โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามเมืองเชียงกราน ไม่ใช่กรุงศรีอยุธยารบกับพม่า เปิดหลักฐานคู่รบที่น่าจะเป็น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 ม.ค. 2567 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2567 เวลา 17.07 น.
พระสุริโยทัยชนช้างกับพระเจ้าแปร และสิ้นพระชนม์บนคอช้าง (ภาพจากโคลงภาพพระราชพงศาวดาร ฝีพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์)

“สงครามเมืองเชียงกราน” ไม่ใช่ “กรุงศรีอยุธยา” รบกับ “พม่า” ? เปิดหลักฐานคู่รบที่น่าจะเป็นในสงครามครั้งนี้

ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 6 อธิบายเหตุการณ์ที่ไทยรบกับพม่า ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2463 โดยใช้พงศาวดารพม่า ฉบับหลวงเรียกว่า เรื่องมหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว ที่พระไพสณฑ์สาลารักษ์ได้สำเนามาจากพม่า ร่วมกับจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศและพระราชพงศาวดาร ประกอบขึ้นเป็นการอธิบายเรื่องสงครามระหว่างไทยกับพม่าตั้งแต่ครั้งแรกจนครั้งสุดท้าย

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ “พรรณนาการสงครามเป็นรายเรื่องโดยพิสดาร” ซึ่งหมายถึงทรงวินิจฉัยอธิบายความเพิ่มเติมจากข้อมูลต่างๆ ข้างต้น จนกลายเป็นเนื้อหาใหม่ของสงครามระหว่างไทยกับพม่าที่ผ่านสายตาและการนำเสนอของนักประวัติศาสตร์ ดังนั้น นักเรียนประวัติศาสตร์จึงสามารถตรวจค้นตรวจสอบ หากมีข้อมูลหรือข้อเสนอใหม่ได้อย่างแน่นอน

เพราะอ่านพบพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า พ.ศ. 2451เมื่อถึงเมืองนครสวรรค์ได้ทอดพระเนตรชีวิตผู้คนและสภาพธรรมชาติตามลำน้ำแควใหญ่หรือแม่น้ำน่านเข้าไปตามลำน้ำเชียงไกร โดยมีพระบรมราชาธิบายว่า

“แม่น้ำเชียงไกรนี้ เป็นทางขึ้นไปแม่ยม ไปสุโขทัย สวรรคโลกได้ ในพงศาวดารว่าเสด็จไปเชียงกราน คงไปทางลำน้ำนี้ แต่เมืองจะอยู่แห่งใดถามยังไม่ได้ความ เพราะผู้ที่อยู่ในที่นี้เป็นคนมาจากที่อื่น ได้ความแต่ว่า ถ้าจะไปบางคลานอำเภอเมืองพิจิตร คงจะถึงในเวลาพลบค่ำ ได้ทำคำสั่งเรื่องที่จะตรวจสอบแม่น้ำเก่า…”

ในพงศาวดารที่พระมหากษัตริย์เสด็จไปเชียงกราน คงมีเพียงสมเด็จพระไชยราชาธิราชตามพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ว่า

“ศักราช 900 จอศก (พ.ศ. 2081) แรกให้พูนดิน ณ วัดชีเสียงใสเดือนหกนั้น แรกสถาปนาพระพุทธเจ้าและพระเจดีย์ ถึงเดือน 11 ก็เสด็จไปเชียงไกร เชียงกราน เถิงเดือน 4 ขึ้น 9 ค่ำ เพลาค่ำประมาณยามหนึ่งเกิดลมพายุพัดหนักหนา และคอเรืออ้อมแก้วแสนเมืองมานั้นหัก และเรือไกรแก้วนั้นทลาย อนึ่ง เมื่อเสด็จมาแต่เมืองกำแพงเพชรนั้นว่าพระยานารายณ์คิดเป็นขบถและให้กุมเอาพระยานารายณ์นั้นฆ่าเสียในเมืองกำแพงเพชร”

ซึ่งเหมือนกับพงศาวดารอื่นๆ อีกหลายฉบับ ต่างกันแต่เพียงศักราช

ข้อความตอนสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จไป เชียงไกร เชียงกราน ใน พ.ศ. 2081 กลายเป็นสงครามระหว่างไทยกับพม่าครั้งแรก โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายสอบค้นกับพงศาวดารพม่าและจดหมายเหตุของปินโตชาวโปรตุเกส ความว่า

ในสงครามครั้งที่ 1 ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี คราวพม่าตีเมืองเชียงกราน ปีจอ พ.ศ. 2081 ว่ากองทัพพระเจ้าตะเบงชเวตี้เมืองตองอู มาตีเมืองหงสาวดีและเมืองเมาะตะมะ จัดการรวบรวมหัวเมืองมอญในมณฑลนั้น แล้วจึงยกทัพมาตีเมืองเชียงกรานซึ่งเป็นหัวเมืองปลายแดนไทย เมื่อปีจอ พ.ศ. 2081

“เมืองเชียงกรานนี้มอญเรียกว่า เมืองเดิงกรายน์ ทุกวันนี้อังกฤษเรียกว่า เมืองอัตรัน อยู่ต่อแดนไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ พลเมืองเป็นมอญ แต่เห็นจะเป็นเมืองขึ้นของไทยมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ทำนองพระเจ้าตะเบงชเวตี้จะคิดว่าเป็นเมืองมอญ จึงประสงค์จะเอาไปเป็นอาณาเขต

เมื่อพระเจ้าตะเบงชเวตี้มาตีได้เมืองเชียงกราน สมเด็จพระไชยราชาธิราชครองกรุงศรีอยุธยาจึงเสด็จยกกองทัพหลวงไปรบพม่า ในหนังสือพระราชพงศาวดารมีปรากฏแต่ว่า ‘ถึงเดือน 11 เสด็จไปเมืองเชียงกราน’ เท่านี้ แต่มีจดหมายเหตุของปินโตโปรตุเกสว่า ครั้งนั้นมีพวกโปรตุเกสเข้ามาตั้งค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุธยา 130 คน สมเด็จพระไชยราชาธิราชเกณฑ์โปรตุเกสเข้ากองทัพไปด้วย 120 คน (เหตุด้วยพวกโปรตุเกสชำนาญใช้ปืนไฟซึ่งในสมัยนั้นชาวตะวันออกยังมิสู้จะเข้าใจใช้)ได้รบพุ่งกับพม่าที่เมืองเชียงกรานเป็นสามารถ

ไทยตีกองทัพพม่าแตกพ่ายไป ได้เมืองเชียงกรานเป็นของไทยดังแต่ก่อน เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จกลับมาถึงพระนครทรงยกย่องความชอบพวกโปรตุเกสที่ได้ช่วยรบพม่าคราวนั้น จึงพระราชทานที่ให้ตั้งบ้านเรือนที่แถวบ้านดิน เหนือคลองตะเคียน แล้วพระราชทานอนุญาตให้พวกโปรตุเกสสร้างวัดวาสอนศาสนากันตามความพอใจ จึงเป็นเหตุที่จะได้มีวัดคริสตังและพวกบาทหลวงมาตั้งในเมืองไทยแต่นั้นมา” (ประชุมพงศาวดารภาคที่ 6 เล่มที่ 5 : 2506, หน้า 11-12)

การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นัง มังเดซ ปินโต ค.ศ. 1537-1558 ตอนที่เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามไม่มีตอนใดที่กล่าวถึงการสงครามกับพม่า แต่เป็นสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเชียงใหม่ดังนี้

“เราไปถึงกรุงศรีอยุธยา (Odia) ข้าพเจ้าใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มที่นั่นใช้เงิน 100 ดูกาต์ ที่เพื่อนให้ยืมมานั้นซื้อสินค้าตั้งใจว่าจะเอาไปขายที่ญี่ปุ่น เป็นขณะเดียวกันกับที่สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามทรงทราบว่าพระเจ้ากรุงเชียงใหม่ (Chiammay) อันเป็นพันธมิตรกับพวกทิโมกูโฮ (Timocouhos) พวกลาวและแกว ชนชาติซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ตอนเหนือเมืองกำแพงเพชร (Capimper) กับพิษณุโลก (Passiloco) ได้มาล้อมเมืองกีติรวัน (Quitirvan) อยู่ จึงโปรดฯ ให้ป่าวประกาศไปทั่วราชธานีว่า บุคคลใดที่ยังไม่แก่เฒ่าและไม่ง่อยเปลี้ยเสียขา ให้เตรียมพร้อมที่จะไปในกองทัพทุกคน ตลอดแม้คนต่างด้าวก็เช่นกัน นอกจากว่าจะเลือกเอาทางออกไปให้พ้นประเทศของพระองค์เสียภายใน 3 วันเท่านั้น

สำหรับชาวโปรตุเกสซึ่งได้รับความยกย่องในประเทศนี้เหนือกว่าชนชาติอื่นๆ นั้น พระองค์ก็โปรดฯ ให้กรมพระคลัง (Combracaiam) ผู้รักษาพระนครมาขอร้องให้ร่วมไปในกองทัพของพระองค์ด้วยความสมัครใจ โดยพระองค์จะทรงแต่งตั้งให้เป็นกองร้อยรักษาพระองค์อันเป็นการบังคับเราอย่างยิ่ง กระทั่งว่าจำนวนชาวโปรตุเกส 130 คนนั้น ต้องโดยเสด็จงานพระราชสงครามด้วยถึง 120 คน

กองทัพนั้นเคลื่อนที่ไปโดยทางชลมารคเป็นเวลา 9 วันจึงถึงเมืองหน้าด่านชื่อเมืองสุโรพิเสม (Suropisem) ห่างจากเมืองกีติรวันประมาณ 12-13 ลิเออ และพักอยู่ที่นั่นถึง 7 วัน เพื่อรอขบวนช้างที่เดินมาโดยทางสถลมารค พอขบวนช้างมาถึงพระองค์ก็ทรงนำเข้าโจมตีพวกที่ล้อมเมืองอยู่ทันที เป็นผลให้ข้าศึกแตกพ่ายไปภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงบับคับให้พระนางแห่งกิเบน (la reine de Guiben) ถวายเครื่องราชบรรณาการ เข้ายึดค่ายรอบทะเลสาบเมืองสิงกะปาโมร์ (Singapamor) หรือเชียงใหม่ได้ 12 แห่ง แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงศรีอยุธยา มีการฉลองชัยกันอย่างครึกครื้นถึง 12 วัน ตามธรรมเนียมทางศาสนาของพวกนอกศาสนาเหล่านั้น” (การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นัง มังเดซ ปินโต ค.ศ. 1537-1558, สันต์ ท.โกมลบุตร (แปล) : 2526 : หน้า 65-67)

พม่าย้ายศูนย์อำนาจทางการเมืองจากตอนเหนือของลุ่มอิระวดีสู่บริเวณหัวเมืองมอญแถบเมาะตะมะของกษัตริย์พม่าในราชวงศ์ตองอู เมื่อราว พ.ศ. 2084 ซึ่งทำให้ควบคุมเมืองท่าการค้าในยุคเริ่มแรกของการค้าทางทะเลที่ชาวตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทได้ และเริ่มต้นทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกคราวสมเด็จพระสุริโยทัยขาดคอช้างเมื่อ พ.ศ. 2091 และยึดเมืองเชียงใหม่ได้เมื่อ พ.ศ. 2101 ก่อนจะถึงสงครามช้างเผือกและสงครามเสียกรุงใน พ.ศ. 2106 และ พ.ศ. 2111 ตามลำดับ

แต่พงศาวดารพม่าก็ไม่มีเรื่องที่รบกับกรุงศรีอยุธยา และพระเจ้าตะเบงชเวตี้ได้ชัยชนะเหนือเมืองเมาะตะมะเมื่อ พ.ศ. 2084 หลังจาก สงครามเมืองเชียงกราน ราว 3 ปี(สุเนตร ชุตินธรานนท์ : พม่ารบไทย, ๒๕๓๗ หน้า ๑๔๖-๑๔๗)

ในสงครามครั้งนั้น จึงเป็นการสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเชียงใหม่ ในยุคที่กำลังอ่อนแอในเรื่องศูนย์อำนาจ พ.ศ. 2081 ที่เกิดสงครามเมืองเชียงกรานเป็นปีสุดท้ายของพระเมืองเกษเกล้า มหาเทวีจิรประภาครองเมืองชั่วคราวระหว่าง พ.ศ. 2088-2089 ก่อนที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชจากล้านช้างจะมาครองเมืองเชียงใหม่ และปล่อยให้พม่ายึดครองเชียงใหม่ในราวอีก 10 กว่าปีต่อมา

เมืองเชียงกรานน่าจะอยู่บริเวณใกล้เคียงกับเมืองกำแพงเพชรและเมืองพิษณุโลก ในจดหมายเหตุลาลูแบร์การเดินทางการกรุงศรีอยุธยาถึงนครสวรรค์โดยทางเรือใช้เวลา 25 วัน แต่ถ้ารีบเร่งอาจใช้เวลาเพียง 12 วัน ปินโตชาวโปรตุเกสเล่าว่าใช้เวลาเดินทาง 9 วันจึงถึงเมืองหน้าด่าน Suropisem ซึ่งน่าจะอยู่เหนือขึ้นไปจากนครสวรรค์ไม่ไกลนักเพื่อรอทัพทางบก แล้วรวมทัพทางบกต่อไปถึงเมืองเชียงกรานหรือ Quitirvan ที่ห่างออกไปราว 50-60 กิโลเมตร

บริเวณเมืองเชียงกรานจึงควรจะอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างอำนาจทางการเมืองของล้านนาและกรุงศรีอยุธยา เหนือกำแพงเพชรและพิษณุโลกขึ้นไป แต่ไม่น่าจะเข้าเขตทุ่งเสลี่ยม เมืองเถิน เมืองลี้ซึ่งอยู่ในเขตล้านนา บริเวณที่ตั้งของเมืองเชียงกรานที่เหมาะสมคือ ในกลุ่มเมืองสุโขทัยและเมืองเชลียงหรือศรีสัชนาลัย ซึ่งระยะทางจากสุโขทัยถึงศรีสัชนาลัยอยู่ในระยะ 50-60 กิโลเมตร เมืองเชียงกรานจึงน่าจะอยู่ที่ศรีสัชนาลัยมากที่สุด ซึ่งเป็นบริเวณเหนือปากน้ำโพธิ์ขึ้นไป ลำเชียงไกรต่อกับแม่น้ำยมผ่านบริเวณกลุ่มเมืองเหล่านี้ ดังพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า

ปัจจุบันมีการเปลี่ยนชื่อลำน้ำและตำบลในแถบนี้เป็นแม่น้ำเกรียงไกรและตำบลเกรียงไกร ตามชื่อกำนัน คือ ขุนเกรียงไกรกำราบพาล ในสมัยรัชกาลที่ 7 ปากน้ำเชียงไกร อยู่เหนือปากน้ำโพธิ์เล็กน้อย อยู่ฝั่งตรงข้ามและเหนือกว่าปากคลองบอระเพ็ดไม่มากนัก

ปัจจุบันปากคลองแคบลงกว่าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชนิพนธ์มาก ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกกันว่าปากคลองบางพระหลวงมากกว่าแม่น้ำเกรียงไกรและแทบไม่มีผู้ใดรู้จักในชื่อลำเชียงไกรแล้ว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 พฤษภาคม 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามเมืองเชียงกราน ไม่ใช่กรุงศรีอยุธยารบกับพม่า เปิดหลักฐานคู่รบที่น่าจะเป็น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...