โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เจาะความสำเร็จ การ "ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก" บนดินลูกรัง

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 08 ธ.ค. 2565 เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2565 เวลา 05.00 น.

ดินลูกรัง จัดเป็นดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำ มีส่วนของหน้าดินลึกประมาณ 50 เซนติเมตร เท่านั้น ลึกจากนั้นลงไปจะเป็นชั้นของดินลูกรัง ชั้นกรวด และดินดาน ดินประเภทนี้จะมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ เป็นที่สังเกตว่าในสภาพพื้นที่ดินลูกรังจะปลูกไม้ผลให้ประสบความสำเร็จได้ยาก

แต่สำหรับพื้นที่ในเขตตำบลวังทับไทร กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นดินลูกรัง เกษตรกรส่วนใหญ่ได้ใช้พื้นที่นี้ปลูกมะม่วงเป็นหลัก มีเกษตรกรหลายรายของที่นี่ได้มีการปรับปรุงพื้นที่และใช้เทคโนโลยีจนประสบความสำเร็จในการปลูกมะม่วงได้คุณภาพดี และสามารถส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศได้

คุณจรัญ อยู่คำ อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง บนเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ บนดินลูกรัง คุณจรัญบอกว่า ในการเตรียมหลุมปลูกมะม่วงจึงมีความจำเป็นจะต้องขุดหลุมขนาดใหญ่กว่าปกติ คือขุดให้มีความกว้าง ยาว และลึก ประมาณ 80 เซนติเมตร โดยขุดดินทั้งหมดมากองไว้บริเวณปากหลุมและคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า ในอัตราหลุมละ 2-3 ปุ้งกี๋ และนำดินผสมเหล่านั้นใส่ลงไปในหลุมแล้วปลูกต้นมะม่วงลงไป

ประสบการณ์ในการเลือกซื้อ

กิ่งพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง

ปัจจุบัน พันธุ์มะม่วงที่จะปลูกเพื่อการส่งออกและตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากที่สุดคือ พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่คิดจะปลูกมะม่วงสายพันธุ์นี้ควรเลือกซื้อกิ่งพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการย้อมแมวขายพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 หรือน้ำดอกไม้ทั่วไป โดยอ้างว่าเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง

ถ้าดูจากลักษณะของใบแยกออกได้ยากมาก และแหล่งที่จะซื้อกิ่งพันธุ์จะต้องตรวจสอบประวัติต้นที่ใช้ขยายพันธุ์ด้วยว่า เคยมีประวัติการราดสารแพคโคลบิวทราโซลมาก่อนหรือไม่ เนื่องจากกิ่งพันธุ์ที่ขยายพันธุ์จากต้นที่เคยราดสารมาก่อนเมื่อนำมาปลูกต้นจะแคระแกร็นและเจริญเติบโตช้ามาก กิ่งพันธุ์ที่ดีควรจะชำลงในถุงดำมาแล้วอย่างน้อย 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง ถ้าเป็นกิ่งใหญ่ที่ทาบ 2 ตุ้ม จะดีมาก (หลายคนสั่งทำพิเศษ) เพื่อให้ต้นมะม่วงเจริญเติบโตได้เร็ว

สำหรับฤดูกาลปลูกมะม่วงของพื้นที่ตำบลวังทับไทรนั้น ส่วนใหญ่จะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ปลูกโดยอาศัยจากน้ำฝนไม่ต้องเสียเวลาในการรดน้ำ เนื่องจากพื้นที่ในเขตตำบลวังทับไทรจะหาแหล่งน้ำค่อนข้างยาก

เทคนิคและวิธีการผลิต

มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก

คุณจรัญ ได้บอกถึงหลักการที่สำคัญในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกว่า“จะต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง” สารเคมีชนิดใดที่ห้ามใช้จะต้องไม่ใช้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากเมื่อมีการตรวจสอบสารเคมีต้องห้ามเกินมาตรฐาน จะทำให้เสียชื่อเสียงและขาดความเชื่อถือ มะม่วงจะถูกตีกลับส่งไปขายไม่ได้ อีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือไม่ควรไปรับซื้อมะม่วงจากสวนอื่นที่ไม่รู้ประวัติการใช้สารเคมีมาขายอย่างเด็ดขาด

คุณจรัญ บอกว่า ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่ปลูกในสภาพดินลูกรังนั้น จะเริ่มให้ผลผลิตในเชิงพาณิชย์เมื่อต้นมีอายุเฉลี่ย 4-5 ปี (จะให้ผลผลิตสูงสุดเมื่อต้นมีอายุได้ 8 ปี ขึ้นไป) ดังนั้น ต้นมะม่วงที่จะราดสารแพคโคลบิวทราโซลเพื่อบังคับให้ออกดอกติดผลนอกฤดูจะต้องมีอายุต้นอย่างน้อย 4-5 ปี ถ้าราดให้กับต้นที่มีอายุน้อยกว่านี้จะส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างของต้น ต้นจะมีอาการเลื้อย แคระแกร็นและพบปัญหากิ่งแตกก่อนเวลาอันควร

การราดสารแพคโคลบิวทราโซลของการผลิตมะม่วงเขตตำบลวังทับไทร จะทำหลังจากที่มีฝนตกใหญ่ จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่า นอกจากพื้นที่ปลูกมะม่วงเกือบทั้งหมดของตำบลวังทับไทรมีสภาพเป็นดินลูกรัง ปลูกในสภาพดอน คือปลูกเป็นไร่และหาแหล่งน้ำยากมาก ในการราดสารแพคโคลบิวทราโซล (เช่น แพนเที่ยม) จะราดหลังจากที่มีฝนตกใหญ่ลงมาอย่างน้อย 1-2 ครั้ง ซึ่งจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี จะต้องจำไว้เสมอว่า ก่อนที่จะราดสารแพนเที่ยม สภาพดินจะต้องมีความชื้น ถ้าราดในสภาพดินแห้งจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

หลังจากราดสารแพนเที่ยมไปได้ประมาณ 20 วัน (ขณะที่ราดใบมะม่วงอยู่ในระยะใบเพสลาด) ใบมะม่วงเริ่มแก่ คุณจรัญจะเร่งการสะสมอาหารและสร้างความสมบูรณ์ให้กับต้นมะม่วงด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 0-52-34 อัตรา 7 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร โดยผสมฮอร์โมน “โปรดั๊กทีฟ” อัตรา 500 ซีซี ลงไปด้วย จะฉีดพ่นประมาณ 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 10 วัน และในช่วงก่อนกระตุ้นการออกดอก ประมาณ 15 วัน (2 สัปดาห์ โดยประมาณ) จะฉีดพ่นด้วยปุ๋ยซุปเปอร์เค อัตรา 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร โดยฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว จะพบว่าใบมะม่วงแก่จัดและมีความสมบูรณ์มากพร้อมที่จะออกดอก

พื้นที่ปลูกมะม่วงเขตตำบลทับไทร

ถ้าดึงช่อแบบ “ดึงผ่าฝน” มักจะไม่ประสบผลสำเร็จ

จากประสบการณ์ในการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของคุณจรัญพบว่า การดึงช่อดอกให้ออกในช่วงฝนตกชุกในช่วงเดือนกันยายนหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ดึงผ่าฝน” มักจะไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะกับมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ถึงแม้จะดึงให้ออกดอกและติดผลได้ก็ตาม ในช่วงที่ติดผลอ่อนและมีฝนตกลงมามากมักจะพบปัญหาเรื่องโรคแอนแทรกโนสเข้าทำลายจนควบคุมไม่อยู่ คุณจรัญบอกว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการดึงช่อดอกคือ ช่วงปลายฤดูฝนหรือปลายเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเรื่องน่ายินดีที่มีการนำสารป้องกันและกำจัดเชื้อราชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า ฟริ้นท์+แอนทราโคลโกลด์ ฉีดพ่นเพื่อป้องกันโรคแอนแทรกโนสในช่วงออกดอกขณะที่ฝนตกชุกได้ผลดี หรือฉีดผ่าฝนได้และมีประสิทธิภาพดีกว่ายาป้องกันและกำจัดราหลายชนิด

สูตรดึงดอกที่คุณจรัญใช้เป็นประจำ

การันตีว่า ไม่เคยพลาด

หลังจากต้นมะม่วงมีความพร้อมต่อการดึงช่อดอก คุณจรัญจะใช้โพแทสเซียมไนเตรต อัตรา 8 กิโลกรัม ผสมไทโอยูเรีย (เช่น ไทเมอร์) อัตรา 3 กิโลกรัม และผสมสาหร่าย-สกัด อัตรา 2 ลิตร ผสมน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกันไม่เกิน 7 วัน หลังจากฉีดพ่นครบ 2 ครั้ง แล้วนับไปอีก 10-15 วัน จะเริ่มเห็นตามะม่วงเริ่มแทงออกมา

คุณจรัญบอกว่าเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับช่อดอกจะต้องบำรุงด้วยปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ อัตรา 2 กิโลกรัม และเฟตามิน อัตรา 500 ซีซี ผสมน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นอีก 1-2 ครั้ง ช่อดอกจะสมบูรณ์มาก ดอกจะสดนานวันและพบการขึ้นลูกเร็วมาก

ในช่วงต้นมะม่วงแทงช่อดอกจะพบแมลงศัตรูที่สำคัญมากคือ“เพลี้ยไฟ” คุณจรัญย้ำว่าในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกนั้น การเลือกใช้สารเคมีฉีดพ่นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก การป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟให้ได้ผลดีและไม่เป็นอันตรายต่อดอก แนะนำให้ฉีดพ่นสาร “โปรวาโด” อัตรา 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าพบการระบาดเพลี้ยไฟรุนแรงให้เพิ่มอัตราการใช้สาร “โปรวาโด” เพิ่มขึ้นเป็น 4-5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ในช่วงเลี้ยงผลจะต้องไม่ฉีดพ่นสารเคมีในกลุ่มคลอไพรีฟอสอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะฉีดพ่นเพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทยที่ส่งไปญี่ปุ่นเคยตรวจพบสารเคมีชนิดนี้ตกค้างบนผลมะม่วงเกินค่ามาตรฐานถูกตีกลับทั้งหมด

คุณจรัญ บอกว่า ในช่วงที่ดอกมะม่วงบานนั้นเกษตรกรจะต้องหมั่นตรวจดูเพลี้ยไฟทุกวัน และในการใช้สารเคมีฉีดพ่นนั้น คุณจรัญ บอกว่า เหมือนกับหมอรักษาคนไข้ ถ้าใช้ยาที่ไม่ถูกจะแก้ปัญหาไม่ได้ ในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกนอกจากจะควบคุมในเรื่องของการใช้สารเคมีแล้ว ยังต้องดูแลเรื่องของผิวมะม่วงจะต้องสวยงามและไม่มีร่องรอยของโรคและแมลง

กระดาษห่อน้ำดอกไม้สีทอง

ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชั้น

คุณจรัญจะห่อผลมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเมื่อมีขนาดของผลได้ 3 นิ้ว ขนาดผลใหญ่กว่าไข่ไก่เล็กน้อย ก่อนห่อจะต้องคัดผลไม่สวย ผลกะเทย และผลที่ไม่ได้รูปทรงออก เลือกห่อเฉพาะผลที่ดีและสมบูรณ์ กระดาษที่ใช้ห่อจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชั้น (เคยใช้กระดาษชั้นเดียว พบปัญหาแดดเผาทำให้สีของผลไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะด้านตะวันตกที่สัมผัสแดดสีจะออกแดงและด้าน ตลาดไม่ต้องการ)

เกษตรกรรายใด ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้คุณภาพตรงตามมาตรฐาน จะขายผลผลิตส่งออกได้ราคาสูงกว่าขายในประเทศ 2-3 เท่า คุณจรัญ บอกว่า ปัจจุบันที่สวนมะม่วงจะผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกเป็นหลัก และบอกว่ามีเกษตรกรมือใหม่หลายคนคิดว่าการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกเป็นเรื่องที่ยากเกินความสามารถ

แต่คุณจรัญกลับมองว่า “การทำงานทุกอย่างอยู่ที่ความตั้งใจ” ถ้าตั้งใจแล้วจะทำได้แน่นอน เกษตรกรที่สามารถผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานจะขายผลผลิตได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาท ในขณะที่ราคาซื้อ-ขาย ภายในประเทศในช่วงมะม่วงออกชุกจะเหลือเพียง 10-15 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้น

คุณจรัญได้กล่าวส่งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เกษตรกรที่ยังไม่เคยผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกเมื่อพบปัญหาแล้วอย่าท้อถอยอย่างเด็ดขาด ในปีแรกอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากคุณจรัญเคยมีประสบการณ์มาก่อนในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในช่วงแรกๆ เก็บผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาเพื่อต้องการส่งออก จำนวน 1,000 กิโลกรัม แต่เมื่อพ่อค้ามาคัดเลือกผลผลิตเพื่อการส่งออกแล้ว คัดมะม่วงส่งออกได้เพียง 200 กิโลกรัม เท่านั้น

คุณจรัญได้นำปัญหาและอุปสรรคมาเป็นบทเรียนและแก้ปัญหาให้ถูกจุด โดยมองว่าสาเหตุที่ส่งขายไม่ได้เพราะอะไร และหาทางแก้ไขจนปัจจุบันนี้ คุณจรัญเก็บผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 1,000 กิโลกรัม คัดเลือกส่งขายต่างประเทศได้เกือบทั้งหมด

คุณจรัญ อยู่คำ นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรไทยพัฒนาพื้นที่ดินลูกรัง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เป็นพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกจนประสบผลสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

เผยแพร่ทางออนไลน์เป็นครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...