โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เปิดผังกองทัพ "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" บนผ้าประเจียด

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 ก.ย 2564 เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2564 เวลา 08.34 น.
ผังการจัดทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คราวเสด็จไปปราบชุมนุมพระยานครศรีธรรมราช

เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ปี พ.ศ.2310 บรรดาหัวเมืองใหญ่น้อย เมืองที่เคยเป็นเมืองในสังกัด เมืองขึ้น เมืองในอารักขา และเมืองสวามิภักดิ์ของกรุงศรีอยุธยา ต่างการประกาศตนเป็นอิสระบ้าง ตั้งตนเป็นชุมชนอิสระบ้าง ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก, ชุมนุมเจ้าพระฝาง, ชุมนุมเจ้าพิมาย, ชุมนุมเจ้าพระยานครศรีธรรมราช และชุมนุมของพระเจ้าตากสินมหาราชเอง

การปราบชุมนุมต่างๆ เพื่อกอบกู้บ้านของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง แม้จะผ่านมาเป็นเวลานาน แต่ก็มีการบันทึก และการนำเสนอข้อมูลและประเด็นต่างๆ อยู่เป็นระยะ สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ก็เป็นหนึ่งก็เป็นผู้หนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวโดยใช้ชื่อบทความว่า “ลายแทงบนผ้าประเจียดของสมเด็จพระเจ้าตากสิน” (ศิลปวัฒนธรรม พฤษภาคม 2538) อย่างไรก็ตามผู้เขียน (สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง) มิได้ระบุที่มาของผ้าประเจียด ส่วนบทความนี้ขอสรุปย่อมาเป็นอีกหนึ่งข้อมูลเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังนี้

ในบรรดาชุมนุมอิสระทั้ง 4 นี้ [ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก, เจ้าพระฝาง, เจ้าพิมาย และเจ้าพระยานครศรีธรรมราช] ชุมนุมที่นับว่าใหญ่ที่สุด และมีความสำคัญมากที่สุดต่อความเป็นเอกราช และความเป็นเอกภาพของราชอาณาจักรสยาม ก็คือ ชุมของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ที่มีหลวงสิทธิ์(หนู) อดีตมหาดเล็กรุ่นพี่ผู้หนึ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นเจ้าเมืองอยู่

นอกจากจะมีฐานะเป็นหัวเมืองเอกในปักษ์ใต้ด้านทะเลตะวันออกของสยาม โดยมีอำนาจกำกับดูแลบรรดาหัวเมืองตรีในภาคใต้ด้านชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่ชุมพรลงมาจดเมืองปัตตานีแล้ว แถมยังมีอำนาจควบคุมดูแลหัวเมืองที่เป็นเมืองขึ้น เมืองในอารักขา และเมืองสวามิภักดิ์ในดินแดนมลายูบางส่วนอีกด้วย

เพราะเหตุนี้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช จึงมีราชทินนามบรรดาศักดิ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของเจ้าเมืองว่า “เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ชาติเดโชชัย มไหลัยสุริยาธิบดี อภัยพิริยพาหะ”

ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงทรงมีพระราชดำริที่จะยกกองทัพลงไปปราบชุมนุมเจ้าพญานครศรีธรรมราชด้วยพระองค์เอง โดยทรงมอบหมายให้ “หลวงยกกระบัตรราชบุรี ( ท่านทองด้วง ผู้พี่) เพื่อนมหาดเล็กรุ่นเดียวกัน และนายสุจินดา(ท่านบุญมา ผู้น้อง) ที่ได้เข้ามาถวายตัวรับใช้สมเด็จพระเจ้าตากสิน หลังจากได้ทรงปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ให้ร่วมกันยกกองทัพไปปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชุมนุมเจ้าพระฝาง ชุมนุมเจ้าพิมาย(โคราช)ตามลำดับ

ในการยกทัพลงไปปราบก๊กเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ 2312 นั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงจัดเป็นกองทัพขนาดใหญ่มากทีเดียว เพื่อให้สมกับการที่จะปราบเจ้าพระยาเมืองที่ยิ่งใหญ่ กล่าวคือนอกจากจะมีพระองค์เองทรงเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว ก็ยังมีพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุด หรือ มะหมุด) เป็นแม่ทัพใหญ่อีกด้วย

ในการเดินทัพล่องใต้ชุดแรกนั้น ทรงมีพระราชโองการให้แบ่งกำลังออกเป็น 2 ส่วนคือ

ส่วนที่ 1 ให้จัดเป็นหน่วยลำเลียงเสบียงอาหารแห้ง, เครื่องสรรพวุธ และยุทธศาสตร์ภาระต่างๆ ลงเรือล่องใต้ไปก่อน เมื่อไปถึงเมืองไชยาแล้วให้จอดเรือแวะพักที่แหลมโพธิ์ ซึ่งอยู่ทางตะวันของตำบลพุมเรียง เมืองไชยา โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินจะทรงนำกองกำลังทัพหลวงล่องเรือตามลงไปภายหลัง

ส่วนที่ 2 ให้เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์เป็นแม่ทัพ นำทัพเดินทางลงใต้ทางบก โดยมีพระยายมราช เป็นปลัดทัพ พระยาศิริพิพัฒน์และพระยาเพชร์บุรีเป็นนายกองคุมทหาร 5000 คน บ่ายหน้าเดินทัพลงใต้ ซึ่งปรากฏว่าในระหว่างเดินทางลงใต้มาถึงเมืองชุมพร นายมั่นซึ่งคลุมกองอาสาสมัครชาวชุมพร สู้รบแบบกองโจรกับพม่ามาแล้ว ในระหว่างสงครามพม่า มาขอเข้าร่วมอยู่ในกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่มีพระยาจักรี(หมุด) เป็นแม่ทัพ ซึ่งท่านแม่ทัพก็รับไว้ด้วยดี

เมื่อกองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินเดินทางลงมาโดยทางเรือจนถึงแหลมโพธิ์เมืองไชยาแล้วก็ส่งผิดเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นที่จะต้องหยุดพักกองทัพอยู่ที่เมืองไชยา อย่างน้อยอีกสัก 1 เดือน ทั้งนี้ก็เพราะว่ากองทัพภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาจักรี ซึ่งเดินทางลงมาโดยทางบกนั้น  ได้มีจำนวนกำลังพลในกองทัพเพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากในขณะเดินทางมาถึงเมืองชุมพร ชาวเมืองชุมพรที่เคยเป็นกองอาสาสมัครได้สู้รบกับพม่า ภายใต้การนำของนายมั่น ในระหว่างสงครามได้พากันมาขอสมัครเข้าอยู่ในกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินด้วย เพื่อรบกับกองทัพของเมืองนครฯ

นอกจากนั้นเมื่อพระยาจักรีศรีองครักษ์นำทัพมาถึงเมืองไชยา ปรากฏว่าพระศรีราชสงคราม(บุญชู) ปลัดเมืองไชยา ที่รักษาการแทนเจ้าเมืองที่หลบหนีเข้าป่าไปแล้วนั้น เป็นญาติสนิทกับพระยาจักรีศรีองครักษ์ผู้เป็นแม่ทัพอีกด้วย ดังนั้น พวกญาติพี่น้องของปลัดเมืองไชยาและผู้รักชาติชาวไชยาจึงพากันมาขออาสาสมัครเข้าอยู่ในกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่เชื่อมรางจะต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชของบ้านเมือง ทำให้เกิดความจำเป็นต้องต่อเรือเพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้เป็นพาหนะลำเลียงกำลังพลและเสบียงอาหารที่ได้เพิ่มมากขึ้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายในกำหนดเวลาไม่เกิน 1 เดือนซึ่งผลปรากฏว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความสำเร็จสมตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินทุกประการ

ก่อนเสด็จออกจากเมืองไชยาเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงได้พระราชทานนามแก่ท่าเรือที่แหลมโพธิ์แห่งนี้ว่า “ท่าชัยชนะ” เพื่อเป็นสิริมงคลแก่สถานที่ต่อเรือที่แหลมโพธิ์เมืองไชยา และการเดินทัพเพื่อไปทำศึกกับเมืองนครศรีธรรมราชต่อไป

ในโอกาสนี้เองก่อนเคลื่อนพลออกเดินทางโดยทางเรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงนำผ้าประเจียดที่ลงเลขยันต์ และผ่านพิธีปลุกเสกมาแล้วเป็นอย่างดี ออกแจกจ่ายแก่บรรดาแม่ทัพนายกองตลอดจนหัวหมู่ พร้อมกับประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่ได้มาจากวัดศรีโพธิ์ในเมืองไชยาแก่เหล่าทหารและไพร่พลทั้งปวง ที่ต่างก็พากันเพื่อเสริมและเชื่อมั่นในชัยชนะของสมเด็จพระเจ้าตากสิน

สิ่งที่น่าสนใจ คือว่าอักขระเลขยันต์และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เขียนลงบนผืนผ้าประเจียดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงนำมาแจกจ่ายให้แก่บรรดาแม่ทัพนายกองตลอดจนหัวหมู่ พร้อมกับการประพรหมน้ำพระพุทธมนต์ที่ได้จากวัดศรีโพธิ์แห่งเมืองไชยา นั้น ประกอบด้วยสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายที่มีความสำคัญๆ ว่ากระไรบ้าง ซึ่งขออธิบายให้ฟังดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นขอเรียนให้ทราบก่อนว่า “ลายแทงบนผ้าประเจียดของสมเด็จพระเจ้าตากสิน” ผืนนี้คือลายแทงที่แจ้งให้ทราบถึงลักษณะการจัดกองทัพหลวงที่มีสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด การจัด “ทัพหลวง” แบบนี้โดยปกติจะมีกองทัพนำหน้าที่เรียกว่า “ทัพหน้า” และมีกองทัพตามหลังอีกท่านหนึ่งที่เรียกว่า “ทัพหลัง” ซึ่งก็มีแม่ทัพเป็นของตนเองอีกเช่นกัน

การจัด “กองทัพหลวง” ตามภาพลายแทงบนผ้าประเจียดผืนนี้ เมื่อพิจารณาโดยละเอียดถึงสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นลวดลายของผ้าประเจียดแล้วก็จะบอกได้ว่าเป็นการจัดทัพแบบ “จตุรงคเสนา” อันเป็นการจัดทัพหลวงตามแบบซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ. ศ. 2133-48 )

คำว่า “จตุรงคเสนา” นี้เป็นคำศัพท์ในภาษาสันสกฤต(จตุร +องค+เสนา) แปลว่า “เสนามีองค์สี่”  ซึ่งหมายถึงเสนาบดีประจำท้าวช้างทั้ง 4 เท้า เพื่อป้องกันภัยให้แก่ช้างศึก ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระมหาอุปราช ที่กำลังกระทำยุทธหัตถีกันอยู่ แล้วต่อมาทางราชสำนักกรุงศรีอยุธยา จึงได้นำเอา “เสนามีองค์สี่” นี้มาตั้งเป็นนามฐานันดรศักดิ์ ของทหารคนสนิทแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีราชทินนามบรรดาศักดิ์ต่างๆ กันตามลำดับของฐานันดรที่มีอยู่ 4 ลำดับชั้นด้วยกันดังนี้คือ

1.ชั้นไพร่พล ได้แก่ 1.ไอ้อิน  2.ไอ้จันท์ 3.ไอ้มั่น 4.ไอ้คง

2.ชั้นหัวหมู่ ได้แก่ 1.จ่าเรศวร์  2.จ่ารงค์  3.จ่ายง 4.จ่ายวด

3.ชั้นนายหมวด ได้แก่ 1.นายกวด  2.นายเสน่ห์  3.นายเล่ห์อาวุธ  4.นายสุจินดา

4.ชั้นนายกอง ได้แก่ 1.หลวงศักดิ์ 2.หลวงสิทธิ์ 3.หลวงฤทธิ์ 4.หลวงเดช

ทีนี้เรามาดูกันว่า ในจำนวนจตุรงคเสนาหรือเสนามีองค์สี่นี้มีใคร ยืนอยู่ตรงไหนบนลายแทงของผ้าประเจียดผืนนี้บ้าง ซึ่งจะพบว่ามีดังนี้ (โปรดดูตามลำดับตัวเลข)

1-2-3-4 คือ = หลวงศักดิ์, หลวงสิทธิ์, หลวงฤทธิ์, หลวงเดช

5-6-7-8 คือ = จ่าเรศวร์, จ่ารงค์, จ่ายง, จ่ายวด

9-10-11-12  คือ =  นายกวด,นายเสน่ห์, นายเลห์อาวุธ, นายสุจินดา

13-14-15-16 คือ = คือ ไอ้อิน, ไอ้จันท์, ไอ้มั่น, ไอ้คง

17 = ธงช้าง คือ ธงนำขบวนเสด็จและดาบหน้า

18 = ธงริ้ว คือ ธงตามหลังขบวนเสด็จและดาบหลัง

19-20 = เรียกว่า “วชิรปราการ” หรือ “กำแพงเพชร์” เป็นแถวอารักขาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

21 = เสือในช่องกลาง คือ สมเด็จตากสินซึ่งทรงพระราชสมภพเมื่อปี จ.ศ.1096 ตรงกับปีขาล พ. ศ. 2277

อย่างไรก็ดีโปรดสังเกตดูให้ดีๆ จะเห็นว่า ตรงกลางของ “กำแพงเพชร์” (หมายเลข 19 และ 20) มีการลงอักขระเป็นบรรทัดยาวด้วยตัวอักษร “อารบิค” ที่เห็นได้อย่างชัดเจนซึ่งเมื่อได้สอบถามโต๊ะครูผู้มีความรู้ในเรื่องผ้ายันต์และอักขระอารบิกเป็นอย่างดีแล้ว ท่านดะโต๊ะก็ได้อธิบายให้ฟังว่า อักขระอารบิกที่จารึกอยู่นั้น เป็นคำสวดสรรเสริญพระเจ้าและเป็นคำขอพรจากพระเจ้าตามคำสั่งของพระนะบีมูฮัมหมัด (ซอล) เพื่อขอความคุ้มครองปลอดภัยและขอให้ประสบชัยชนะในการยุทธ์

ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นจริงจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเยี่ยม ดังที่ได้เล่ามาทั้งหมดนี้แล้ว

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 2 สิงหาคม พ.ศ.2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...