โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Tezuka's Barbara : นังบ้าของ เทะสึกะ โอซามุ จากหน้ากระดาษสู่ภาพเคลื่อนไหว

The MATTER

อัพเดต 11 ก.ย 2564 เวลา 00.28 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย 2564 เวลา 16.59 น. • Book

บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นแฟนการ์ตูนญี่ปุ่นหรือไม่ ผู้เขียนชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อของ เทะสึกะ โอซามุ (Tezuka Osamu) ผู้ได้ฉายาบิดาแห่งวงการมังงะ เทะสึกะนั้นเป็นต้นทางมากมายในด้านสไตล์ของมังงะ ไม่ว่าจะการแบ่งช่องเล่าเรื่องที่ดูมีความลื่นไหลแบบภาพยนตร์, ดวงตาของตัวละครหญิงเป็นประกายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากละครทาคาระซึกะ (ละครเพลงแสดงโดยผู้หญิงล้วน) หรือการที่ตัวละครตัวเดิมไปปรากฏในหลายเรื่อง จนผลงานแต่ละเรื่องมีความเชื่อมโยงกันและถูกเรียกว่า Star System

ผลงานของเทะสึกะถูกแปลไทยแบบถูกลิขสิทธิ์หลายเรื่อง อาทิ Astro Boy (เจ้าหนูปรมาณู), Black Jack (หมอปีศาจ), Phoenix (ฮิโนโทริ วิหคเพลิง) แต่เนื่องจากเขามีผลงานเป็นหลักร้อยเรื่อง จึงมีมังงะมากมายของเทะสึกะที่ยังไม่มีฉบับภาษาไทยวางจำหน่าย (อาจมีแปลอังกฤษหรือแปลไทยแบบไพเรท) เรื่องดังๆ ก็เช่น Buddha ผลงานมหากาพย์ที่ตีความชีวประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะต่างจากพุทธประวัติที่เราคุ้นชิน หรือ Message to Adolf เล่าถึงชายชื่ออดอล์ฟสามคน และหนึ่งในนั้นคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ผลงานอีกกลุ่มหนึ่งของเทะสึกะที่ยังไม่มีการแปลไทยคืองานช่วงทศวรรษ 70 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเขา ช่วงนั้นบริษัทผลิตแอนิเมชั่นของเทะสึกะประสบภาวะล้มละลาย ส่วนตัวเขาผู้เป็นที่รู้จักจากมังงะสำหรับเด็กและวัยรุ่นตอนต้นก็เริ่มสูญเสียความนิยม เนื่องจากกระแสของมังงะสำหรับผู้ใหญ่ที่เนื้อหาและลายเส้นจริงจัง (Gekiga) กำลังมาแรง ทว่าเทะสึกะก็ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์งาน เขาเริ่มผลิตมังงะที่ ‘ดาร์ก’ ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะ Ayako (1972-73) เด็กสาวที่ถูกขังไว้ในบ้านเพราะดันไปรู้ความลับน่าขยะแขยงของตระกูล หรือ MW (1976-78) เด็กหนุ่มสองคนที่รอดจากการฆ่าล้างหมู่ คนหนึ่งโตมาเป็นบาทหลวง แต่อีกคนกลับวางแผนทำลายล้างมนุษยชาติ

Barbara (1973-74) เป็นอีกผลงานสำคัญของเทะสึกะยุค 70 ว่าด้วย โยสุเกะ มิคุระ นักเขียนนิยายชื่อดังที่ได้พบกับหญิงสาวแต่งตัวซอมซ่อเมาหยำเปที่สถานีรถไฟชินจูกุ เขาตัดสินใจพาเธอกลับบ้าน ทั้งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลยนอกจากว่าเธอชื่อ ‘บาร์บาร่า’ โดย Barbara ฉบับแปลอังกฤษนั้นออกวางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ.2012 จากการระดมทุนผ่าน Kickstarter ของสำนักพิมพ์แคนาดา Digital Manga และปัจจุบันหนังสือก็ขาดตลาดไปแล้ว

ช่วงแรกของ Barbara เน้นไปที่มิคุระ เขาคือนักเขียนผู้ประสบความสำเร็จระดับซูเปอร์สตาร์ แต่ลึกๆ แล้วเขาใฝ่หาถึงบางสิ่งที่ดำมืดวิปริตเพื่อเป็นแรงบันดาลใจต่อทั้งการสร้างงานและใช้ชีวิต ตามที่เจ้าตัวกล่าวไว้ว่า “คนบางคนเก็บซ่อนความโรคจิตของตัวเองไว้ทั้งชีวิต แต่นั่นเป็นเรื่องเกินทนสำหรับศิลปิน” ความหมกมุ่นถึงสิ่งที่แปลกแตกต่างของเขานำไปสู่อาการเห็นภาพหลอนจนเกือบจะได้สมสู่กับหุ่นเสื้อหรือสุนัข (!?) แต่บาร์บาร่าก็โผล่เข้ามาช่วยมิคุระได้ทันเวลาทุกคราวไป

เทะสึกะเขียน Barbara โดยได้แรงบันดาลใจมาจากโอเปร่าฝรั่งเศสเรื่อง The Tales of Hoffmann ว่าด้วยความสัมพันธ์ของกวีหนุ่มกับหญิงสาว 3 คน (หุ่นกล นักร้อง และโสเภณี) ดูเหมือนเทะสึกะจะเอาลักษณะทั้งสามอย่างของตัวละครหญิงมาผสมผสานในตัวบาร์บาร่า แม้ว่าเธอจะเอาแต่กินเหล้าและนอนกับผู้ชายมากหน้าหลายตา บาร์บาร่ากลับท่องกลอนของนักเขียนชื่อดังได้อย่างคล่องแคล่ว หรือถึงจะถูกมิคุระขับไล่ไสส่งหรือทุบตีปางตายแค่ไหน สุดท้ายแล้วบาร์บาร่าก็ยังมีชีวิตต่อไปและกลับมาหามิคุระ ชวนให้ตั้งข้อสงสัยว่าเธออาจไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา (และนึกถึงตัวละคร ‘โทมิเอะ’ ในงานของจุนจิ อิโตะ)

ตอนต้นเรื่องก็หนักหนาพอประมาณแล้ว ช่วงหลังของ Barbara ยิ่งทวีความสุดขีดเข้าไปอีกเมื่อเทะสึกะเขียนเรื่องให้ตัวละครเข้าไปพัวพันกับลัทธิประหลาด มิคุระตกอยู่ท่ามกลางความสับสนมึนงง เขาแยกไม่ออกอีกต่อไประหว่างความจริงกับสิ่งที่คิดไปเอง (แน่นอนว่าคนอ่านก็ตกอยู่ในสถานะเดียวกับมิคุระ) และยังตามมาด้วยพล็อตเกี่ยวกับการเสพสมกับศพหรือการกินเนื้อคน ชนิดที่ว่าหยิบ Barbara มาอ่านในทุกวันนี้ มันก็ยังคงเป็นผลงานที่น่าตกใจ

ผลงานหลายเรื่องของเทะสึกะถูกดัดแปลงเป็นทั้งแอนิเมชั่นหรือไลฟ์แอ็คชั่น แต่ Barbara มีความพิเศษตรงที่มันกลายเป็นภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของ มาโกโตะ เทะสึกะ (Macoto Tezka) ผู้เป็นลูกชายของเทะสึกะ หนังออกฉายปี 2019 ในชื่อ Tezuka's Barbara เนื่องในโอกาสเทะสึกะอายุครบ 90 ปี (หากเขายังมีชีวิตอยู่) แต่หนังเพิ่งจะออกแผ่นแบบมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษเมื่อมิถุนายน 2021

แม้มาโกโตะจะเปลี่ยนยุคสมัยในเรื่องจากทศวรรษ 70 เป็นปัจจุบัน แต่เขาก็พยายามถ่ายทอดความดาร์กจากมังงะต้นฉบับ ภาพกรุงโตเกียวในหนังเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก กองขยะ ท่อน้ำทิ้ง ตรอกซอกซอยไม่น่าไว้ใจ อีกสิ่งที่หนังทำได้ดีคือการคัดเลือกนักแสดง ทั้ง โกโร่ อินางากิ (Goro Inagaki / อดีตสมาชิกวง SMAP) ในบทมิคุระ และฟูมิ นิไคโด (Fumi Nikaido) ผู้รับบทบาร์บาร่าที่ถอดแบบมาจากหนังสือเป๊ะ แม้จะมีฉากเลิฟซีนค่อนข้างเปิดเผย นิไคโดก็ไม่หวั่น เพราะเธอเป็นนักแสดงประเภทเล่นได้ทุกบท ไม่ว่าจะนางเอกหนังที่สร้างจากการ์ตูนตาหวานหรือบทตัวร้ายที่ต่ำทรามสุดๆ

อย่างไรก็ดี การดัดแปลง Barbara สู่จอเงินเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร มังงะมีความยาว 400 กว่าหน้าและเต็มไปด้วยเหตุการณ์ยุ่งเหยิงมากมาย แม้มาโกโตะจะเลือกพล็อตสำคัญมาทำเป็นหนังอย่างครอบคลุม แต่สิ่งที่เขาทำได้ไม่สำเร็จเท่าไรคือการถ่ายทอดบรรยากาศเสียสติวิปลาสแบบที่ปรากฏในช่วงท้ายของมังงะ ดูเหมือนเขาจะทำได้ในระดับแค่ว่านี่เป็นหนัง ‘เวียร์ดๆ’ เรื่องหนึ่ง อีกทั้งการถ่ายภาพของตากล้องชื่อดังอย่าง คริสโตเฟอร์ ดอยล์ (Christopher Doyle) ก็ดูจะไม่ได้นำพาอะไรนัก แต่ที่โดดเด่นกว่าน่าจะเป็นดนตรีแจ๊ซ ที่ช่วยขับเน้นความตึงเครียดได้อย่างดี

แต่ใช่ว่ามาโกโตะจะเป็นผู้กำกับฝีมือไม่ถึง เขาเลือกเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของมิคุระกับบาร์บาร่ามากกว่าเรื่องเพี้ยนคลั่งทั้งหลายที่ตัวละครต้องประสบพบเจอ สังเกตได้จากการเปิดหนังด้วยประโยคของ ฟรีดริช นีตซ์เช (Friedrich Nietzsche) ที่ว่า “ในความรักมักมีความบ้า แต่ในความบ้าก็มักมีเหตุผล” มาโกโตะกำลังตั้งคำถามว่านอกจากจะเป็น Muse หรือเทพธิดาบันดาลใจแก่ศิลปินแล้ว บาร์บาร่ามีความหมายอะไรมากกว่านั้นสำหรับมิคุระหรือเปล่า

เทะสึกะเขียนไว้ในคำตามของมังงะเรื่อง Barbara ว่า “นี่คือเรื่องราวของชายผู้ติดกับอยู่ระหว่างความเสื่อมทรามของศิลปะและความบ้าคลั่ง” น่าเสียดายว่าประเด็นเรื่องศิลปินและงานศิลปะอาจจะเจือจางไปสักหน่อยในฉบับภาพยนตร์ เพราะสารหนึ่งที่น่าสนใจในฉบับมังงะคือการสำรวจการผลิตผลงานของศิลปินที่บางครั้งถึงขั้นต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้งานระดับมาสเตอร์พีซ นำไปสู่ความเชื่อโรแมนติกประเภทที่ว่าแม้ศิลปินจะจากโลกนี้ไป แต่ผลงานของเขาจะคงอยู่ตลอดไป หากแต่ Barbara ยังถ่ายทอดให้เราเห็นด้วยว่าในขณะที่ศิลปินยังมีชีวิตอยู่ เขาอาจต้องทรมานแสนสาหัสชนิดเกินบรรยาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...