โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ The Great Reset

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 มิ.ย. 2563 เวลา 17.14 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 17.14 น.
สันติธาร เสถียรไทย

การเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ The Great Reset

เมื่อวันที่ 4 นายสันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ภาคเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ผู้เขียนหนังสือ Futuration ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “สันติธาร เสถียรไทย – Dr Santitarn Sathirathai” ด้วยข้อความระบุว่า
“มหาวิกฤติเศรษฐกิจแห่งการล็อคดาวน์ (The Great Lockdown) ครั้งนี้อาจนำมาซึ่งการเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Reset)”

นี่คือข้อความแรกของการประชุมของกลุ่ม Chief Economist (ประธานทีมเศรษฐกิจ)โลกที่ World Economic Forum คัดเลือกมาไม่กี่คนจากองค์กรนานาชาติเช่น IMF OECD ADB และบริษัทเอกชนชั้นนำทั่วโลกเพื่อวาดภาพโลกอนาคตหลังโควิดและช่วยคิดว่าเราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ให้ดียิ่งกว่าเดิมได้อย่างไร

สำหรับผม The Great Reset ไม่ได้แปลว่าเราจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่จากศูนย์ใหม่ แต่มันแปลว่าวิกฤตินี้เปิดโอกาสให้เราหันมาตั้งคำถามสำคัญว่าเรากำลังทำสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร
พูดอีกอย่างก็คือโควิดจะเป็น “ทดสอบความจำเป็น”ครั้งยิ่งใหญ่

เราเริ่มเห็นการตั้งคำถามลักษณะนี้แล้วในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก ตั้งแต่เริ่มวิกฤต ด้วยข้อจำกัดที่มีมากขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ต้องรัดเข็มขัด และวิถีชีวิตเดิมถูกป่วนด้วยมาตราการเว้นระยะห่าง ผู้บริโภคคิดมากขึ้นว่าสิ่งที่เขาซื้อ-ใช้มันจำเป็นแค่ไหน ซื้อ/ทำสิ่งนี้เพื่ออะไร ต้องหาวิธีใหม่ในการจับจ่ายซื้อของ และมองหาคุณค่าแบบใหม่จากการบริโภค ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะเลิกทำสิ่งที่เคยแต่อาจค้นพบวิธีใหม่ในการได้จุดประสงค์เดิม

เมื่อโจทย์จากผู้บริโภคเปลี่ยน โควิดจึงเป็นบททดสอบความจำเป็นครั้งยิ่งใหญ่ให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ธุรกิจ ไปจนถึงประเทศ ซึ่งต้องมาคิดโจทย์ใหม่ และตั้งคำถามถึงจุดมุ่งหมายของธุรกิจเราคืออะไร
ธุรกิจต้องถาม – จุดมุ่งหมายของธุรกิจเราคืออะไร

เมื่อฝั่งผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามเหล่านี้ ธุรกิจก็ถูกบังคับให้ต้องถามตัวเองเช่นกันว่าธุรกิจเราจะไปต่อได้ไหม ต้องนั่งคิดใหม่ว่าเราอยากเป็นอะไรให้ลูกค้า พวกเขาคาดหวังอะไรจากเรา

เหตุผลหนึ่งที่นาย Satya Nadella ทำให้บริษัทMicrosoft ที่เคยตกต่ำตามคู่แข่งไม่ทันกลับกลายมายิ่งใหญ่ใหม่ได้นั้นก็เพราะในตอนที่เข้ามาเป็นCEOเขาเริ่มต้นใหม่จากการค้นหา “Soul” ซึ่งแปลได้คร่าวๆว่า จิตวิญญาณและจุดมุ่งหมายของบริษัทอีกครั้งโดยไม่ยึดอยู่กับผลิตภัณฑ์เก่าๆที่เคยทำมาเท่านั้น
ยกตัวอย่างสมมติว่าร้านกาแฟเหมือนกันอาจมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน บางเจ้าอาจต้องการขายกาแฟให้ถึงมือทุกคน บางร้านอาจเป็นสร้างสถานที่ให้คนได้มาพักผ่อนเอาบรรยาการ บางที่อาจเป็นการเสริมสร้างแฟนกาแฟพันธ์ุแท้ที่ชอบดื่มด่ำกับการชิมกาแฟหลากชนิดจากท้องถิ่น

การตอบข้อนี้มันจะเป็นตัวนำให้เราคิดได้ว่าเราจะตอบสนองจากความคาดหวังจากลูกค้าผ่านรูปแบบใหม่ๆได้อย่างไร

หากจุดมุ่งหมายคือให้กาแฟถึงมือทุกคนที่ต้องการอย่างง่ายและสะดวกการใช้เดลิเวรี่หรืออีคอมเมิร์ซอาจเป็นคำตอบ แต่หากต้องการเสริมสร้างคอกาแฟอาจต้องมีทำรายการไลฟ์สตรีมสอนวิธีเลือกเม็ดกาแฟแต่ละประเภทเสริม หากขายประสบการณ์ความเป็นโลคอลอาจต้องมีการพาเที่ยวให้ถึงที่ปลูกกาแฟเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น

การหาจุดมุ่งหมายของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดก่อนจะไปคิดต่อว่าเรามีสิ่งใดขาดสิ่งไหน ถึงจะตอบได้ว่าควรปรับธุรกิจ โครงสร้าง และ reskill ให้คนในองค์กรเราอย่างไร
ประเทศเผชิญทั้งโจทย์เชิงรับและเชิงรุก

ในระดับประเทศวิกฤติโควิดตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นครั้งใหญ่ในหลายมิติทั้งในเชิงรับและเชิงรุก
ในเชิงรับวิกฤตินี้ตอกย้ำให้ตระหนักถึงความจำเป็นของ 2 ระบบรองรับอนาคตที่ไม่แน่นอนอย่างเร่งด่วนมากยิ่งกว่าแต่ก่อน

หนึ่ง การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Life Long Learning เพื่อให้คนสามารถปรับและสร้างทักษะใหม่ๆได้เสมอเมื่อสภาพเศรษฐกิจและงานเปลี่ยน

สอง ตาข่ายรองรับคนล้ม (Social Safety Net)ที่คอยช่วยให้คนที่ตามขบวนรถไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ทันพออยู่ได้โดยไม่ลำบากเกินไป

ทั้งนี้ก็เพื่อรับมือกับการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ที่ไม่ได้มาจากแค่บริษัทต้องปิดกิจการหรือรัดเข็มขัดเท่านั้นแต่เป็นเพราะเกิด Skill Mismatch เมื่อธุรกิจต่างๆต้องหาบทบาทใหม่เบนเข็มธุรกิจใหม่เพื่ออยู่รอด
5C – พลังพิเศษของประเทศไทยอยู่ที่ไหน?

ในเชิงรุกมันเป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่จะถามตนเองว่าจุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่ไหน
ท่องเที่ยว? สาธารณสุข? อาหาร? หรือเกษตร?

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่คำตอบที่ผิดเพียงแต่อาจไม่ใช่คำถามที่ถูก
พวกนี้คือผลิตภัณฑ์และบริการที่เรากำลัง”ส่งออก”อยู่แต่เวลาแห่ง Great Reset นี้เราอาจต้องถอยมาอีกหนึ่งก้าวออกจากกรอบเดิมๆแล้วช่วยกัน”กลั่น”ออกมาว่า ”พลังพิเศษ”ของไทยคืออะไรในเวทีโลก เริ่มจาก”ลูกค้า”ว่าโลกต้องการอะไรจากเรา

แม้ยังไม่มีคำตอบสมบูรณ์แต่ในฐานะที่เป็นคนไทยที่อยู่ต่างประเทศมานานและได้พูดคุยกับคนที่ชอบประเทศไทยทั้งในมุมนักลงทุน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยวผมขอชวนมองว่า “พลังพิเศษ” ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น Soft Power แบบหนึ่งของประเทศไทยมีอย่างน้อย 5คำที่ขึ้นต้นด้วย “C” และเกือบทุกข้อถูกกระตุ้นด้วยโควิดให้ยิ่งเด่นชัด

1.Care การบริการดูแลทั้งทางด้านสุขภาพกายและใจ ที่มีทั้งด้าน health และ wellness ที่สำคัญล่าสุดยังสร้างชื่อในการควบคุมโควิด-19ได้ดีกว่าที่อื่นเพราะการสาธารณสุขที่เข้มแข็งและความมีเมตตาช่วยเหลือกันและกันในสังคม (หากไม่มีระลอกสองที่เอาไม่อยู่)

2.Culinary ครัวไทยที่มีทั้งรสชาติและ’ศิลปะ’เป็นที่รู้จักทั่วโลก ที่มีรากฐานอุตสาหกรรมอาหารและภาคการเกษตรด้วย

ทั้งส่วนใหญ่ยังเป็นอาหารปรุงสุกที่มาปรับให้เป็นอาหารสุขภาพอร่อยได้ง่ายเหมาะกับช่วงคนที่ยังกังวลเรื่องสุขภาพ

3.Creativity ความสร้างสรรค์ ทั้งในการคิดแก้ปัญหานอกกรอบ ทั้งในด้านศิลปะการดีไซน์ (เช่น ลองเอาทั้งเฟสชีลด์และหน้ากากผ้าไทยเทียบกับประเทศอื่นดูจะเห็นชัด!) และการเล่าเรื่อง (Story telling) ที่มีความสำคัญมากขึ้นในผู้บริโภครุ่นใหม่

4.Culture ศิลปะวัฒนธรรมหลากหลายที่สืบทอดกันมาแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคและเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติอยู่แล้ว รวมไปถึงกีฬา เช่น มวยไทยที่สามารถถ่ายทอดผ่านเป็นดิจิทัลคอนเทนท์ได้อย่างดี (ยกตัวอย่างใกล้ตัวที่เพื่อนผมติดอยู่บ้านที่สิงคโปร์นั่งดูบุพเพสันนิวาสแล้วก็ฝันหวานอยากไปเที่ยวเชียงใหม่ จนต้องสอนเขาว่ามันคนละภาคกัน!)
5.Corridor ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และจุดยืนในด้านการต่างประเทศที่เป็น”สะพานเชื่อม”เศรษฐกิจสำคัญโดยเฉพาะในยุคที่เอเชียกำลังผงาดและน่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าทางตะวันตกจากวิกฤติโควิด
ผมเชื่อว่าทั้ง 5 C เป็น พลังพิเศษของไทยที่สอดแทรกเข้าไปได้ในทุกสิ่งที่เราส่งออกทั้งผลิตภัณฑ์และการบริการที่เราทำอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือการลากเส้นต่อแต่ละจุดเชื่อมโยงกันเพื่อสร้าง”ธีม”หรือ “สตอรี่”เพื่อให้มีพลังและเพิ่มมูลค่า

ตัวอย่างเช่น เราพูดถึง Culinary อาจไม่ได้แปลว่าต้องส่งออกอาหารหรือเกษตรเท่านั้น แต่สามารถโยงไปเรื่อง Heath & Wellness ในเชิงอาหารสุขภาพ ท่องเที่ยวโลคอลตามหาอาหารและวัตถุดิบจากท้องถิ่น การส่งออกคอนเทนท์หนัง/สารคดีฟีเจอร์อาหารไทย เป็นต้น

นอกจากนี้เราอาจเอาพลังพิเศษบางข้อมาร้อยเรียงประสานกันสร้างธีมใหม่ๆให้”แบรนด์ประเทศไทย”
ยกตัวอย่าง หากเราเอาจุดแข็งที่เป็นประเทศที่น่ามาเที่ยวและมีความน่าเชื่อถือด้านสาธารณสุขสูง (Care) และการที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ล้อมด้วยเศร้าสำคัญ (Corridor) มารวมกันบวกกับการที่คนอาจไม่ต้องทำงานในออฟฟิศตลอดเวลาอีกต่อไป มาสร้างธีม “Work from Thailand” ดึงให้คนเก่งทั่วภูมิภาคมาใช้เวลากึ่งเที่ยวกึ่งทำงานในประเทศไทย มาอยู่ทีละนานๆทำให้รายจ่ายต่อหัวสูง แถมต่อไปคุ้นเคยไม่แน่อาจย้ายมาอยู่ถาวรเป็นมันสมองช่วยถ่ายทอดความรู้เปิดมุมมองใหม่ให้คนไทยไปด้วย

หากทำสำเร็จจะเปลี่ยนลูกค้าและนักท่องเที่ยวกลายเป็น”แฟนคลับ”ของประเทศไทยที่เหนียวแน่นช่วยกระจายแบรนด์ประเทศไทยไปให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแต่เป็นเพียงการชวนคิดโดยใช้”โอกาส”จากการเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่นี้มาค้นหาตัวเอง ปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง โดยไม่ยึดกรอบเก่าๆ
อย่าให้วิกฤตินี้ผ่านไปอย่างไร้ความหมายเลยครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...