมให้คนอื่นทำร้ายถึงตาย)

หลังจากประกาศนี้ได้ออกมาแล้ว ก็ได้มีการพยายามตีความหมายของคำว่า “นายจ้างจ่ายค่าทำศพ 50,000 บาท” นั้นว่าหมายถึงอะไร

ในความจริงแล้ว “กองทุนเงินทดแทนโดยสำนักงานประกันสังคม” จะเป็นฝ่ายที่จ่ายค่าทำศพเป็นจำนวน 50,000 บาทให้ต่างหาก (จากเดิมที่จ่ายเพียง 40,000 บาท) โดยจะจ่ายเงินจำนวนนี้ให้กับผู้จัดการศพแทนนายจ้างที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนทุกปี เพราะฉะนั้น การที่ประกันสังคมจ่ายให้นั้นจะถือว่านายจ้างได้จ่ายเงินค่าทำศพตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

ถึงตรงนี้หลายคนก็คงสงสัยต่อไปว่า และถ้านายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนกองทุนทดแทนและไม่ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งคำตอบคือลูกจ้างก็ยังคงได้รับความคุ้มครองอยู่ดี โดยสำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินให้ หลังจากนั้น ก็จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมที่จะติดตามและดำเนินการตามกฎหมายกับนายจ้างที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ได้ยกเว้นกิจการที่ไม่ถูกบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.นี้ เนื่องจากมีกฎหมายของตนเองรองรับอยู่แล้ว ได้แก่

1.ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น เฉพาะข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ

2.รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

3.รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ สำหรับลูกจ้างซึ่งมิใช่เป็นการจ้างงานในประเทศ

4.นายจ้างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ทั้งนี้ ขอเสริมว่าหากบริษัทมีการกำหนดนโยบายที่ให้ค่าทำศพเพิ่มเติมจากที่กฎหมายกำหนดไว้ตามประกาศข้างต้น (คือจ่ายเพิ่มเติมไปจากที่ประกันสังคมได้ให้ไว้) ค่าทำศพเพิ่มเติมนี้จะถือเป็นความรับผิดชอบของนายจ้าง และถือเป็นผลประโยชน์ระยะยาวรูปแบบหนึ่งที่นายจ้างต้องรับผิดชอบ (ยกเว้นเสียแต่ว่านายจ้างได้ซื้อประกันชีวิตหรือประกันค่าทำศพเอาไว้ และโอนถ่ายความรับผิดชอบให้กับบริษัทประกันภัย) และทำให้นายจ้างต้องคำนวณผลประโยชน์พนักงานไว้ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 19 เรื่อง ผลประโยชน์ของพนักงานหลังออกจากงาน

แต่มาดูกันว่า เมื่อเข้ามาตรฐานแล้วผลกระทบจากการตั้งเงินสำรองค่าทำศพนั้นเป็นอย่างไร

ถ้าหลักการและสมมุติฐานในตัวอย่างการคำนวณมีดังนี้

1.โอกาสเสียชีวิตก่อนเกษียณอ้างอิงจากตารางมรณะไทยปี 2560 (Thai Mortality Ordinary Tables of 2017) ที่เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ร่วมกับการปรับปรุงอัตรามรณะ (mortality improvement) ในมุมมองระยะยาว

2.อัตราคิดลดอ้างอิงกับข้อมูลพันธบัตรรัฐบาลที่ไม่จ่ายคูปอง (Zero coupon bond) ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564

3.และเพื่อความง่าย เราจะสมมุติว่าอัตราการลาออกเป็น 0%

(ดูตารางประกอบ)

จากตารางสมมุติว่าเราให้พนักงานสามารถเกษียณอายุที่ 60 ปี โดยบริษัทมีนโยบายว่าถ้าลูกจ้างเสียชีวิตในขณะที่ทำงานอยู่ บริษัทจะจ่ายค่าทำศพให้ 50,000 บาท (กรณีนี้บริษัทไม่ได้ใช้ประกันชีวิต จึงต้องรับผิดชอบจ่ายเอง) แล้วจะเห็นว่าโอกาสเสียชีวิตในระหว่างทำงานนั้นค่อนข้างต่ำ จึงได้ข้อสรุปว่า เงินสำรองที่คำนวณได้นั้นจะมีค่าน้อยมากอย่างไม่มีสาระสำคัญ

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงความ materiality ก็จะเห็นว่า ถึงแม้เราจะคำนวณผลประโยชน์พนักงานในส่วนนี้ไป ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญแต่อย่างใดกับบริษัทนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...