โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

40 ปี การสังหารหมู่ที่ควังจู: ช็อนดูฮวัน ภาพความทรงจำ และความยุติธรรมที่ยังเปลี่ยนไม่ผ่าน

The101.world

เผยแพร่ 18 พ.ค. 2563 เวลา 03.55 น. • The 101 World

จักรกริช สังขมณี เรื่องและภาพ

 

 

“추모와 계승은 역사적 진실을 확인하고 기억하는 것으로 부러 시작됩니다.”

“การรำลึกถึงผู้วายชนม์ และการสืบสานเจตจำนงของพวกเขา

เริ่มต้นจากการค้นหาและจดจำความจริงที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์”

~ สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม เมืองควังจู เกาหลีใต้

 

ข้อความข้างต้นถูกเขียนไว้ในห้องสุดท้ายของหออนุสรณ์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม (May 18 National Cemetery) เมืองควังจู เกาหลีใต้ หออนุสรณ์แห่งนี้เป็นพื้นที่ของการบันทึกเรื่องราวของผู้คน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นพื้นที่ซึ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์ของการล้อมปราบ และการใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์อย่างไร้มนุษยธรรม ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 1980 และดำเนินไปเป็นเวลา 10 วัน

 

ชายหูหนวกและพิการทางการรับรู้ อายุ 30 ปี ถูกทุบตีด้วยกระบองจนเสียชีวิต

เด็กสาววัย 19 ปี ถูกแทงที่หน้าอกและถูกยิงซ้ำเข้าที่ท้อง

ชายชราวัย 60 ปี ซึ่งพยายามเข้าไปห้ามปรามการฆ่าผู้บริสุทธิ์ กลับถูกตีจนตายคาที่

ผู้หญิงคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่ตัว 13 นัด ในขณะที่กำลังเดินทางไปร่วมพิธีไหว้บรรพบุรุษของเธอ

หญิงตั้งครรภ์ 8 เดือน ถูกยิงเสียชีวิต ในขณะที่เธอกำลังหลบรอสามีอยู่ในซอยแคบๆ

เด็กผู้ชายชั้น ป.4 ถูกยิงจนเสียชีวิต ในขณะที่เขากลับไปหารองเท้าข้างหนึ่งซึ่งหลุดหายไปในช่วงที่วิ่งหนีเหตุการณ์ชุลมุน

หญิงชราคนหนึ่งซึ่งหลบอยู่ในท่อระบายน้ำ และชายชราอายุ 70 ปี อีกคนหนึ่งซึ่งหลบอยู่ในบ้านอย่างเงียบๆ ทั้งสองถูกทหารตามเข้าไปยิงจนเสียชีวิต

เด็กน้อยวัย 5 ขวบ ถูกฆ่าตายอย่างเลือดเย็น ร่างไร้วิญญาณของเขาถูกโยนใส่รถบรรทุก และนำไปฝังรวมกับคนอื่นๆ อย่างไร้ศักดิ์ศรี

รัฐบาลเผด็จการทหารเรียกการกระทำเหล่านี้ว่าเป็น “การปราบจราจลซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคง” จนถึงวันนี้ ประชาชนผู้รักความยุติธรรมก็ยังคงเรียกร้องข้อเท็จจริงและคำอธิบายที่ถูกต้องต่อการกระทำดังกล่าว เพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีให้กับ—และแสดงความเคารพต่อ—ผู้วายชนม์เหล่านี้

 

วัตถุและภาพถ่ายในหออนุสรณ์ สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม

 

วัตถุและภาพถ่ายในหออนุสรณ์ สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม

 

วัตถุและภาพถ่ายในหออนุสรณ์ สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม

 

วัตถุและภาพถ่ายในหออนุสรณ์ สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม

 

หนึ่งทศวรรษให้หลัง เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ได้รับหยิบยกขึ้นมาสะสาง เรียกขาน และจดจำใหม่ ภายใต้ยุคสมัยของผู้นำพลเรือนประธานาธิบดีคิมย็องซัม ในชื่อที่สมเกียรติว่า “การเรียกร้องประชาธิปไตยที่ควังจู” (광주 민주화 항쟁)[1] แม้ว่าคิมย็องซัมจะมีท่าทีประนีประนอมต่อการค้นหาความจริง และการนำผู้กระทำผิดจากการสังหารหมู่ที่ควังจูมาลงโทษ

คำพูดของเขาที่ว่า “ปล่อยให้ความจริงเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่จะเยียวยารักษาตัวมันเอง”[2] ได้สร้างความขุ่นเคืองอย่างมากต่อญาติผู้สูญเสียและพลเมืองในการเรียกร้องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ถึงกระนั้น แรงกดดันจากประชาสังคมผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ก็ได้ทำให้จุดเริ่มต้นในการค้นหาและจดจำความจริงที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์นั้นเกิดขึ้นได้[3]

สี่ทศวรรษให้หลัง ในเดือนพฤษภาคม 2020 นี้ อดีตประธานาธิบดีช็อนดูฮวันในวัย 89 ปี กำลังถูกนำตัวมายังศาลพิจารณาความเมืองควังจู เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและการค้นหาความจริงอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาและพวก ซึ่งรวมถึงอดีตประธานาธิบดี โนแทอู เคยถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ในปี 1996 ศาลจังหวัดในกรุงโซลพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ศาลสูงกลับคำพิพากษาและให้ลงโทษจำคุกช็อนดูฮวันตลอดชีวิต ในเดือนธันวาคมปีถัดมา ช็อนดูฮวันและพวกก็ได้รับการอภัยโทษ

แม้ว่าเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม จะล่วงเลยมาเป็นเวลา 40 ปีแล้ว เหตุใดความยุติธรรมของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ อะไรที่ทำให้สังคมและประวัติศาสตร์ยังคงมีเรื่องราวที่น่าคลางแคลง เป็นปมที่กัดกินหัวใจของบรรดาญาติผู้วายชนม์ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมในครั้งนั้น มาจนถึงวันนี้

เมื่อช็อนดูฮวันเดินทางออกจากบ้านพักของเขาในกรุงโซลไปยังเมืองควังจู เพื่อเริ่มกระบวนการให้ปากคำในศาล เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา[4] มีประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมากออกมาโห่ร้องประณามการกระทำของเขาอย่างรุนแรง มีการสร้างรูปปั้นช็อนดูฮวันนั่งคุกเข่าอยู่ในกรงขัง มือสองข้างถูกมัดไพล่หลัง หากแต่ยังคงเงยหน้าท้าทาย ไร้ซึ่งความรู้สึกสำนึกต่อการกระทำในอดีต รูปปั้นดังกล่าวถูกนำไปวางไว้ตามพื้นที่สาธารณะทั้งที่กรุงโซลและเมืองควังจู เพื่อให้ประชาชนได้ออกมาระบายความโกรธแค้น[5]

 

ประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าใหม่

 

ในบทความนี้ ผมจะขอชวนผู้อ่านย้อนกลับไปพิจารณาเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม และการใช้อำนาจที่ไร้มนุษยธรรมในช่วงที่ช็อนดูฮวันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ (1980-1988) อย่างไรก็ตาม มีงานเขียนและงานแปลในภาษาไทยที่พูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนในช่วงเวลาที่ว่านี้อย่างละเอียดอยู่แล้ว[6] ในที่นี้ ผมจึงขอเล่าถึงภาพของเหตุการณ์ดังกล่าวในลักษณะที่ต่างออกไป ผ่านมุมมองของความทรงจำ ประสบการณ์ การตีความ และการให้ความหมายผ่านภาพยนตร์

การนำเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มาบอกเล่าผ่านภาพยนตร์นั้นมีข้อดีหลายอย่าง ประการแรก ภาพยนตร์เป็นสื่อทัศนาและเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ดี ที่สามารถใช้ในการปลดปล่อยปมความรู้สึก และความรู้สึกอยุติธรรมที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน และซ่อนลึกอยู่ในจิตใจ ซึ่งเรียกว่า “ฮัน” (한)[7] ให้สามารถสื่อสารออกมาเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้อื่นสามารถรับรู้และร่วมแบ่งปันความรู้สึกดังกล่าวในพื้นที่สาธารณะที่กว้างออกไปได้

ประการที่สอง เรื่องเล่าและฉากทัศน์ของภาพยนตร์ทำหน้าที่ในการสื่อสารความรู้สึก ความสัมพันธ์ และความเป็นมนุษย์ ซึ่งยากที่จะถ่ายทอดออกมาผ่านตัวอักษรในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ หรือการจัดนิทรรศการในรูปแบบใดได้ การเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนและช่วงเวลาของประวัติศาสตร์นี้ สำคัญอย่างมากต่อการสร้างการรับรู้ และการสืบทอดเจตจำนงทางประวัติศาสตร์ให้กับคนรุ่นใหม่ในสังคมต่อไป

ประการที่สาม ภาพยนตร์อนุญาตให้ประวัติศาสตร์สามารถถูกตีความ ให้ความหมาย และเลือกนำเสนอในแง่มุมที่แตกต่างหลากหลาย ดังที่เราจะได้เห็นต่อไป เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หนึ่งๆ นั้นสามารถพิจารณาทำความเข้าใจได้จากตัวแสดง และตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมที่แตกต่างกัน ภาพยนตร์ทำให้การสร้างข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้ถูกเขียนโดยผู้มีอำนาจหนึ่งใดแต่เพียงผู้เดียว

ผมเลือกภาพยนตร์มา 12 เรื่อง เพื่อนำพาผู้อ่านกลับไปพิจารณาที่มา ปฏิบัติการและผลพวงจากเหตุการณ์การล้อมปราบในเดือนพฤษภาคม 1980 เช่นนั้นแล้ว เรื่องราวที่จะได้พบจากนี้ จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 10 วันที่เมืองควังจูเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนและหลังที่ช็อนดูฮวันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ซึ่งความทรงจำในสังคมยังคงไม่จางหาย และความยุติธรรมยังคงเปลี่ยนไม่ผ่านจนถึงปัจจุบันนี้ด้วย

 

เกาหลีใต้ภายใต้การผลัดมือของทรราช

 

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผมอยากพาไปรู้จักคือ The Presidents Barber (2004) ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเกาหลีใต้ ผ่านสายตาของ ฮันมู ช่างตัดผมที่พักอาศัยและเปิดร้านอยู่ในย่านฮโยจาดงใกล้ๆ กับทำเนียบประธานาธิบดี หรือที่รู้จักกันในนาม “ชองวาแด” (청와대; Blue House) ฮันมูมีชีวิตอยู่ในช่วงการประท้วงของนักศึกษาและประชาชนในปี 1960 เพื่อขับไล่ประธานาธิบดี อีซึงมัน ซึ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจให้กับตนเอง

การลี้ภัยออกนอกประเทศของอีซึงมัน เปิดโอกาสให้รัฐบาลพลเรือนได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศแทน แต่ก็เพื่อที่จะถูกรัฐประหารโดยนายพลพัคจองฮีในปีถัดมา ฮันมูจับพลัดจับผลูกลายมาเป็นช่างตัดผมส่วนตัวให้กับประธานาธิบดีพัคจองฮีที่ชองวาแด เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับนโยบายการสร้างภาพที่น่าหวาดกลัวของคอมมิวนิสต์ การสร้างลัทธิบูชาผู้นำสูงสุด ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างบรรดานายพล หน่วยสืบสวนกลาง ชนชั้นนำ นักการเมืองและนักธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่การลอบสังหารประธานาธิบดีพัคจองฮีโดยผู้อำนวยการหน่วยสืบสวนกลาง (KCIA) ในเดือนตุลาคม ปี 1979

 

President’s Barber

 

สถานการณ์ของความวุ่นวายและสุญญากาศทางการเมืองดังกล่าวเปิดทางให้เกิดการรัฐประหารอีกครั้ง ช็อนดูฮวัน ผู้บัญชาการกองบัญชาการรักษาความมั่นคงกลายมาเป็นนายทหารผู้นำประเทศ จากการยึดอำนาจจากประธานาธิบดี ชเวคยูฮา ผู้ซึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ประธานาธิบดี ภายหลังจากการที่ประธานาธิบดี พัคจองฮี ถูกลอบสังหาร

ไม่กี่เดือนหลังการทำหน้าที่ของชเวคยูฮา ช็อนดูฮวันและพวกเข้าแทรกแทรงการทำงานของรัฐบาล ทั้งในการสืบสวนกรณีการลอบสังหาร การบริหารกิจการความมั่นคง และการใช้จ่ายงบประมาณ ในเดือนเมษายน 1980 ช็อนดูฮวันสถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้อำนวยการของหน่วยสืบสวนกลางสำเร็จ เขาเริ่มปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง เข้าควบคุมสื่อ และสั่งการห้ามชุมนุมและการจัดกิจกรรมทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะการชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งโดยขบวนการนักศึกษา ที่ก่อตัวขึ้นในช่วงปี 1979-1980 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม Seoul Spring

ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 1980 ช็อนดูฮวันประกาศกฎอัยการศึก และเที่ยงคืนวันที่ 17 พฤษภาคม ก็ประกาศใช้มาตรการควบคุมสูงสุดภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน มหาวิทยาลัยทั่วประเทศและพื้นที่สาธารณะถูกสั่งปิด ในช่วงสัปดาห์ของการรัฐประหารดังกล่าว มีประชาชนและผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกจับกุมหลายพันคน นักข่าวถูกปลดออกจากตำแหน่งกว่า 400 คน ผู้นำแรงงานหลายร้อยคนถูกไล่ออกจากงาน มีการรวบผู้ชุมนุมบนท้องถนนกว่า 15,000 ครั้ง[8] ความไม่พอใจของนักศึกษาและประชาชนขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การลุกฮือครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองของเกาหลีใต้

 

การลุกฮือที่ควังจู

 

เช้าวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองควังจู นักศึกษามหาวิทยาลัยชอนนัมรวมตัวกันหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อประท้วงต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการ การชุมนุมดังกล่าวถูกตำรวจและทหารเข้าสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง ส่งผลให้การชุมนุมประท้วงเคลื่อนตัวเข้ามาสู่บริเวณถนนกึมนัม บริเวณน้ำพุหน้าศาลาว่าการเมืองควังจู

ก่อนเที่ยงคืนวันที่ 20 นักศึกษาสองคนถูกทำร้ายจนเสียชีวิตบริเวณสถานีรถไฟควังจู การต่อต้านการใช้อำนาจของช็อนดูฮวันขยายตัวอย่างรวดเร็ว และได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากประชาชนในเมือง ซึ่งทนเห็นการปราบปรามการชุมนุม และการใช้ความรุนแรงต่อลูกหลานของพวกเขาไม่ได้

คนขับแท็กซี่และคนขับรถประจำทาง นักเรียนมัธยม และชาวบ้านกว่าสองหมื่นคนเข้าร่วมประท้วงในเช้าวันรุ่งขึ้น ศาลาว่าการถูกควบคุมโดยพลทหารรบพิเศษหลายร้อยนาย พร้อมๆ กับอากาศยานและรถถัง ที่ระดมสรรพกำลังเข้ามาปราบปรามเหล่าบรรดาผู้ประท้วง เวลาบ่ายโมงตรงของวันที่ 21 เสียงเพลงชาติเกาหลีถูกบรรเลงผ่านลำโพงจากศาลาว่าการ เป็นสัญญาณคำสั่งให้พลทหารลั่นไกกระบอกปืน ระดมยิงผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่ตรงหน้าอย่างไม่ละเว้น

การชุมนุมและการต่อสู้ดำเนินต่อไปอย่างยาวนาน ในวันถัดๆ มามีจำนวนผู้ชุมนุมประท้วงเพิ่มมากขึ้นร่วมแสนคน และสามารถจัดตั้งกองกำลังพลเรือนพร้อมอาวุธที่ยึดมาจากคลังแสงและจากการปะทะกับกองกำลังทหารแบบซึ่งหน้า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะสงครามกลางเมืองดังกล่าว เมืองควังจูกลับถูกตัดขาดจากการสื่อสารกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของการต่อสู้ที่รุนแรงนี้ แทบไม่มีเพื่อนร่วมชาติรับรู้จากสื่อสารมวลชนใดๆ หรือแม้กระทั่งจากการติดต่อกับญาติมิตรในควังจูได้เลย

ในช่วงตีสามของวันที่ 27 พฤษภาคม ภายใต้คำสั่งปฏิบัติการที่ชื่อว่า “สุขสันต์วันพักร้อน” (화려한 휴가) กองกำลังปราบปรามเฉพาะกิจจำนวน 20,000 นายถูกส่งตรงจากฐานทัพเข้ายึดฐานที่มั่นการชุมนุมในควังจู เพื่อจัดการให้การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยุติลงโดยเร็วที่สุด ในช่วงตีห้าก่อนรุ่งสาง ปฏิบัติการล้อมปราบและสังหารหมู่ผู้ชุมนุมที่ควังจูก็จบสิ้นลง การปราบปรามที่ป่าเถื่อนในครั้งนั้นนำมาซึ่งผู้เสียชีวิตกว่า 150 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายพันคน[9]

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ May 18

 

เรื่องราวทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้ปรากฏให้เห็นผ่านภาพยนตร์ May 18 (2007) หรือ “สุขสันต์วันพักร้อน” ในภาษาเกาหลี ภาพยนตร์คลาสสิคตลอดกาลเรื่องนี้ฉายภาพเหตุการณ์การต่อสู้ในช่วง 10 วัน โดยไล่เรียงให้เห็นพัฒนาการและจุดจบของเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา[10]

ในขณะที่ May 18 ฉายภาพของเหตุการณ์ไล่เรียงตามลำดับเวลา แต่ก็มีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่เลือกหยิบยกความโหดร้ายของเหตุการณ์ในครั้งนั้น มานำเสนอผ่านสายตาและความทรงจำของผู้คนที่แตกต่างกันออกไป ภาพยนตร์ A Petal (1996) บอกเล่าเหตุการณ์ผ่านประสบการณ์ของสาวน้อยวัย 15 ปี ผู้ซึ่งกลายมาเป็นเด็กกำพร้า จากการที่แม่ของเธอเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม ประสบการณ์ในการผ่านความรุนแรง การไม่สามารถช่วยเหลือแม่ของเธอเอาไว้ได้ ได้กลายมาเป็นบาดแผลในจิตใจ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเธอในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ The Old Garden (2006) ซึ่งสร้างจากนวนิยายของ ฮวังซ็อคย็อง นักเขียนชื่อดัง ที่พูดถึงนักศึกษาหนุ่มนักกิจกรรม ผู้ซึ่งต้องเลือกระหว่างความรักในช่วงวัยที่งดงาม กับการออกเดินทางตามอุดมการณ์ เพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการในช่วง Seoul Spring และเหตุการณ์ที่ควังจู นี่เป็นหนึ่งในภาพยนตร์รักโรแมนติกบนบริบททางการเมืองที่บ้าคลั่งวุ่นวาย ซึ่งนอกจากจะนำเสนอเรื่องราวของความสัมพันธ์ การเสียสละ ความซื่อสัตย์ และการอดทนรอคอยได้อย่างจับใจแล้ว เรายังจะได้ทำความเข้าใจความยากลำบากของคนหนุ่มสาว ในยุคสมัยของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีกด้วย[11]

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ A Petal

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ The Old Garden

 

นอกจากการย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม ผ่านมุมมองของผู้ถูกกระทำแล้ว ยังมีภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่พยายามชี้ให้เห็นถึงผู้มีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ด้วยเช่นกัน Peppermint Candy (1999) ของผู้กำกับ อีชางดง ชี้ให้เห็นว่าบาดแผลในจิตใจจากการต่อสู้ทางการเมืองนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และยากที่จะข้ามพ้นในห้วงคำนึงของชีวิต

แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้ผ่านไปนานแล้ว Peppermint Candy นำพาเราเข้าไปสำรวจจิตใจของยองโฮ ชายหนุ่มผู้ซึ่งการเกณฑ์ทหารทำให้เขากลายมาเป็นพลทหารประจำการ และมีส่วนในการเข้าไปปฏิบัติการณ์ในการสลายการชุมนุมที่ควังจู หลายปีต่อมา ยองโฮยังได้เป็นตำรวจทำหน้าที่ในการสอบสวนนักโทษทางการเมือง ในช่วงท้ายๆ ของการดำรงตำแหน่งของช็อนดูฮวัน โดยใช้ความรุนแรงบีบบังคับและวิธีการทรมานผู้ต้องหาอย่างไร้มนุษยธรรม ความเลวร้ายของอำนาจเผด็จการที่กระทำผ่านตัวเขานั้น นำพาให้ยองโฮพบกับจุดจบที่น่าสะเทือนใจ

นอกจากนี้ ความทรงจำที่เลวร้ายของเหล่าบรรดาพลทหารรบ ซึ่งมีส่วนในเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม ยังถูกนำเสนอในภาพยนตร์ Fork Crane (2017) ซึ่งเขียนบทและผลิตโดยผู้กำกับ คิมคิด็อก เช่นเดียวกัน

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ Peppermint Candy

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ Fork Lane

 

ความจริงที่ถูกเปิดเผย

 

อย่างที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า ในช่วงของการต่อสู้และการปราบปรามที่รุนแรงในควังจูนั้น ทั่วทั้งเกาหลีแทบไม่มีใครรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น เมืองควังจูถูกปิดล้อม ถนนทุกสายที่มุ่งเข้าเมืองถูกปิดกั้น โทรศัพท์และเครือข่ายการติดต่ออื่นๆ ถูกตัดขาด สถานีวิทยุและโทรทัศน์ออกอากาศประกาศข้อความที่มีเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อให้กับรัฐบาล และแจ้งถึงความจำเป็นในการปิดล้อมเมืองเพื่อปราบปราม “คอมมิวนิสต์” และ “บรรดาผู้ฝักใฝ่เกาหลีเหนือ”[12]

วันที่ 19 พฤษภาคม หรือหนึ่งวันหลังจากจุดเริ่มต้นของการลุกฮือที่ควังจู เจอร์เกน  ฮินส์ปีเตอร์ (Jürgen Hinzpeter) นักข่าวชาวเยอรมันซึ่งประจำการอยู่ในญี่ปุ่น บินตรงมายังกรุงโซล และลักลอบเดินทางเข้าไปยังควังจูได้สำเร็จ ในตอนเช้าตรู่ของวันที่ 20 ฮินส์ปีเตอร์ได้บันทึกภาพเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในควังจูในช่วงวันที่ 20-21 และได้นำฟิล์มจำนวนกว่าสิบม้วนกลับมายังกรุงโซล เพื่อรีบส่งภาพดังกล่าวไปยังสำนักงานข่าวที่กรุงโตเกียว

ภาพเคลื่อนไหวจากแผ่นฟิล์มของฮินส์ปีเตอร์ได้รับการเผยแพร่ออกไปทั่วโลก และทำให้นานาชาติรับรู้ว่าเกิดความรุนแรงขึ้นในเมืองที่ถูกปิดตายในเกาหลีใต้ ฮินส์ปีเตอร์เดินทางกลับมายังควังจูอีกครั้งในวันที่ 23 เพื่อถ่ายภาพของเหตุการณ์ที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นในควังจู

การลักลอบเข้าไปในเมืองควังจูของฮินส์ปีเตอร์ ได้รับการช่วยเหลือจาก คิมซาบก ไกด์และคนขับรถผู้ทำหน้าที่ต้อนรับแขกต่างชาติ ซึ่งประจำอยู่แถวโรงแรมพาเลซ ในกรุงโซล คิมซาบกนั้นได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญในการที่จะพาฮินส์ปีเตอร์ฝ่าด่านและการดักล้อมของเจ้าหน้าที่ในเวลานั้นเพื่อเดินทางไปให้ถึงควังจู การที่คิมซาบกได้เข้าไปมีส่วนรู้เห็นความรุนแรงในเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้กลายมาเป็นบาดแผลและความหวาดกลัวที่หลอกหลอนเขาในเวลาต่อมา คิมซาบกเสียชีวิตลงในไม่กี่ปีหลังจากเหตุการณ์ โดยแทบไม่มีใครรับรู้ถึงวีรกรรมที่เขาได้กระทำ

ในปี 2005 ฮินส์ปีเตอร์เดินทางกลับมายังเกาหลี เพื่อเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงผู้วายชนม์ที่ควังจู ในครั้งนั้นเขาได้พยายามตามหาคิมซาบก แต่ก็ไม่ได้รับข่าวคราวหรือข้อมูลใดๆ มากนัก ฮินส์ปีเตอร์เสียชีวิตลงในปี 2016 โดยแสดงเจตจำนงที่จะให้นำศพของเขามาฝังไว้ที่ควังจู อย่างไรก็ตาม โดยความเห็นแย้งจากญาติ ทุกวันนี้ จึงได้มีการสร้างอนุสรณ์สถานให้กับฮินส์ปีเตอร์เอาไว้ที่สุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม เมืองควังจู โดยเก็บเอาปลายเล็บและเส้นผมที่ฮินส์ปีเตอร์ได้มอบให้ไว้ในครั้งที่เขามาร่วมพิธีบรรจุไว้แทน

ภาพเคลื่อนไหวและภาพถ่ายของฮินส์ปีเตอร์ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดีที่มูลนิธิอนุสรณ์ 18 พฤษภาคม (May 18 Memorial Foundation) จนถึงวันนี้ มูลนิธิยังคงทำงานรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจ และทำงานวิจัยเพื่อชำระประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ทางการเมืองในครั้งนั้นอย่างต่อเนื่อง

การค้นหาความจริงและการต่อสู้เชิงกฎหมายนั้นยังไม่สิ้นสุด ผมมีโอกาสได้เข้าไปดูห้องเก็บเอกสารของมูลนิธิ ที่เก็บเอกสารจำนวนมากกว่า 43,000 ชิ้น ที่ได้รับการบริจาคจากประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาพถ่าย เอกสารครอบครัว บันทึกความทรงจำ หมายศาล ฯลฯ เพื่อการสร้างข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ให้ชัดเจนมากที่สุด ส่วนเรื่องราวชีวิตของฮินส์ปีเตอร์นั้น ก็ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดี ในชื่อว่า 5.18 Hinzpeter Story (2018) รวบรวมคำสัมภาษณ์ภรรยาของเขา ตลอดจนภาพเคลื่อนไหว และภาพถ่ายที่ฮินส์ปีเตอร์ได้ถ่ายจากเหตุการณ์เอาไว้ด้วย

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ A Taxi Driver

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ 5.18 Hinzpeter Story

 

นอกเหนือจากเรื่องราวของฮินส์ปีเตอร์แล้ว ยังมีภาพยนตร์เรื่องสำคัญ นั่นก็คือ A Taxi Driver (2017) ซึ่งสร้างขึ้นจากข้อมูลบางส่วนที่ได้จากตอนที่ฮินส์ปีเตอร์พยายามตามหา “เพื่อนคนขับแท็กซี่” ของเขา ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ ความกล้าหาญ และความพยายามของฮินส์ปีเตอร์และคิมซาบก ในการนำความจริงออกมาเปิดเผยให้สังคมโลกได้รับรู้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี และทำให้มีการพูดถึงและตามหาคนขับแท็กซี่ ผู้ซึ่งนำพานักข่าวฮินส์ปีเตอร์บุกทะลวงเข้าไปถึงควังจูได้สำเร็จ เรื่องราวของคิมซาบกได้รับการเปิดเผยภายจากลูกชายของเขาภายหลังจากที่ภาพยนตร์ได้ออกฉาย[13] หลังจากที่เวลาผ่านไปเกือบสี่ทศวรรษ ในปี 2019 ทั้งฮินส์ปีเตอร์และคิมซาบกก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โดยที่เถ้ากระดูกของคิมซาบกนั้นได้รับการย้ายมาฝังไว้ใกล้ๆ กับปลายเล็บและเส้นผมของฮินส์ปีเตอร์ที่สุสานเมืองควังจู[14]

 

ตำรวจความคิดกับคอมมิวนิสต์ที่ไม่มีจริง

 

ภายหลังการล้อมปราบผู้ชุมนุมที่ควังจู รัฐบาลช็อนดูฮวันได้ใช้ที่ทำการทหารจังหวัดชอนลามาเป็นพื้นที่พิเศษในการกักขัง สอบสวน และตัดสินคดีความ โดยศาลทหารที่ได้รับการตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษในเวลานั้น

ในภายหลัง ผู้นำทหารซึ่งขึ้นมามีอำนาจหลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุม ตัดสินใจที่จะย้ายที่ทำการทหารประจำจังหวัดออกไปไว้ที่อื่น และพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเพื่อการพาณิชย์และการสร้างที่พักอาศัยเพื่อลบร่องรอยของประวัติศาสตร์การใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้น

บรรดาญาติพี่น้องของผู้ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการอยุติธรรมดังกล่าว ได้เรียกร้องให้เก็บรักษาอาคารที่ทำการดังกล่าวไว้ เพื่อเตือนใจถึงความรุนแรงและกระบวนการที่ไร้ความชอบธรรม แม้ว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ที่ดินดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นสวนสาธารณะแทน และในปี 1999 อาคารจำลองคุกและศาลทหารก็ได้รับการสร้างกลับขึ้นมาใหม่ โดยใช้วัสดุจากซากอาคารเดิมที่ถูกทำลายไป

 

จำลองเหตุการณ์ของการสอบสวน กักขัง และทำร้ายร่างกายผู้เห็นต่าง จัดแสดง ณ พื้นที่เดิมของที่ทำการทหารในเมืองควังจู

 

จำลองเหตุการณ์ของการสอบสวน กักขัง และทำร้ายร่างกายผู้เห็นต่าง จัดแสดง ณ พื้นที่เดิมของที่ทำการทหารในเมืองควังจู

 

การจัดการกับพลเมืองผู้เห็นต่างภายหลังเหตุการณ์ที่ควังจูนั้น ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในยุคสมัยของช็อนดูฮวัน

ในปี 1981 ได้มีการบุกเข้าจับกุมนักศึกษาและประชาชนจำนวน 19 คน ซึ่งรวมตัวกันอ่านหนังสือในลักษณะชมรม (book club) และยัดเยียดข้อหาซ่องสุมทางการเมืองภายใต้กฎอัยการศึก ละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ จากการที่พวกเขาเหล่านั้นอ่านหนังสือต้องห้าม ตลอดจนมีแนวคิดฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และเกาหลีเหนือ ผู้ต้องหาเหล่านี้ถูกนำไปคุมขังโดยไม่มีหมายศาล ถูกบีบบังคับให้สารภาพ และถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนาม “กรณีปูริม” (부림; Burim Case)[15]

ภาพยนตร์ The Attorney (2013) ฉายภาพให้เห็นถึงเหตุการณ์และกระบวนการในชั้นศาลของกรณีปูริม ท่ามกลางการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในช่วงเวลาดังกล่าว มีนักกฎหมายซึ่งพยายามเข้าไปช่วยเหลือว่าความให้กับเหยื่อผู้ต้องหาทางการเมือง การต่อสู้ในชั้นศาลนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากในยุคสมัยที่ศาลอยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลเผด็จการ ข้อความตอนหนึ่งที่ทนายความผู้ต้องหากล่าวในห้องพิจารณาคดี ในตอนที่อัยการอ้างถึงความมั่นคงของรัฐคือ

“มาตรา 1 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลีระบุว่า อำนาจอธิปไตยของสาธารณรัฐเกาหลีเป็นของประชาชน อำนาจรัฐทั้งหมดเกิดขึ้นจากประชาชน … รัฐจึงหมายถึงประชาชน”

แม้ว่าจะมีความพยายามในการชี้ให้เห็นถึงกระบวนการสืบสวน และการรับสารภาพของผู้ต้องหาที่ผิดไปจากหลักกฎหมาย มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว การประทุษร้ายทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง แต่ข้อแก้ต่างเหล่านี้ก็แทบจะไม่มีผล ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกตัดสินให้มีความผิด

ทนายความผู้อาสาเข้าไปว่าความให้กับผู้ต้องหาในกรณีปูริม มีชื่อว่า โนมูฮย็อน โนได้กลายมาเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชนในช่วงของการต่อสู้กับเผด็จการ และได้รับการเลือกตั้งให้เป็นเป็นประธานาธิบดีของเกาหลีใต้สองทศวรรษต่อมา ภาพยนตร์ The Attorney ซึ่งฉายให้เห็นชีวิตในช่วงการเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชนเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงถึงเรื่องความถูกต้องของเนื้อหาอยู่บ้าง[16] แต่ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และติดอยู่ในสิบอันดับแรกของภาพยนตร์เกาหลีที่มีผู้ชมมากที่สุดตลอดกาล

ในปีถัดมาหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย อดีตนักโทษคดีปูริมยื่นเรื่องต่อศาลให้มีการพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง ศาลตัดสินให้ผู้ต้องหาทั้งหมดพ้นผิดจากข้อกล่าวหา หลังจากที่พวกเขาต้องติดคุกในคดีความที่ไม่มีมูลความจริงเป็นเวลากว่าสามทศวรรษ[17]

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ The Attorney

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ National Security

 

นอกจากที่ปูซานแล้ว การละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการจัดการกับผู้เห็นต่างในรัฐบาลช็อนดูฮวันนั้น ยังเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ อีกหลายกรณี กรณีที่เป็นที่ฉาวโฉ่อีกกรณีเกิดขึ้นในปี 1985 ที่ย่านนัมยองดง ใจกลางของกรุงโซล คิมกึนแท อดีตผู้นำนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยถูกลักพาตัว กักขัง และทรมาน ในกระบวนการสืบสวนและบีบบังคับให้รับสารภาพเป็นเวลา 23 วัน เช่นเดียวกับกรณีปูริม คิมกึนแทถูกยัดเยียดข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์และฝักใฝ่อุดมการณ์เกาหลีเหนือ[18]

รูปแบบและประสบการณ์ของการทรมานที่เลวร้ายนั้น ถูกเสนอผ่านภาพยนตร์ National Security (2012) หรือชื่อ “นัมยองดง 1985” (남영동 1985) ในภาษาเกาหลี วิธีการทรมานมีตั้งแต่การเปลื้องผ้า การทุบตี การบังคับให้อดนอนและอดอาหาร การกดหัวให้จมน้ำ waterboarding หรือการกรอกน้ำใส่เข้าไปในปากและจมูกที่มีผ้าบางๆ ปิดไว้ ในขณะที่ผู้ถูกทรมานถูกตรึงให้นอนหงาย เพื่อให้ผู้ถูกทรมานอยู่ในภาวะเหมือนกับการจมน้ำ รวมไปถึงการรัดคอ และการช็อตด้วยไฟฟ้า

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จากการเคลื่อนไหวของประชาชนครั้งใหญ่ในปี 1987 คิมกึนแทได้กลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง เขาได้กลายมาเป็นผู้นำพรรครัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสวัสดิการและสาธารณสุขภายใต้สมัยของประธานาธิบดีโนมูฮย็อน อย่างไรก็ตาม คิมกึนแทต้องเผชิญกับภาวะผิดปกติทางจิตใจจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-Traumatic Stress Disorder) และเสียชีวิตในปี 2011 ขณะอายุได้ 64 ปี จากโรคพาร์กินสันและอาการเลือดคั่งในสมอง ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากประสบการณ์การถูกทรมานที่รุนแรงนั่นเอง

ในปี 2018 พื้นที่และห้องที่เคยใช้สอบสวน และทรมานนักกิจกรรมทางการเมืองที่นัมยองดง ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมอย่างเป็นทางการ[19] นอกจากคิมกึนแทแล้ว ยังมีนักกิจกรรมทางการเมืองอีกหลายคนที่ถูกยัดเยียดข้อหา และทรมานร่างกายในพื้นที่แห่งนี้ หนึ่งในนักกิจกรรมที่ถูกซ้อมทรมานและเสียชีวิตที่นี่ คือ พัคจงชอล[20] ผมจะเขียนถึงเหตุการณ์ดังกล่าวนี้อีกครั้งในโอกาสหน้า

 

ความยุติธรรมที่ยังเปลี่ยนไม่ผ่าน

 

ความทรงจำ การตีความ การสะสางความจริง และการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษนั้นยังคงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้

ความคับแค้นของผู้คนที่มีต่อช็อนดูฮวัน และโทษที่เค้าได้รับอย่างไม่สาสมนั้น ยังเป็นปมที่ก่อให้เกิดความขุ่นเคืองที่แสดงออกมาได้โดยง่าย ภาพยนตร์ 26 Years (2012) เป็นภาพสะท้อนที่ดีของความคับแค้นใจดังกล่าว ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากเรื่องแต่งฉบับการ์ตูน พูดถึงการรวมตัวกันของผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การล้อมปราบและการสังหารหมู่ที่ควังจู ในการวางแผนลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีช็อนดูฮวัน ภายหลังจากที่เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไป 26 ปี

ภาพสมมติหรือจินตนาการที่นำเสนอในภาพยนตร์นั้น ชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความพยายามในของประชาชนในการชำระล้าง “ฮัน” และความอยุติธรรม ที่แม้เวลาจะล่วงเลยมาเนิ่นนาน ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนหรือข้ามผ่านได้

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ 26 Years

 

โปสเตอร์ภาพยนตร์ Kim-gun

 

ข้อเท็จจริงที่ถูกขุดค้น ตีความ และถกเถียงเกี่ยวกับกรณีควังจูนั้นไม่เคยจบสิ้น ในปี  2015 มีอดีตนายทหารคนหนึ่งออกมาชี้ว่า ในบรรดาเอกสารหลักฐานเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่ควังจูนั้น มีภาพถ่ายพลเมืองติดอาวุธคนหนึ่ง ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษของเกาหลีเหนือ ที่เข้ามาปฏิบัติการปลุกระดมต่อต้านรัฐบาลในตอนนั้น ข้ออ้างที่ว่านี้ เป็นความพยายามที่จะย้อนกลับไปตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของขบวนการประชาชนที่ควังจู และก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความขุ่นเคืองเป็นอย่างมากต่อบรรดาญาติผู้วายชนม์ การพยายามแสวงหาข้อเท็จจริงในกรณีนี้จึงเกิดขึ้น ผ่านภาพยนตร์สารคดีที่ชื่อว่า Kim-Gun (2018) ซึ่งย้อนรอยสืบหาผู้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ในการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “คิมกุน” ชายหนุ่มที่ปรากฏอยู่ในภาพ และทวงคืนอำนาจชอบธรรมให้กลับมายังขบวนการประชาชนอีกครั้ง

ในที่นี้ ภาพสมมติที่ถูกสร้างขึ้นในโลกของภาพยนตร์นั้น ดำเนินไปพร้อมๆ กับภาพที่เกิดขึ้นในปริมณฑลของโลกความเป็นจริงอยู่เสมอ

เหตุการณ์สังหารหมู่ที่ควังจู และเหตุการณ์ของการใช้ความรุนแรงกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมืองในยุคสมัยของช็อนดูฮวัน เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการลุกฮือของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ในปี 1987 การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ได้เปิดโอกาสให้เกิดการชำระข้อเท็จจริงใหม่ เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนมีการนำผู้เกี่ยวข้องในการปราบปรามการชุมนุมที่ไร้มนุษยธรรมมาลงโทษ[21]

การแสวงหาความจริงในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตย การพยายามปกปิดบิดเบือนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน และการใช้อำนาจของรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมนั้น มีแต่จะสร้างบาดแผลและความบาดหมางให้กับคนในชาติ หนึ่งในหนทางของการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ดี ต้องเริ่มจากค่านิยมของการทำความจริงให้ปรากฎ หาใช่กระบวนการสร้างความปรองดองที่ปราศจากเสรีภาพ ความจริงใจ และข้อเท็จจริง

 

 

อ้างอิง

[1] Kuk Cho. 2007. “Transitional Justice in Korea: Legally Coping with Past Wrings after Democratization”Washington International Law Journal 16(3): 579-611.

[2] Waters, David. 1996. “Korean Constitutionalism and the Special Act to Prosecute Former Presidents Chun Doo-Hwan and Roh Tae-Woo” Columbia Journal of Asian Law 10(2): 461-490.

[3] Baik, Tae-Ung. 2013. “Fairness in Transitional Justice Initiatives: The Case of South Korea” Buffalo Human Rights Law Review 19: 169-191.

[4] "The significance of Chun Doo-hwan’s trialHankyoreh, April 28, 2020.

[5] “'Chun Doo-Hwan's Disgrace Statue', kneeling and hammering ahead of trialTeller Report, April 27, 2020.

[6] ดู พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. 2554. “การลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตย ณ เมืองกวางจู สาธารณรัฐเกาหลี ค.ศ. 1980 และการพิจารณาคดีการปราบปรามประชาชน”  ฟ้าเดียวกัน 9, 1 (ม.ค.-มี.ค. 2554): 174-184. และ งานแปลที่ชื่อว่า 18 พฤษภาคม การลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เมืองกวางจู โดย คณะกรรมการรวบรวมประวัติศาสตร์ของเมืองกวางจู 18 พฤษภาคม

[7]  "อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ เติบโตพร้อมกับการสร้างประชาธิปไตย” ใน The Matter, 24 พฤษภาคม 2563

[8] Shorrock, Tim. 1986. “The Struggle for Democracy in South Korea in the 1980s and the Rise of Anti-Americanism” Third World Quarterly 8(4): 1195-1218.

[9] 5.18 Archives. 2015. The May 18 Gwangju Democratic Uprising. Gwangju: Gwangju Metropolitan City Historiography Commission.

[10] สำหรับผู้สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม ที่ควังจู ดูเพิ่มเติมใน Shin Gi-Wook and Hwang Kyung Moon. 2003. Contentious Kwangju: The May 18 Uprising in Korea’s Past and Present. Lanham: Rowman & Littlefield Publishers. และ Lewis, Linda S. 2002. Laying Claim to the Memory of May: A Look Back at the 1980 Kwangju Uprising. Honolulu: University of Hawai'i Press.

[11] ดูเพิ่มเติมใน Morris, Mark. 2010. “The New Korean Cinema, Kwangju and the Art of Political Violence” The Asia-Pacific Journal 8(5): 1-21.

[12] Sohn, Donald. 1998. Chun Doo Hwan’s Manipulation of the Kwangju Popular Uprising. MA Thesis, Cornell University.

[13]  "Real-life heroes of “A Taxi Driver” pass away without having reunited” Hankyoreh, May.14,2018 และ “Taxi driver’s identity is confirmedKorea JoonAng Daily, September 6, 2017.

[14] “Two real-life heroes of movie ‘Taxi driver’ meet in 40 yearsThe Dong-A Ilbo, December. 25, 2018.

[15] ชื่อเหตุการณ์ “ปูริม” (Burim Case -- 부림) เป็นคำผสมระหว่างคำว่า “ปูซาน” (부산) และพยางค์ที่สองของคำว่า “ฮัคริม” (학림) ร้านกาแฟที่อยู่ในย่านแทฮัคโน (대학로) ในกรุงโซล ซึ่งนักเรียนสังคมศาสตร์และนักเคลื่อนไหวทางสังคมมักรวมตัวกัน และตำรวจเคยเข้าไปจับกุมตัวเมื่อปี 1980 กรณีปูริม จึงหมายถึงเหตุการณ์ที่มีลักษณะเดียวกัน หากแต่เกิดขึ้นที่ปูซาน (부산의 학림) นั่นเอง

[16] "‘Attorney’ a huge success, but blurs facts” , Korea JoonAng Daily, January 19, 2014

[17] "Better late than never for victims in the Burim CaseHankyoreh, Feb.14,2014

[18] Hanley, Paul. 2014. “Transitional Justice in South Korea: One Country’s Restless Search for Truth and Reconciliation”East Asia Law Review 9(2): 139-166.

[19] "Former police torture facility to be turned into human rights memorial hallKorea Times, December 26, 2018

[20] Han Sang-Joo. 1988. “South Korea in 1987: The Politics of Democratization” Asian Survey 28(1): 52-61.

[21] Gentilucci, Geoff. 2005. “Truth-telling and Accountability in Democratizing Nations: The Cases against Chile’s Augusto Pinochet and South Korea’s Chun Doo-Hwan and Roh Tae-Woo” Connecticut Public Interest Law Journal 5(1): 79-108.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...