โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวนาเชียงรายเลิกปลูกข้าวญี่ปุ่น 50% หลังเวียดนามนำเข้ามาดัมพ์ราคาทำตลาดปั่นป่วน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ต.ค. 2562 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2562 เวลา 03.37 น.

ชาวนาเชียงราย-เชียงใหม่ เมินปลูก “ข้าวญี่ปุ่น” ผลผลิตลดฮวบกว่า 50% เหตุเพียง 8 เดือนของปีนี้มีการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นจาก 3 ประเทศใหญ่ “เวียดนาม-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย” แล้วเฉียด 100 ล้านบาท โดยเฉพาะการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นราคาถูกจากเวียดนามทะลักเข้ามาดัมพ์ตลาดจำนวนมากกว่าปีก่อนเกินกว่าเท่าตัว จากทั้งปีเคยนำเข้า 20 ล้านบาท แค่ 8 เดือนแรกปีนี้นำเข้าแล้วกว่า 46 ล้านบาท ส่งผลทำตลาดข้าวญี่ปุ่นในไทยปั่นป่วนหนัก แถมช่วง 2 ปีนี้ข้าวไทยทั่วไปราคาดีกว่าข้าวญี่ปุ่น โดยเฉพาะข้าวเหนียว ราคาพุ่งจูงใจชาวนาเลิกทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งกับโรงสี

นายสุทิน กองทอง ประธานชมรมผู้ผลิตข้าวญี่ปุ่นในประเทศไทย และเจ้าของโรงสีข้าวเกริก จังหวัดเชียงราย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ความต้องการข้าวญี่ปุ่นในประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 35% สวนทางกับการปลูกข้าวญี่ปุ่นในหลายจังหวัดของประเทศไทยที่มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา โดยเฉพาะแหล่งปลูกใหญ่ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก คาดว่าผลผลิตรวมหายไปไม่ต่ำกว่า 40%

โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเคยมีพื้นที่ปลูกข้าวญี่ปุ่นมากที่สุด คาดการณ์ว่าน่าจะลดปริมาณการปลูกลงเกือบ 50% เหลือชาวนาในจังหวัดเชียงรายที่ปลูกข้าวญี่ปุ่นเพียง 2,000-3,000 ครัวเรือน เนื่องจากมีการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นที่ปลูกในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีราคาถูกกว่าเข้ามาจำนวนมาก โดยราคาข้าวเปลือกญี่ปุ่นจากเวียดนามราคาประมาณ 10 บาทต่อ กก. เป็นข้าวสารราคา 25-27 บาทต่อ กก. ขณะที่ข้าวเปลือกญี่ปุ่นของไทยราคา 12 บาทต่อ กก. เป็นข้าวสารราคา 30-35 บาทต่อ กก. ส่งผลให้ตลาดในประเทศไทยปั่นป่วนไปหมด นอกจากนี้ ข้าวไทยชนิดอื่นมีราคาสูงกว่าข้าวญี่ปุ่น โดยเฉพาะปี 2562 ราคาข้าวเหนียวพุ่งสูงขึ้นไปถึง 12 บาทต่อ กก. ถือว่าแพงมากที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้ชาวนาแห่ไปปลูกข้าวเหนียวกันจำนวนมาก

“ปีนี้มีการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นจากประเทศเวียดนามเยอะมาก ทำให้ตลาดบ้านเราแย่ ปั่นป่วนไปหมด โดยเฉพาะทางชายแดนมาเป็นกองทัพมดเข้ามาเรื่อย ๆ อย่างถูกกฎหมาย และราคาต้นทุนถูกกว่าบ้านเราเยอะมาก จึงทำให้การปลูกลดลงมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้จึงมีวิกฤตหนัก ไม่ว่าจะเป็นที่กำลังเก็บเกี่ยวอยู่หรือในอนาคตที่กำลังจะปลูกนาปรังต่อ ปัจจัยหลักนอกจากราคาข้าวไทยสูงกว่าข้าวเวียดนามแล้ว ปัญหาเรื่องน้ำเป็นสิ่งสำคัญ ปีนี้ค่อนข้างจะแล้ง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนในภาคเหนือไม่มีแห่งใดมีปริมาณน้ำเหลือถึง 50% เลย”

นายสุทินกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาทางจังหวัดหรือสำนักงานเกษตรไม่ได้เข้ามาดูแลเกษตรกร หรือมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง มีเพียงศูนย์วิจัยข้าวเท่านั้นที่ยังแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่เป็นระยะ และทุกบริษัทหรือโรงสีต้องทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งอย่างเดียวเพื่อให้ชาวบ้านปลูก แต่ไม่สามารถทำสัญญาระยะยาวได้ จะเป็นสัญญาต่อฤดูกาลเท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถรับประกันราคาให้คงที่ไว้ได้ตลอด ต้องดูซัพพลายจากต่างประเทศด้วย

“ตอนนี้ทางชมรมผู้ผลิตข้าวญี่ปุ่นไม่สามารถให้ภาพรวมข้อมูลปริมาณตัวเลขผลผลิตข้าวญี่ปุ่นที่อัพเดตได้ เพราะหลายบริษัทที่เคยเป็นผู้ซื้อไปจำหน่ายต่อได้เลิกกิจการไป ซึ่งแต่ก่อนได้เข้ามาส่งเสริมชาวบ้านปลูก และจ้างโรงสีทั่วไปอบและสี แต่มีปัญหาคือคุณภาพไม่ได้ตามที่ต้องการจึงทยอยหยุดทำการ ปัจจุบันเหลือไม่กี่ราย จึงไม่สามารถประเมินอะไรได้เลย เพราะภาพรวมตลาดก็วัดไม่ได้มาประมาณ 2 ปีแล้ว จากที่เงินเคยมีสะพัดในวงกว้างตั้งแต่การปลูกไปจนถึงร้านค้าหมุนเวียนนับหมื่นล้านบาท ซึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วประเทศมีมากกว่า 5,000-6,000 แห่ง และเพิ่มขึ้นทุกปีประมาณ 5% ต่อปี สวนทางกับปริมาณการผลิตที่ลดลง”

ทั้งนี้ หากพิจารณาตลาดข้าวญี่ปุ่นในประเทศไทย ปัจจุบันคาดว่าตลาดล่างน่าจะถูกข้าวจากเวียดนามกลืนไปแล้วเกือบ 100% ตลาดกลางอยู่ในระดับพอสมควร เหลือเพียงตลาดบนที่ยังใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ปลูกในประเทศไทย เนื่องจากไทยมีพันธุ์ข้าวญี่ปุ่นที่มีคุณภาพดีกว่าเวียดนาม ขณะเดียวกันตลาดบนในระดับสูงจะมีการนำเข้าข้าวมาจากญี่ปุ่นโดยตรง ซึ่งมีคุณภาพดีและราคาสูงขึ้นไปถึงหลายร้อยบาทต่อกิโลกรัม ไม่สามารถปลูกในประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นจากประเทศออสเตรเลีย เป็นการนำเข้ามาเพื่อทำแป้ง หรือวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่การบริโภค

นายอภิชาติ เนินพลับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เปิดเผยว่า ปัจจุบันชาวนาในจังหวัดเชียงรายนิยมปลูกข้าวญี่ปุ่นอยู่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ก.วก.1 และ ก.วก.2 แต่การปลูกข้าวญี่ปุ่นนั้นเกษตรกรจะทำเกษตรพันธสัญญา (contract farming) กับโรงสีข้าว 100% เพราะเป็นตลาดเฉพาะที่ปลูกในพื้นที่ จ.เชียงรายและ จ.เชียงใหม่บางส่วน แต่ไม่ทราบข้อมูลปริมาณพื้นที่ปลูก และจำนวนของเกษตรกรที่แน่ชัด เพราะชาวนาส่วนใหญ่อยู่ในระบบของโรงสี ไม่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานรัฐประมาณการคาดว่าจะมีพื้นที่ปลูกข้าวญี่ปุ่นรวมแล้วในระดับหมื่นไร่ และเหตุผลหลักที่เกษตรกรใน จ.เชียงรายหันมาปลูกข้าวญี่ปุ่นช่วงที่ผ่านมามาก เพราะราคาดีกว่าข้าวไทย แม้ต้องดูแลเอาใจใส่มากกว่าก็ตาม

“การเก็บตัวเลขของเกษตรกรที่ปลูกข้าวญี่ปุ่นยากมาก แต่ละบริษัทแต่ละโรงสีเก็บข้อมูลเป็นความลับ เราสามารถประเมินออกมาเป็นการประมาณการเท่านั้น ตลาดยังไม่กว้าง เพราะคุณภาพพันธุ์ กวก.1 และ กวก.2 ยังไม่นิ่งพอ เมื่อแช่แข็งจะเป็นไต ไม่เหมือนข้าวที่นำเข้ามา ชาวนาส่วนใหญ่อยากปลูกข้าวญี่ปุ่น แต่ช่วงเวลาปลูกน้อยมาก เพราะข้าวญี่ปุ่นต้องเก็บสารอาหารไว้ในช่วงอากาศเย็น แต่พอเจออาหารร้อนก็ออกรวงเร็ว คุณภาพไม่ได้ โดยตลาดจะคัดเกรดโดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.ส่งขายให้ภัตตาคาร 2.ห้างสรรพสินค้าทั่วไป และ 3.ขายตามตลาดนัด”

ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจรวบรวมสถิติการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นของกรมศุลกากรจาก 3 ประเทศหลักที่นำเข้า คือ ญี่ปุ่น เวียดนาม และออสเตรเลีย พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีปริมาณการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นทุกปี จากปี 2553 นำเข้ารวมมูลค่า ประมาณ 2.2 ล้านบาท และเริ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดตามความนิยมอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยในปี 2555 มูลค่ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 22 ล้านบาท ถัดมาปีเดียวในปี 2556 มูลค่ารวมเพิ่มเป็น 137 ล้านบาท และมาถึงปี 2561 มูลค่ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 154 ล้านบาท ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่า เพียงช่วง 8 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-ส.ค.) มียอดการนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น และเวียดนามสูงมาก หากเทียบกับยอดนำเข้าทั้งปี 2561 (ม.ค.-ธ.ค.) โดยปี 2561 ทั้งปีนำเข้าจากญี่ปุ่น 26 ล้านบาท แต่ช่วง 8 เดือนของปี 2562 นำเข้าไปแล้วกว่า 28 ล้านบาท ขณะที่ยอดนำเข้าของเวียดนามยิ่งพุ่งสูงกว่าเท่าตัว โดยปี 2561 นำเข้าทั้งปี 20 ล้านบาท แต่ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ นำเข้าแล้ว 46 ล้านบาท

 

โรงสี หนุนเกษตรกร นำร่องทำคอนแทร็กต์ 5 พันไร่

ชาวนาในเชียงรายส่วนหนึ่งหันมาปลูกข้าวญี่ปุ่น ตามความนิยมบริโภคอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น โดยนายพงค์พันธ์ ปาทายะ เกษตรกรชาวนา จ.เชียงราย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การหันมาปลูกข้าวญี่ปุ่นแทนข้าวไทย เพราะระยะเวลาในการผลิตสั้น ให้ผลผลิตดี มีราคาแน่นอน โดยก่อนหน้านั้นนิยมปลูกข้าว กข.6 และทำข้าวสันป่าตอง ทำนาเพียง 1 ครั้งต่อปี หลังจากประสบกับปัญหาเรื่องน้ำในฤดูแล้งจึงนิยมทำเกษตรน้ำน้อย โดยมีโรงสีข้าวเข้ามาทำเกษตรพันธสัญญา นำพันธุ์ข้าวญุี่ปุ่นเข้ามาให้ปลูกและขายผลผลิตให้กับโรงสี เช่น โรงสีข้าวจิราภรณ์ จาก อ.แม่สวย คาดว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวที่ทำสัญญาร่วมกันเกือบ 5 พันไร่ โดยโรงสีข้าวจิราภรณ์จะมีรถเกี่ยวข้าวไว้บริการ และตั้งจุดรับซื้อข้าวญี่ปุ่นอยู่ที่ อ.เวียงป่าเป้า ในราคาขั้นต่ำ 10 บาท/กก. ขณะที่ราคาข้าวไทยจะผันผวนไปตามสภาวะเศรษฐกิจ เกษตรกรไม่เกิดความเชื่อมั่น

เชียงรายอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิต่ำ ข้าวให้ผลผลิตดี ประมาณ 1,300-1,400 กก.ต่อไร่ ต่ำสุด 600-700 กก./ไร่ และขึ้นอยู่กับสภาพน้ำว่าจะมีปริมาณเพียงพอหรือไม่ เกษตรกรมีรายได้ต่อปีหลังหักต้นทุนอยู่ประมาณ 1.5 แสนบาท หากรวมการปลูกข้าวนาปรังจะมีรายได้ประมาณ 3 แสนบาท/ปี โดยพันธุ์ข้าวที่โรงสีนำมาให้ปลูกนั้นไม่สามารถต่อพันธุ์ได้ หากเก็บพันธุ์หลังการเก็บเกี่ยวไว้ปลูกต่อได้ แต่คุณภาพและผลผลิตจะไม่คงที่ เมล็ดฝ่อลง บางครั้งจะกลายพันธุ์ ขายได้ แต่ราคาจะต่ำลง ฉะนั้นจึงต้องซื้อพันธุ์ข้าวทุกปี เพราะเมล็ดข้าวที่ซื้อจะให้ผลผลิตดีและรวงใหญ่มากกว่า”

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจากศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายบอกว่า จากการวิเคราะห์ผลผลิตโดยใช้ข้อมูลจากสำนักงานเกษตร จ.เชียงราย พบว่า ในฤดูกาลนาปี 2560/2561 ที่ผ่านมา พื้นที่ จ.เชียงรายมีการปลูกข้าวญี่ปุ่นช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. รวมจำนวน 7,560 ไร่ ให้ผลผลิตปริมาณ 4,478.95 ตัน เฉลี่ยให้ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 619 กิโลกรัม โดยมีการเก็บเกี่ยวช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ปัจจุบันมีภาคเอกชนหลายรายปลูกและจำหน่ายในเขต จ.เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน โดยค่าความชื้น 25% ราคาขายกิโลกรัมละ 8-11 บาท โดยพันธุ์ที่ใช้ปลูกคือ พันธุ์ ก.วก.1 ร้อยละ 60 และพันธุ์ ก.วก.2 ร้อยละ 40 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมดในภาคเหนือ ประมาณ 30,000 ไร่ ปัจจุบันมีเอกชนที่ส่งเสริมการปลูกข้าวญี่ปุ่นใน จ.เชียงราย อย่างน้อย 7 ราย โดยมีทั้งรูปแบบของบริษัทและโรงสีข้าว ตั้งอยู่ในเขต อ.เมืองเชียงราย อ.แม่สรวย อ.พาน อ.แม่จัน

นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้า จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ข้าวญี่ปุ่นมีการปลูกในพื้นที่ จ.เชียงรายนานแล้ว โดยปลูกกันมากบริเวณ ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย และใกล้เคียง ผลผลิตที่ได้ทั้งบริโภคภายในประเทศ และส่งออก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...