โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวมหนังตีแผ่การเหยียดสีผิว #BlackLivesMatter ที่ดูแล้วจะเข้าใจและเสียน้ำตาให้ “คนผิวดำ”

BT Beartai

อัพเดต 08 มิ.ย. 2563 เวลา 02.37 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2563 เวลา 14.01 น.
รวมหนังตีแผ่การเหยียดสีผิว #BlackLivesMatter ที่ดูแล้วจะเข้าใจและเสียน้ำตาให้ “คนผิวดำ”

ท่ามกลางกระแส #BlackLivesMatter ที่เป็นความขัดแย้งระลอกใหม่ของอเมริกันชนฝั่งคนผิวขาว และฝั่งคนแอฟริกัน-อเมริกันหรือคนผิวดำ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเสียชีวิตของ George Floyd พลเมืองผิวดำที่ถูกตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุมอย่างเกินสมควรจนเสียชีวิต เหตุการณ์ความขัดแย้งของคนต่างสีผิวและต่างเชื้อชาติอยู่คู่กับประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ยุคสงครามกลางเมือง (ปี 1861-1865) หรือที่รู้จักกันในนามสงครามที่นำไปสู่การเลิกทาสโดยผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ คนหนึ่งชื่อ Abraham Lincoln

แต่นับตั้งแต่นั้นมาร้อยกว่าปี มนุษย์ก็ดูจะไม่ได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของความสูญเสีย และยังเดินซ้ำรอยเดิมในการแบ่งพรรคพวกเข้าห้ำหั่นกันจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเหตุการณ์การปะทะกันมากมายของสองกลุ่มชนก็กลายมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างหนังคุณภาพ (ส่วนใหญ่แล้วสร้างจากเรื่องจริง) ที่ถ้านับดูตามลิสต์ของหนังตีแผ่การเหยียดสีผิวที่จะแนะนำนี้ก็มีหนังที่ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของเวทีออสการ์ถึง 5 เรื่อง (Green Book, Moonlight, 12 Years a Slave, Crash และ Driving Miss Daisy) รวมถึงได้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกเพียบ มีเรื่องอะไรบ้างที่อยากให้ชมเพื่อเข้ากับสถานการณ์ไปไล่ดูกันเลย

GREEN BOOK (2018)

สองคู่หูต่างขั้วที่จับผลัดจับผลูตระเวนเดินทางไปทั่วตอนใต้ของอเมริกาด้วยกัน “โทนี่ ลิป” ขาใหญ่เชื้อสายอิตาเลียน-อเมริกันจากย่านบรองซ์ในนิวยอร์ก ต้องมาเป็นคนขับรถให้ “ดอน เชอร์ลีย์” นักเปียโนคลาสสิคผิวสีระดับโลก ระหว่างที่เขาออกเดินสายแสดงดนตรี สิ่งเดียวที่นำทางทั้งคู่คือ “สมุดปกเขียว” ที่บอกสถานที่ที่เป็นมิตรกับคนผิวดำ พวกเขาต้องฝ่าทั้งกำแพงแห่งสีผิว ภัยอันตรายต่าง ๆ เช่นเดียวกับน้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ในการเดินทางครั้งสำคัญ

หนังสร้างจากเรื่องจริงของอเมริกาในช่วงยุค 1930-1960 ที่คนผิวสีต้องพกหนังสือชื่อ “The Negro Motorist Green Book”  ที่พิมพ์มาเป็นไกด์แนะนำว่า มีร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ใดที่ยินดีต้อนรับคนผิวสีบ้าง เพราะยุคนั้นถ้าหลงเข้าไปที่ที่มีการเหยียดรุนแรงก็อาจทำให้เสี่ยงชีวิตเลยก็ได้ (อ่านรีวิวฉบับเต็มเรื่องนี้ของ WTF)

Green Book (2018)
  • นักแสดง: Viggo Mortensen, Mahershala Ali, Linda Cardellini, Sebastian Maniscalco, Dimiter D. Marinov
  • ผู้กำกับ: Peter Farrelly (Shallow Hal. Dumb and Dumber, Me, Myself & Irene)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 23 / 327 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score:78%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 2 สาขารางวัลออสการ์ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม)

BLACKkKLANSMAN (2018)

หนังสร้างจากเรื่องเหลือเชื่อจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงของตำรวจนักสืบแอฟริกัน-อเมริกัน “รอน สตอลล์เวิร์ธ” กับตำรวจยิวคู่หู “ฟลิป ซิมเมอร์แมน” ที่อิงจากบันทึกของสตอลล์เวิร์ธเอง ชื่อ “Black Klansman” ว่าด้วยเรื่องราวของตำรวจแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกแห่งกรมตำรวจโคโลราโดสปริงในต้นยุค 70s ที่บังเอิญพบโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ชวนผู้คนมาสมัครเป็นสมาชิกของกลุ่ม “คูคลักซ์แคลน” (กลุ่มชาตินิยมผิวขาวที่ต่อต้านคนผิวดำอย่างสุดโต่ง) ประจำท้องถิ่น

ขณะที่โทรศัพท์เข้าไปพูดคุย สตอลล์เวิร์ธอ้างตัวเป็นคนผิวขาวเพื่อสอบถามจนได้ความเชื่อใจจาก “เดวิด ดุ๊ค” ผู้เป็นหัวหน้าของคูคลักซ์แคลน เขาจึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนตำรวจผิวขาว อย่างซิมเมอร์แมน ให้ปลอมตัวเป็นเขาเพื่อเข้าไปสืบแผนการของขบวนการนี้ที่พวกเขาพบว่ากำลังวางแผนจะก่อการร้ายขึ้นมา

BlacKkKlansman (2018)
  • นักแสดง: Adam Driver, John David Washington, Alec Baldwin, Topher Grace, Laura Harrier)
  • ผู้กำกับ: Spike Lee (Inside Man, Malcolm X, Summer of Sam)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 15 / 93 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score:96%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 1 สาขารางวัลออสการ์ (บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม) และเข้าชิงอีก 5 สาขารางวัล (รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Adam Driver))

IF BEALE STREET COULD TALK (2018)

สร้างมาจากนิยายของ James Baldwin นักเขียนชั้นครูผู้ล่วงลับ เล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวผิวสีคู่หนึ่งในย่านฮาร์เล็มของนิวยอร์กช่วงยุค 1970s ซึ่งต้องเจออุปสรรคการกดขี่เหยียดผิวที่รุนแรงหนักหน่วงในสังคมอเมริกัน ความรักทรหดของ “ทริช” หญิงสาวผิวดำวัยเพียง 19 ปี ที่ไปตกหลุมรัก “ฟอนนี” นักปฏิมากรหนุ่มวัย 22 ฟอนนีถูกกล่าวหาในคดีอาชญากรรมที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อ และถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ขณะที่ทริชเพิ่งตั้งครรภ์

เธอพยายามต่อสู้เพื่อให้ฟอนนีได้ออกมาอยู่พร้อมหน้าสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่อุปสรรคเรื่องเงินและการต่อต้านจากแม่สามีที่มีฐานะร่ำรวยกว่าเธอมาก ก็เป็นโจทย์สำคัญที่พวกเขาทั้งคู่จะต้องผ่านไปให้ได้ คนดูจะตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ 10 นาทีแรก หนังเซตฉากและคอสตูมนิวยอร์กในยุค 70 ออกมาได้สมจริง (อ่านรีวีวฉบับเต็มเรื่องนี้ของ WTF)

If Beale Street Could Talk (2018)
  • นักแสดง: Stephen James, Kiki Layne, Regina King, Teyonah Parris, Colman Domingo
  • ผู้กำกับ: Barry Jenkins (Moonlight , Medicine for Melancholy)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 12 / 20 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score:95%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 1 สาขารางวัลออสการ์ (นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Regina King) และเข้าชิงอีก 2 สาขารางวัล (เพลงประกอบยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดดัดแปลงยอดเยี่ยม)

GET OUT (2017)

“คริส” และ “โรส” คู่รักต่างสีผิวที่กำลังรักกันดูดดื่ม แล้วโรสก็ต้องการพาคริสไปรู้จักกับพ่อแม่ในวันสุดสัปดาห์ คริสรู้สึกประหม่าเพราะโรสไม่ได้บอกว่า เขาเป็นคนแอฟริกัน-อเมริกัน แต่สุดท้ายคริสก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพ่อแม่ และเจเรมี น้องชาย แต่คริสเริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับจอร์จีนา และวอลเตอร์ คนรับใช้ที่มองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ และมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย

ยิ่งพอเข้าวันที่ 2 ที่เป็นเทศกาลรวมญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของครอบครัวอาร์มิเทจ คริสก็ได้พบกับ “แอนดรูว์” คนผิวดำคนแรกในหมู่บ้านนี้ แต่แล้วเขาก็ได้พบกับปฎิกิริยาชวนช็อก จนคริสรู้สึกว่าเขาอยู่ที่บ้านหลังนี้ต่อไม่ได้แล้ว แต่คริสจะหาทางออกไปได้หรือไม่ ผู้กำกับ Peele เพิ่งกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก็เข้าชิงออสการ์ เขาดูจะไปได้ดีกับงานหนังสยองขวัญ เพราะก็เปรี้ยงกับ Us (2019) อีกเรื่อง (อ่านรีวิวฉบับเต็มเรื่องนี้ของ WTF)

Get Out (2017)
  • นักแสดง: Daniel Kaluuya, Allison Williams, Catherine Keener, Bradley Whitford, Caleb Landry Jones
  • ผู้กำกับ: Jordan Peele (Us)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 4 / 255 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score:98%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 1 สาขารางวัลออสการ์ (บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม) และเข้าชิงอีก 3 สาขารางวัล (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Daniel Kaluuya) และผู้กำกับยอดเยี่ยม)

MUDBOUND (2017)

เรื่องเริ่มต้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้เกณฑ์ประชาชนเข้าร่วมรบในสงคราม “เฮนรี” พี่ชายคนโตของบ้าน ได้พา “แพปปี้” กับ “ลอร่า” พ่อและภรรยาของเขา รวมถึงลูก ๆ ย้ายไปอยู่ในชนบท โดยมีครอบครัวของ “แฮป” กับ “ฟลอเรนซ์” และลูก ๆ เป็นผู้เช่าที่ในสวนของเขาติดไปด้วย หลังสงครามโลกจบลง ทางการก็ได้ส่ง “รอนเซล” ลูกชายของแฮป และ “เจมี” น้องชายของเฮนรีกลับบ้าน หลังจากทั้งสองกลับมา

รอนเซลและเจมีก็ได้พบกันและสนิทกันเนื่องจากมีประสบการณ์จากสงครามคล้ายๆ กัน แต่คนรอบข้างดูจะไม่เห็นด้วยกับมิตรภาพนี้ระหว่างคนขาวกับคนดำนี้ ในยุคที่การเหยียดผิวรุนแรง โดยเฉพาะแพปปี้ พ่อของเจมีที่มีแนวความคิดเหยียดสีผิวรุนแรง หนังพาผู้ชมย้อนเวลากลับไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1941 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี โดยเล่าได้อย่างสมจริง

Mudbound (2017)
  • นักแสดง: Garrett Hedlund, Carey Mulligan, Jason Clarke, Jonathan Banks, Kelvin Harrison Jr., Mary J. Blige)
  • ผู้กำกับ: Dee Rees (The Last Thing He Wanted, Pariah)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: สตรีมมิงทาง Netflix จึงไม่มีการบันทึกไว้
  • Rotten Tomatoes Score:97%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: เข้าชิง 4 สาขารางวัลออสการ์ (สมทบยอดเยี่ยม (Mary J. Blige), บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม)

MARSHALL (2017)

เรื่องราวชีวประวัติของนักกฎหมายหนุ่มแอฟริกัน-อเมริกันคนดัง “เธอกูด มาร์แชล” (Thurgood Marshall) ที่ในเวลาต่อมาเขาได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดในสหรัฐฯ หนังเปิดเผยเรื่องของเธอกูด มาร์แชล ในยุคสมัยที่สหรัฐฯ ยังคงแบ่งแยกผิวสีอย่างชัดเจน เขาต้องร่วมมือกับ “แซม ฟรีดแมน” นักกฎหมายหนุ่มผิวขาวไร้ประสบการณ์ในการสู้คดีอาชญากรรมของคนผิวดำที่เป็นลูกจ้างคนขับรถที่ทำหน้าที่ขับรถให้กับนายจ้างสาวผิวขาว “เอเลนอร์ สตรับบิง”  ที่เธอกล่าวหาเขาว่า ลูกจ้างผิวดำได้ก่อคดีฆ่าข่มขืนนายจ้างของตัวเอง

Marshall (2017)
  • นักแสดง: Chadwick Boseman, Josh Gad, Kate Hudson, Dan Stevens, James Cromwell
  • ผู้กำกับ: Reginald Hudlin (The Ladies Man, The Great White Hype)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 12 / 10 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 80%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: เข้าชิง 1 สาขารางวัลออสการ์ (เพลงประกอบยอดเยี่ยม “Stand Up for Something” โดย Common และ Diane Warren)

MOONLIGHT (2016)

พ่วงมาถึงสองสถานะที่ถือเป็นพลเมืองชั้นสองมาตลอดของสังคมอเมริกัน หนึ่งคือการเป็นคนผิวดำ สองคือการเป็นเกย์ MoonLight เป็นงานหนังของสตูดิโอ A 24 จับมือกับ Plan B Entertainment ของ Brad Pitt ที่เคยสร้างหนังตีแผ่ทาสผิวดำ12 Years a Slave (2013) จนได้ออสการ์มาแล้ว หนังพูดถึงเรื่องราวชีวิตของ “ไชรอน”’ เกย์ผิวดำผ่าน 3 ช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่วัยเด็ก, วัยรุ่น ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมเลวร้ายในย่านเสื่อมโทรมของไมอามี ไม่ว่าจะถูกเพื่อนคอยรังแก เย้ยหยัน ความรักความอบอุ่นที่เขาไม่เคยได้รับจากผู้เป็นแม่ ที่ติดยาอย่างหนัก สั่งสมหล่อหลอมให้เขากลายเป็นเด็กที่แบกรับความรู้สึกรันทดทุกอย่างเอาไว้คนเดียว (อ่านรีวิวฉบับเต็มเรื่องนี้ของ WTF)

Moonlight (2016)
  • นักแสดง: Mahershala Ali, Naomie Harris, Janelle Monáe, Duan Sanderson, Alex R. Hibbert
  • ผู้กำกับ: Barry Jenkins (If Beale Street Could Talk, Medicine for Melancholy)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 4 / 65 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 98%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 3 สาขารางวัลออสการ์ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Mahershala Ali), บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม) และเข้าชิงอีก 5 สาขารางวัลออสการ์ (รวมสาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)

HIDDEN FIGURES (2016)

สร้างจากเรื่องจริง เมื่อหญิงสาวผิวดำผู้ด้อยชั้นกว่าทั้งเพศและเผ่าพันธุ์เจิดจรัสท่ามกลางทศวรรษ 1960s ที่การเหยียดสีผิวรุนแรงที่สุด ตัวละครหลักทั้ง 3 คนเป็นนักคณิตกรผู้คำนวณสูตรให้จรวดอวกาศของสหรัฐอเมริกาเดินทางรอบโลกได้ทัดเทียมกับของสหภาพโซเวียต ในห้วงเวลาแห่งการบุกเบิกอาณาจักรอวกาศของมนุษยชาติ พวกเธอต้องใช้วิริยะอุตสาหะหลายเท่าตัวมากกว่าชายผิวขาว เพื่อจะพิสูจน์ความสามารถให้องค์การนาซ่ายอมรับในฝีมือ

หนังกลายเป็นความสำเร็จทางรายได้และเวทีรางวัล เพราะหนังก็สะท้อนให้เห็นถึงการเหยียดคนผิวดำที่พ่วงความเป็นสตรีเพศเข้าไปอีกได้อย่างสมจริง อย่างเช่น ฉากที่พวกเธอต้องวิ่งออกไปเข้าห้องน้ำของคนผิวดำที่ตั้งอยู่นอกตัวอาคารขององค์การนาซ่า เพราะในยุคนั้นคนผิวขาวยังไม่ยอมรวมใช้ห้องน้ำเดียวกันกับคนผิวดำ (อ่านรีวิวฉบับเต็มเรื่องนี้ของ WTF)

Hidden Figures (2016)
  • นักแสดง: Taraji P. Henson, Octavia Spencer, Janelle Monáe, Kevin Costner, Mahershala Ali, Kirsten Dunst
  • ผู้กำกับ: Theodore Melfi (St. Vincent)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 25 / 235 ล้านเหรีญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 92%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: เข้าชิง 3 สาขารางวัลออสการ์ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และบทภาพยตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม)

FREE STATE OF JONES (2016)

ในยุคสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1862-1876 นายทหารฝ่ายใต้ “นิวตัน ไนท์” เบื่อหน่ายสงครามที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเพียงพราะผลประโยชน์ของคนรวยและผู้มีอำนาจที่อาศัยการเหยียดสีผิวเป็นเครื่องมือ เขาซึ่งถูกหมายหัวจากการหนีทหารได้รวมสมัครพักพวกทั้งคนผิวดำและผิวขาวเพื่อต่อกรกับความยุติธรรมในการอยู่ร่วมกันของทุกสีผิวตลอดช่วงเวลาชีวิตที่เหลือของเขา

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือ การนำเสนอเหตุการณ์หลังการเลิกทาสของ Abraham Lincoln ในปี 1863 ที่แม้คนผิวสีจะได้ถือว่าเป็นผู้มีอิสระเสรีในการดำรงชีพ แต่ก็มีความพยายามจากผู้ทรงอำนาจในฝ่ายใต้ที่พยายามกดขี่คนเหล่านี้อยู่เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการเลือกตั้ง การออกกฎหมายใช้แรงงานเด็ก ต่อเนื่องมาจน 85 ปีให้หลังทายาทของ “นิวตัน ไนท์” ซึ่งเกิดจากเมียผิวดำ ยังคงถูกศาลตัดสินให้มีความผิดที่แต่งงานกับคนผิวขาว

Free State of Jones (2016)
  • นักแสดง: Matthew McConaughey, Mahershala Ali, Keri Russell, Gugu Mbatha-Raw)
  • ผู้กำกับ: Gary Ross (The Hunger Games, Ocean’s 8, Seabiscuit, Pleasantville)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก:50 / 25 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 47%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ไม่เข้าชิงรางวัลออสการ์

STRAIGHT OUTTA COMPTON (2015)

หนังเล่าเรื่องราวจุดกำเนิดของวงฮิปฮอประดับตำนาน “N.W.A.” ย้อนเวลากลับไปในปี 1987 ที่ชายหนุ่ม 5 คน ได้ผสานบทกวีสะท้อนความจริงเข้ากับจังหวะฮาร์ดคอร์ บวกกับความรู้สึกกดดันและความโกรธในการใช้ชีวิตในสถานที่ที่อันตรายที่สุดในสหรัฐอเมริกา ออกมาเป็นบทเพลงที่ทรงพลัง และแม้จะถูกต่อต้านจากอำนาจรัฐก็ตาม หนังสร้างจากเรื่องราวจริงที่หนึ่งในศิลปินของวงนี้ก็คือ Ice Cube ที่ต่อมาก็เป็นนักแสดงแอฟริกัน-อเมริกันที่ได้เล่นหนังฟอร์มใหญ่และหนังตลกยุคต้น 2000s อยู่หลายเรื่อง

เหตุการณ์ในหนังนี้มีผู้เปรียบเทียบว่าคล้ายกับสถานการณ์ในประเทศไทย ตอนที่มีวง Rap Against Dictatorship ปล่อยเพลง “ประเทศกูมี” ที่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลออกมาในช่วงปี 2018 (พ.ศ. 2561) แล้วถูกโจมตีจากฝั่งรัฐบาลแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นศิลปินเท่านั้น

Straight Outta Compton (2015)
  • นักแสดง: O’Shea Jackson Jr., Corey Hawkins, Jason Mitchell, Neil Brown Jr., Paul Giamatti
  • ผู้กำกับ: F. Gary Gray (The Fate of the Furious (Fast 8), Law Abiding Citizen, The Negotiator)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 28 / 201 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 88%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: เข้าชิง 1 สาขารางวัลออสการ์ (บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม)

SELMA (2014)

หนึ่งตัวละครสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนแอฟริกัน-อเมริกันก็คือ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร ์(Dr. Martin Luther King Jr.) ที่หนังเรื่องนี้หยิบเรื่องเขามาเล่าอย่างสมจริงและเห็นภาพมากที่สุด ดร. ลูเทอร์ คิง นำการเดินเพื่อเรียกร้องสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งของคนผิวดำ เป็นเวลาสามอาทิตย์ในปี 1965 เริ่มจากเมือง Selma ไปยังเมือง Montgomery ในรัฐอลาบาม่า เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี Lydon B. Johson ลงนามในร่างกฎหมาย ให้คนผิวดำได้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง การเดินเท้าครั้งนี้พี่น้องของเขาต่างตบเท้าเข้าร่วมทั้งสิ้น

หนังเรื่องนี้ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะได้รับทุนสร้าง โดยผู้ผลักดันสำคัญที่กลายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างของหนัง ก็คือ พิธีกรชื่อดัง Oprah Windfrey และนักแสดง Brad Pitt ที่สร้างหนังตีแผ่การเหยียดสีผิวมาหลายเรื่อง

  • นักแสดง: David Oyelowo, Tessa Thompson, Oprah Winfrey, Martin Sheen, Tim Roth, Tom Wilkinson, Jeremy Strong, Common
  • ผู้กำกับ: Ava DuVernay (A Wrinkle in Time, Middle of Nowhere, I Will Follow)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 20 / 66 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 99%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 1 สาขารางวัลออสการ ์ (เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “Glory” โดย John Legend และ Common) และเข้าชิง 1 สาขารางวัลออสการ์ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม))

DJANGO UNCHAINED (2012)

หนังการเอาคืนของคนผิวดำ (ที่มีคนผิวขาวคอยช่วย) สุดมันและบ้าระห่ำ การันตีโดยผู้กำกับสุดแนว Quentin Tarantino เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวของ “หมอสคูลท์ซ (” ที่ผันตัวมาเป็นนักล่าเงินรางวัลค่าหัว และต้องการล่าพี่น้องบริทเทิลไปเอาเงินรางวัล แต่พี่น้องคู่นี้เป็นลูกสมุนอยู่ในไร่ของตัวร้ายฉกาจอย่าง “แคลวิน แคนดี” (Leonardo DiCaprio รับบทไว้อย่างแสบทรวงมาก ๆ ) หมอสคูลท์ซ (จึงต้องหาผู้ช่วย เขาจึงได้ไปช่วย “จังโก้”จากการถูกจับไปค้าทาส เพื่อออกเดินทางไปกับเขาในภารกิจครั้งนี้ โดยรับปากจะช่วยภรรยาของจังโก้ที่กลายเป็นทาสและถูกทรมานอยู่ในไร่ของแคนดีด้วย หนังยังมีแง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวละครพ่อบ้านของแคนดีอย่าง “สตีเฟ่น” รับบทไว้โดย Samuel L. Jackson ที่แม้ตัวจะเป็นคนผิวดำ แต่ก็รับใช้คนผิวขาวแบบถวายชีวิตชนิดที่ยอมทำร้ายชีวิตคนผิวดำด้วยกันเองซะงั้น

Django Unchained (2012)
  • นักแสดง: Jamie Foxx, Christoph Waltz, Leonardo DiCaprio, Samuel L. Jackson, Kerry Washington
  • ผู้กำกับ: Quentin Tarantino (Pulp Fiction, Once Upon a Time…in Hollywood, Kill Bill)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 100 / 425 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 87%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 2 สาขารางวัลออสการ์ (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Christoph Waltz) และ บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม) และเข้าชิงอีก 3 สาขา (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม และตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม)

12 YEARS A SLAVE (2013)

สร้างจากเรื่องจริงของ “โซโลมอน นอร์ทธัพ” ชายผิวดำที่เป็นไทอยู่ในเมืองนิวยอร์ก แต่โชคร้ายถูกลักพาตัวไปขายเป็นทาสอยู่ที่ทางใต้ของสหรัฐอเมริกาในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง นอร์ทธัพต้องกลายเป็นทาสอยู่ถึง 12 ปี ได้รับใช้นายทาสหลายคนที่มีทั้งใจดีและโหดร้าย และต้องปกปิดฐานะแท้จริงของตัวเองเพราะกลัวจะถูกฆ่า จนในที่สุดก็ได้รับการช่วยเหลือ หลังจากหาทางส่งจดหมายไปหาภรรยาที่เมืองนิวยอร์กให้มายืนยันตัวเขาได้สำเร็จ หนังสร้างโดย Plan B Entertainment ของ Brad Pitt ที่ยังคงชอบสร้างหนังประเด็นตีแผ่การเหยียดสีผิวอยู่หลายเรื่อง และเรื่องนี้เขาก็มานำแสดงในบทรับเชิญของเรื่องด้วย

12 Years a Slave (2013)
  • นักแสดง: Chiwetel Ejiofor, Brad Pitt, Michael Fassbender, Benedict Cumberbatch, Lupita Nyong’o, Paul Dano, Sarah Paulson
  • ผู้กำกับ: Steve McQueen (Widows, Shame, Hunger)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 20 / 187 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 95%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 3 สาขารางวัลออสการ์ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Lupita Nyong’o) และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) และเข้าชิงอีก 6 สาขารางวัล (รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Chiwetel Ejiofor) และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Michael Fassbender))

FRUITVALE STATION (2013)

การเผชิญหน้ากับคู่อริระหว่างทางไปฉลองวันปีใหม่ ทำให้ “ออสการ์ แกรนต์” หนุ่มแอฟริกัน-อเมริกันวัย 22 ปี ต้องมีส่วนร่วมในเหตุวิวาทบนรถไฟ แต่การขัดขืนการจับกุมของตำรวจทำให้เขาถูกยิงจนเสียชีวิต ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้พกอาวุธหรือมีประวัติอาชญากรรม นอกจากจะสร้างจากเหตุการณ์จริงแล้ว ในช่วงที่หนังออกฉายยังเป็นช่วงที่มีการพิจารณาคดีการฆาตกรรม Trayvon Martin เด็กหนุ่มผิวสีวัย 16 ปี ที่ถูก George Zimmerman อาสาสมัครระวังภัยชุมชนในรัฐฟลอริดายิงเสียชีวิต เพียงเพราะเด็กหนุ่มดูไม่น่าไว้วางใจจากการใส่ฮูดปิดบังใบหน้าขณะเดินตามถนนในยามวิกาล ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็ย้อนกลับมาซ้ำรอยเดิมกันอีกครั้งแทบไม่ผิดเพี้ยนกับกรณีการเสียชีวิตของ George Floyd ในยามนี้

หนังแจ้งเกิดคู่หูผู้กำกับ Ryan Coogler และ Michael B. Jordan ให้ได้ทำหนังร่วมกันมาอีกหลายเรื่องจนถึง Black Panther (2017) ที่เป็นการประกาศความสำเร็จในฐานะที่เป็นหนังฮีโรมาร์เวลของคนผิวดำที่ทำรายได้ชนะหนังแยกเดี่ยวตัวละครทุกเรื่องของมาร์เวล (ในจำนวน 23 เรื่องของ MCU รายได้ในสหรัฐฯ เป็นรองแค่ Avengers: Endgame (2019) แค่เรื่องเดียว ล่าสุด Michael B. Jordan ก็ได้ออกมาร่วมประท้วง #BlackLivesMatter แล้วด้วย

Fruitvale Station (2013)
  • นักแสดง: Michael B. Jordan, Octavia Spencer, Melonie Diaz, Kevin Durand, Chad Michael Murray)
  • ผู้กำกับ: Ryan Coogler (Black Panther, Creed, Creed II)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 900,000 เหรียญฯ / 17 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score:94%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ไม่เข้าชิงรางวัลออสการ์

THE BUTLER (2013)

หนังดัดแปลงจากบทความของ Washington Post เรื่อง“A Butler Well Served By This Election” ว่าด้วยเรื่องจริงของ “ซีซิล เกนส์” ชายหนุ่มที่เริ่มทำงานในทำเนียบขาวปี 1952 ในตำแหน่งคนเสิร์ฟอาหาร ในยุคสมัยที่คนผิวดำยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องน้ำสาธารณะที่รัฐเวอร์จิเนียบ้านเกิดของเขา แล้วต่อมาเขาก็ได้มีโอกาสรับใช้ประธานาธิบดีสหรัฐถึง 8 คน ตลอดช่วงเวลา 30 ปี (มีนักแสดงชั้นนำมารับบทประธานาธิบดีสหรัฐฯ กันหลายคน) ได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมและการเมืองของสหรัฐ ตลอดช่วงเวลาเหล่านั้น ตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม การรณรงค์เรียกร้องสิทธิพลเมือง รวมถึงการลอบสังหาร Dr. Martin Luther King Jr., John F. Kennedy และ Robert Kennedy หนังได้แรงบันดาลใจจากชีวิตของ Eugene Allen พ่อบ้านทำเนียบขาวตัวจริง

The Butler (2013)
  • นักแสดง: Forest Whitaker, Robin Williams, Jane Fonda, Alan Rickman, John Cusack, Kames Marsden, Liev Schreiber, Vanessa Redgrave, Cuba Gooding Jr.)
  • ผู้กำกับ: Lee Daniels (Precious, The Paperboy, Shadowboxer)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 30 / 177 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 72%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ไม่เข้าชิงรางวัลออสการ์

THE HELP (2011)

ดัดแปลงมาจากนวนิยายของ Kathryn Stockett ที่แต่งขึ้นในปี 2009 เป็นเรื่องราวของสาวใช้กับคนผิวขาวในช่วงยุค 1960s  Viola Davis รับบทเป็น “ไอบีลีน คลาร์ก” แม่บ้านชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่ทำงานให้ครอบครัวไฮโซผิวขาว ซึ่งเธอกับบรรดาเพื่อนคนผิวดำที่ทำอาชีพเดียวกันต้องเผชิญกับความอยุติธรรมจากนายจ้างผิวขาวต่าง ๆ นานๆ แล้วได้หาทางตอบโต้กลับในตอนท้าย

แก่นของเรื่องพยายามนำเสนอการเรียกร้องสิทธิของทั้งคนแอฟริกัน-อเมริกันและผู้หญิงในเวลาเดียวกัน และยังสะท้อนภาพของสังคมในยุคนั้นอย่างออกมาได้อย่างสมจริง หนังมีความบันเทิงต่อช่วงเวลาเอาคืนของพวกเธอในตอนท้าย แต่นั่นก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ Viola Davis หนึ่งในนักแสดงพอใจ และออกมาบอกว่า ผิดหวังที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนแง่มุมของผู้หญิงผิวดำมากเท่าที่ควร

The Help (2011)
  • นักแสดง: Emma Stone, Viola Davis, Bryce Dallas Howard, Octavia Spencer, Jessica Chastain
  • ผู้กำกับ: Tate Taylor (The Girl on the Train, Get on Up, Ma)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 25 / 216 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 76%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 1 สาขารางวัลออสการ์ (นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Octavia Spencer)) และเข้าชิงอีก 3 สาขารางวัล (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Viola Davis) และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Jessica Chastain)

CRASH (2004)

หนังหลายชีวิตเล่าถึงผู้คนที่มีชาติพันธุ์ สีผิว ฐานะ และหน้าที่การงานแตกต่างกันออกไป แต่ด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้พวกเรื่องราวของพวกเขามาบรรจบกันโดยหนังแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 8 กลุ่ม คือ คู่ตำรวจสามี-ภรรยา, ตำรวจคู่หู, ช่างซ่อมกุญแจ, ชายเจ้าของร้านขายของ, คู่สามี-ภรรยา ซึ่งสามีเป็นอัยการ, คู่สามี-ภรรยา ซึ่งสามีเป็นคนผิวดำ และโจรปล้นรถซึ่งเป็นคนผิวดำ ช่วงต้นเรื่องหนังเล่าให้เห็นถึงการเหยียดหยามกันของคนผิวขาวและผิวดำ

ก่อนที่ต่อมาหนังทำให้ได้รู้ว่า แท้จริงแล้วปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องการเหยียดสีผิว หนังเปรียบเทียบได้เหมือนกับการชนกันของรถ (Crash) ที่เรื่องราวของคนต่าง ๆ ประเดประดังมาชนกันในท้ายที่สุด บนเวทีออสการ์ในปีนั้น หนังกลายเป็นม้ามืดที่เอาชนะหนัง Brokeback Mountain (2004) หนังเกย์ของผู้กำกับ Ang Lee จนมีคนพูดกันว่า กรรมการออสการ์ในตอนนั้นยังยอมรับหนังคนผิวดำมากกว่าหนังเกย์ (สุดท้ายหนังคนทั้งสองประเภทอย่าง Moonlight ก็มาคว้าออสการ์ไปได้

Crash (2004)
  • นักแสดง: Thandie Newton, Sandra Bullock, Brendan Fraser, Don Cheadle, Matt Dillon, Michael Peña, Ryan Phillippe, William Fichtner
  • ผู้กำกับ: Paul Haggis (The Next Three Days, In the Valley of Elah, Writer-Million Dollar Baby)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 6 / 98 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 74%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 3 สาขารางวัลออสการ์ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และตัดต่อยดเยี่ยม) จากการเข้าชิงทั้งหมด 6 สาขารางวัล (รวมถึงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม)

THE GREEN MILE (1999)

เรื่องราวของ “จอห์น คอฟฟี่” ที่บอกเล่าผ่านมุมมองของ “พอล เอดจ์คอมบ์” หัวหน้าผู้คุมนักโทษในแดนประหารที่เรียกว่า “กรีนไมล์” (เคำที่ใช้เรียกทางเดินสีเขียวที่นักโทษเดินผ่านจากห้องขังไปยังห้องประหาร)​ ในยุคที่เต็มไปด้วยการกดขี่และเหยียดสีผิวในอเมริกา โดยพอลต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากโรคในกระเพาะปัสสาวะ แต่ก็อดทนปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในฐานะหัวหน้าที่ดีทั้งกับลูกน้องและนักโทษ

จนกระทั่งวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยปกติก็ได้เปลี่ยนไป เมื่อจอห์น คอฟฟี่ นักโทษผิวดำร่างยักษ์ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีข่มขืนและฆ่าเด็กหญิงผิวขาว 2 คนอย่างไม่ยุติธรรมได้ถูกนำตัวเข้ามาคุมขังที่กรีนไมล์แห่งนี้เพื่อรอวันประหาร หนังสร้างจากนิยายของ Stephen King และผู้กำกับที่ทำหนังจากนิยายของ King มาโดยตลอดอย่าง Frank Darabont อย่าง The Shawshank Redemption (1994) และ The Mist (2007)

The Green Mile (1999)
  • นักแสดง: Tom Hanks, Michael Clarke Duncan, David Morse, Bonnie Hunt, James Cromwell
  • ผู้กำกับ: Frank Darabont (The Mist, The Shawshank Redemption, The Majestic)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 60 / 286 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 78%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: เข้าชิง 4 สาขารางวัลออสการ์ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Michael Clarke Duncan), บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผสมเสียงยอดเยี่ยม)

MALCOLM X (1992)

เรื่องราวของชายที่ชื่อ “มัลคอล์ม  เอ็กซ์” ชาวอเมริกันผิวดำ นักต่อสู้ต่อต้านลัทธิเหยียดผิวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ก่อนจบชีวิตด้วยการถูกลอบสังหารด้วยวัยเพียง 40 ปี มัลคอล์ม เดิมเป็นคริสเตียน และเปลี่ยนเข้า “กลุ่มชาติอิสลาม” ( Nation of Islam) ของคนผิวดำ และช่วงท้ายชีวิตได้หันมากลับมานับถือศาสนาอิสลามตามปกติที่ไม่สุดโต่ง เขาจึงถูกรู้จักกันในฐานะมุสลิมที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อมัลคอล์มอายุได้ 6 ปี บิดาของเขาถูกฆาตกรรมเนื่องจากความขัดแย้งทางสีผิว และอีกเจ็ดปีต่อมามารดาของเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคประสาท มัลคอล์มจึงต้องใช้ชีวิตวัยเด็กในบ้านเลี้ยงดูเด็กกำพร้า และต่อมาก็เข้าสู่โลกอาชญากรรม ภายหลังถูกจับและติดคุก

ระหว่างถูกจองจำ มัลคอล์มเกิดความสนใจคำสอนที่ถ่ายทอดโดย Elijah Muhammad และก็ได้เข้าร่วมกับ กลุ่มชาติอิสลามซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในเมืองชิคาโก โดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง ซึ่งถือว่ามีความเชื่อนอกแนวทางอิสลาม และเชื่อว่าคนผิวดำเป็นกลุ่มชนพิเศษที่เหนือกว่าคนผิวขาว ปี 1952 มัลคอล์มได้รับตำแหน่งโฆษกและเป็นแกนนำคนสำคัญคนหนึ่งขององค์การ โดยหลังจากเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม มัลคอล์มเปลี่ยนนามสกุลจาก “ลิตเติล” (Little) เป็น “เอ็กซ์” (X) เพราะรู้สึกว่าคำว่า ลิตเติล สื่อถึงความเป็นคนผิวขาว จนกระทั่งปี 1963 เมื่อเขาเริ่มไม่เห็นด้วยกับแนวทางของกลุ่ม จึงได้ลาออกจากองค์กรนี้ในปี 1964

Malcolm X (1992)
  • นักแสดง: Denzel Washington, Angela Bassett, Albert Hall, Delroy Lindo, Spike Lee)
  • ผู้กำกับ: Spike Lee (BlacKkKlansman, Inside Man, Summer of Sam)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 33 / 48 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 88%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: เข้าชิง 2 สาขารางวัลออสการ์ (นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Denzel Washington) และออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม)

DRIVING MISS DAISY (1989)

เรื่องราวมิตรภาพระหว่าง “เดซีย์ เวอร์แธน” หญิงชราชาวยิวหัวรั้นกับ “โฮค” คนขับรถผิวดำ ความจริงแล้ว คุณนายเดซีย์ ไม่ได้อยากได้คนขับรถ โดยเธอมีนิสัยหัวรั้นและมีทัศนคติการใช้ชีวิตแบบจำเพาะเจาะจงในสไตล์ของเธอเอง แต่ลูกชายเธอมองเห็นว่า เธอควรมีคนขับรถได้แล้วเพราะอายุมาก จึงจ้างโฮค มาขับรถให้แม่ ซึ่งก็อาจจะคล้าย ๆ กับหนัง Green Book แต่สลับฝั่งคนขับกับคนนั่ง โฮคค่อย ๆ ละลายพฤติกรรมดื้อรั้นของเธอ รวมถึงตัวเธอก็ทำให้โฮคได้เรียนรู้หนังสือและเข้าใจทัศนคติของเธอมากขึ้น ก่อเกิดเป็นมิตรภาพระหว่างผิวสีของคนชราสองคนที่ไม่น่าจะใช้ชีวิตเป็นเพื่อนร่วมทางกันได้

Driving Miss Daisy (1989)
  • นักแสดง: Morgan Freeman, Jessica Tandy, Dan Aykroyd
  • ผู้กำกับ: Bruce Beresford (Double Jeopardy, Crimes of the Heart, Her Alibi)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 7 / 145 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 81%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: ชนะ 4 สาขารางวัลออสการ์ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Jessica Tandy), บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, แต่งหน้าและออกแบบทรงผมยอดเยี่ยม) จากการเข้าชิง 9 สาขารางวัล (รวมการเข้าชิงนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของ Morgan Freeman)

THE COLOR PURPLE (1985)

เรื่องราวที่มีฉากหลังเป็นชนบททางใต้ของสหรัฐฯ ในช่วงต้นยุค 1900s ด้วยความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นยากจน “เซลีย์” ถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอเรียกว่า “มิสเตอร์” วัย 30 ขณะที่เธอยังอยู่ในวัยเพียง 14 เธอต้องอดทดอดกลั้นกับการแต่งงานครั้งนี้ ที่ไม่ใช่การแต่งงานเพื่อเติมเต็มชีวิตรักเช่นหนุ่มสาวทั่วไป หากแต่เป็นเสมือนการซื้อขายทาส รวมถึงการเป็นทาสทางเพศด้วยเช่นเดียวกัน (เพราะในตอนท้ายเธอก็ทราบว่า พ่อที่บังคับให้เธอ “แต่งงาน” นั้น ไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของเธอ)

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่แสดงให้เห็นการกดขี่ทางเพศอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้หนังยังชี้ให้เห็นประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวและน้องสาว ที่ผูกพันกันมาก นำมาถึงจุดจบที่ทั้งอิ่มเอมใจและสะเทือนใจไปกับอิสรภาพของเธอที่ต้องรอคอยมาชั่วชีวิต หนังเป็นผลงานของพ่อมดฮอลลีวูดที่ไม่ค่อยได้รับการตอบรับเท่าใดนัก แต่ก็ได้เข้าชิงออสการ์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง และก็ทำให้ Oprah Winfrey ยังอยู่วงการฮอลลีวูดในฐานะผู้ผลักดันหนังคนผิวดำมาตลอด 2 ทศวรรษ

  • นักแสดง: Danny Glover, Whoopi Goldberg, Oprah Winfrey, Margaret Avery, Willard E. Purgh
  • ผู้กำกับ: Steven Spielberg (Schindler’s List, Amistad, Saving Private Ryan, Empire of the Sun)
  • ทุนสร้าง/รายร้บรวมทั่วโลก: 15 / 98 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score: 81%
  • รางวัลบนเวทีออสการ์: เข้าชิง 11 สาขารางวัลออสการ์ รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Whoopi Goldberg) และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม 2 คน (Oprah Winfrey และ Margaret Avery)

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...