โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ประกันชีวิต” ชีวิตที่ต้อง “ประกัน” ตนเอง ก่อนชีวิตจะไร้ราคา!

TheHippoThai.com

เผยแพร่ 18 ส.ค. 2562 เวลา 01.00 น. • THE HIPPO | Another Point Of View

คงต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ประกันชีวิตเป็นสิ่งที่คนไทยหลาย ๆ คนยังมองไม่เห็นความจำเป็น โดยอาจจะมีชุดความคิดที่ว่าเป็นเงินที่จ่ายไปแล้วเสียเปล่า หรือคิดว่าเอาเงินตรงนี้ไปทำอย่างอื่นเสียจะดีกว่า แต่เราอยากให้มองภาพใหม่ ว่าทำไมประกันชีวิตถึงสำคัญและทำไมทุกคนถึงควรมี

 

ประกันชีวิตคืออะไร

ประกันชีวิตคือการถ่ายทอดความเสี่ยงที่เราจะต้องเจอ ไปให้บริษัทประกันรับผิดชอบ (ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากการเสียชีวิต อุบัติเหตุหรือโรคภัยไข้เจ็บก็ตามที) โดยเงินประกันที่เราจ่ายในแต่ละปีนั้น ก็แลกกับความคุ้มครองที่เราจะได้รับตามแบบประกันต่าง ๆ ที่เราเลือก โดยมีจุดประสงค์คือเมื่อความเสี่ยงต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้น เราจะไม่ต้องจ่ายเพิ่มไปจากที่เราจ่ายไปแล้ว หรือบรรเทาค่าใช้จ่ายที่ต้องควักเนื้อออกเองให้ได้น้อยที่สุด

เหตุผลก็เพราะ เราไม่มีทางรู้อนาคต หลักการเดียวกับประกันอัคคีภัย ที่จะต้องซื้อไว้ทำไมไฟไม่ไหม้บ้านหรอก..แต่เราก็ต้องมีไว้เพื่อความอุ่นใจ หรือประกันรถที่ต้องจ่ายทุก ๆ ปีแม้ว่าจะไม่ชนเลยก็ตาม..แต่เราก็ต้องซื้อ เพราะหากวันหนึ่งเฉี่ยวชนขึ้นมาจะได้ให้บริษัทประกันมารับช่วงไปแทน นี่คือหลักการเดียวกับประกันชีวิตที่ต้องมีเพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่คาดคิด

หลักการอย่างหนึ่งของประกันชีวิตคือการส่งต่อมรดกเมื่อผู้ทำประกันได้เสียชีวิตลง เป็นการสร้างหลักประกันว่าคุณจ่ายเบี้ยประกันเท่านี้เพื่อแลกกับเงินก้อนหนึ่ง ที่เมื่อคุณไม่อยู่แล้วทายาทจะได้ไป ซึ่งถ้าหากมองออกไปยังประเทศอื่นอย่างญี่ปุ่นที่โดยเฉลี่ยแล้วคน 100 คนจะถือกรมธรรม์ประกันชีวิตไว้ประมาณ 300 ฉบับ สิงคโปร์ที่คน 100 คนเหมือนกันจะถือไว้ประมาณ 200 ฉบับ ในขณะที่ประเทศไทยเรานั้นมีประมาณ 30 ฉบับต่อคน 100 คนเท่านั้น

ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า หากคนหนึ่งคนในสองประเทศนั้นเสียชีวิตลง จะมีคนอีกสองถึงสามคนที่ได้รับเงินประกันที่พอจะเลี้ยงตัวเองได้ไปอีกสักระยะหนึ่ง ในขณะที่หากมีคนไทยเสียชีวิตลงหนึ่งคนจะมีเพียงไม่กี่คนที่ใช้ชีวิตต่อได้และอีกหลายส่วนจะต้องสูญเสียความมั่นคงทางชีวิตไป

สมมติเหตุการณ์คุณพ่อจากครอบครัว A ทำทุนประกันชีวิตไว้ 2 ล้านบาท ลงชื่อผู้รับผลประโยชน์ในเงินก้อนนี้ไว้คือภรรยาที่เป็นแม่บ้าน 1.5 ล้านบาท และลูกเล็ก 5 แสนบาท วันหนึ่งคุณพ่อคนนี้เสียชีวิตลงด้วยเหตุการณ์ไม่คาดคิด แม่บ้านคนนี้ยังพอมีเงินประกันก้อนหนึ่งให้พอใช้ชีวิตเพื่อตั้งหลักใหม่ได้ และมีเงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก เพื่อซื้อเวลาจนกว่าครอบครัวนี้จะกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง

เทียบกับครอบครัว B ที่โครงสร้างครอบครัวเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ เมื่อคุณพ่อที่เป็นเสาหลักของครอบครัวเสียชีวิต ฝ่ายแม่และลูกนอกจากจะชีวิตพลิกผันแล้วยังต้องรับมือกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เลี่ยงไม่ได้ เริ่มตั้งแต่ค่าจัดงานศพ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอุปโภคบริโภค ค่าผ่อนต่าง ๆ ร้ายสุดก็อาจจะต้องขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อให้ใช้ชีวิตต่อไป

คุณคิดว่าสองครอบครัวนี้ใครโชคดีกว่าใคร?

พอมองเห็นความสำคัญของประกันชีวิตแล้วใช่หรือไม่? บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อขายแบบประกันให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่อยากให้เห็นภาพว่าประกันนั้นสำคัญอย่างไรและทำไมเราต้องมี คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจำนวนเงินมหาศาล แต่เริ่มจาก 10-15% ของเงินเดือนในแต่ละเดือนก็ได้แล้ว สมมุติคุณมีเงินเดือน 20,000 บาท 10% ก็คือ 2,000 ตกปีละ24,000 บาทที่คุณสามารถเอาไปลงกับประกันได้ ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต, ประกันสะสมทรัพย์ หรือประกันสุขภาพ แล้วแต่ว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของคุณ

หากคุณต้องการเก็บเงินก็ลงไปที่ประกันสะสมทรัพย์ต่าง ๆ ที่มีกำหนดเวลาได้เงินคืนที่ชัดเจน ถ้าคุณไม่มีสวัสดิการทางด้านการรักษาพยาบาลรองรับ คุณอาจจะปันส่วนไปลงประกันสุขภาพสักตัวหนึ่ง เพื่อให้บริษัทประกันช่วยจ่ายเวลาต้องเข้าโรงพยาบาล หรือถ้าคุณเป็นห่วงว่าที่บ้านจะเป็นอย่างไรหากคุณไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ก็หันไปดูประกันชีวิตเพื่อสร้างมรดกสักก้อนหนึ่ง เพราะเบี้ยที่จ่ายไปในแต่ละปีนั้นไม่ได้เสียเปล่า แต่วันหนึ่งมันจะกลับมาหาเมื่อตัวเราหรือคนที่เรารักต้องการมากที่สุด

อย่าให้เมื่อถึงเวลาแล้วต้องมีคนถามเลย…ว่าซื้อประกันไว้เท่าไหร่?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...