กมลนันท์ เจียรวนนท์ "ก้าวตามฝัน สร้างสังคมไม่ทิ้งกัน"
“ต้องย้อนไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ฟ่งและเพื่อน ๆ มีความฝันว่าอยากจะช่วยเหลือและให้โอกาสคนไร้สัญชาติได้มีสัญชาติ ทั้งยังอยากให้เด็กกำพร้าได้กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง ตรงนี้จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันก่อตั้งมูลนิธิเด็กและสตรี VOICES (Voices Foundation for Vulnerable Children) เพื่อที่จะเป็นอีกหนึ่งพลังในการที่จะร่วมแก้ไขปัญหาสังคม”
คำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความฝันและเป้าหมายในการทำงานเพื่อสังคมของ “ฟ่ง” หรือ “กมลนันท์ เจียรวนนท์” ลูกสาวคนที่ 2 ของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 14 ปี แต่เป็น 14 ปีที่เปี่ยมไปด้วยความฝัน
แม้ความฝันนั้นจะเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่สำหรับ “กมลนันท์” กลับมองว่าทุก ๆ อย่างไม่มีอะไรยากเกินไป ถ้าเราพร้อมจะลงมือทำ ทั้งนั้น เพราะเธอและเพื่อน ๆ ต่างค้นพบว่าสิ่งที่พวกเธอจะทำนั้นล้วนเป็น“passion” และ “เป้าหมาย” ที่จะเกิดขึ้นจริงได้
ยิ่งเมื่อ “กมลนันท์” มีโอกาสไปร่วมเวที One Young World 2014 ที่ประเทศไอร์แลนด์เป็นครั้งแรก เธอยิ่งรู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะมีโอกาสได้เรียนรู้อะไรมากมาย โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนพูดคุยในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เธอบอกว่าตอนนั้นรับทราบข้อมูลว่ามีผู้หญิงชาวเมียนมาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนไร้สัญชาติที่เธอพยายามช่วยเหลือมาหลายปีถูกจำคุก เพราะพยายามกลับไปหาแม่ที่ประเทศของเธอ
“ตอนที่ทราบข่าวนั้น ยอมรับว่าโลกแทบสลาย และตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราอยากพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ กอปรกับช่วงนั้นวิทยากรและผู้เข้าร่วมบนเวที One Young World 2014 เปิดโอกาสให้ผู้ฟังสามารถตั้งคำถาม เราจึงขึ้นไปถามด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ กับผู้บริหารของแต่ละองค์กรระดับโลก ว่า กรณีแบบนี้เราจะทำอะไรเพื่อคนไร้สัญชาติได้บ้าง ซึ่งบนเวทีไม่มีใครตอบได้เลย”
คำถามที่ไม่มีคำตอบนั่นเอง จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ “กมลนันท์” รู้ว่าเธอคงต้องผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่รู้เลยว่าคนไร้สัญชาติมีความแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร พวกเขาขาดโอกาสหรือสิทธิอะไรบ้าง
กล่าวกันว่า สิ่งที่ค้างคาใจตรงนี้นี่เอง จึงเป็นเหตุและผลที่ทำให้ “กมลนันท์” ใช้เวทีการประชุม One Young World Summit 2015 ที่จัดขึ้นในประเทศไทยพูดถึงงานของเธอที่มูลนิธิ VOICES เพื่อให้ปัญหาของคนไร้สัญชาติได้รับความสนใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องในสังคมไทย ทั้งยังต้องการให้สังคมโลกหันมาสนใจดูแลปัญหาของคนกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น
“ตอนนั้นกลัวมาก เพราะการทำงานเรื่องแบบนี้อาจไม่ถูกฎหมายเท่าที่ควร อีกอย่างเราพยายามที่จะทำแบบเงียบ ๆ กลัวว่าจะมีคนมาโจมตีครอบครัวเรา แต่ถ้าย้อนคิดกลับไปตั้งแต่แรกที่เราทำเรื่องนี้เพราะอะไร จะทำให้เข้าใจว่าเราไม่ได้พูดเพื่อตัวเอง และถ้าเราไม่พูดคงจะไม่มีใครพูดเรื่องของคนไร้สัญชาติเช่นกัน เพราะเด็กที่เกิดมาเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่เกิดมาแบบผิดกฎหมาย จึงไม่ควรผลักไสเขาออกไป ฉะนั้น เราต้องช่วยให้เด็กได้มีสัญชาติ หรืออะไรสักอย่าง อย่างน้อยก็ต้องให้เขามีโอกาสได้รับบริการสาธารณสุขหรือการศึกษา ซึ่งเพียงแค่นั้นอาจทำให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศก็เป็นไปได้”
สำหรับล่าสุดในการประชุม One Young World Summit 2018 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ จึงเกิดการรวมตัวของกลุ่มผู้นำเยาวชนในการดำเนินงาน”โครงการต่อต้านความรุนแรงทางเพศ”ขึ้นเป็นครั้งแรก ที่สำคัญ “กมลนันท์” ได้ทำหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ในการเป็นกระบอกเสียงให้กับเด็กไร้สัญชาติบนเวทีโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยร่วมมือกับผู้นำเยาวชนจากประเทศต่าง ๆ ในการเข้าไปจัดการกับปัญหาความรุนแรงเกี่ยวกับเพศทั้งในระดับพื้นที่และในระดับโลก
“กมลนันท์” บอกว่า ก่อนหน้านั้นเคยแอบคิดว่าทำไมเราต้องทำธุรกิจเยอะแยะมากมาย และทำไมต้องทำธุรกิจให้ใหญ่โตขึ้น แต่เมื่อได้ฟังในสิ่งที่ “ศ.มูฮัมหมัด ยูนูส” ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน ประเทศบังกลาเทศ และเจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ พูดว่า ในยุคของคนรุ่นใหม่เราควรเปลี่ยนความคิดจากการที่เราต้องหางานให้กับตัวเอง มาเป็นการช่วยสร้างงานให้กับคนอื่น ๆ คำพูดง่าย ๆ แค่นี้เองทำให้เราเปลี่ยนความคิดเรื่องครอบครัวของตัวเองไปเลย
“เพราะถ้าครอบครัวทำธุรกิจให้เจริญเติบโตขึ้น แสดงว่าเราจะสามารถจ้างคนให้ทำงานได้มากขึ้น และยังจะทำให้เกิดผลที่ดีต่อสังคม และต่อผู้คนในอีกแบบหนึ่ง เมื่อเราตกตะกอนความคิดเช่นนี้ จึงทำให้เรามองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า จริง ๆ แล้วการทำธุรกิจช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ และอาจจะทำได้ยั่งยืนกว่าในสิ่งที่เราทำอยู่ด้วยซ้ำ”
กล่าวกันว่า ประสบการณ์และมุมมองใหม่ ๆ บนเวทีระดับโลกครั้งนี้เองที่ทำให้ “กมลนันท์” เติบโตทางความคิด และปรับเปลี่ยนเป้าหมายการทำงานไปสู่การสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมอย่างชัดเจนมากขึ้น
“เหมือนอย่างโครงการ VOICES หรือว่างานอื่น ๆ ที่ทำอยู่เราอยากเห็นว่าคนไร้สัญชาติหรือเด็กกำพร้าที่ได้รับการช่วยเหลือมีงานทำ เพราะเชื่อว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้อยากรอให้คนมาบริจาคช่วยเหลือไปตลอดชีวิต เราคิดว่าเขาเองก็อยากมีงานทำ และอยากมีรายได้เป็นของตัวเอง เพื่อให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
โดยตลอดระยะเวลาการทำงานเพื่อเด็กด้อยโอกาสของ “กมลนันท์” ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย จนเหมือนกับว่า “ความฝัน” ของเธอและเพื่อน ๆ ซึ่งเป็นฝันเดียวกันกับบรรดา“เด็กไร้สัญชาติ” ตามแนวตะเข็บชายแดนดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อม แต่เธอกลับไม่ย่อท้อและพร้อมเดินหน้าต่อไป แม้จะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม
“เราคิดว่าการทำงานในประเด็นเหล่านี้อาจไม่มีวันสำเร็จได้จริง ๆ เพราะถ้าเราช่วยคนได้หนึ่งคนหรือสิบคน แต่จะมีคนอีกเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นคนที่รอให้เราช่วย ที่สำคัญโลกของเรามีเด็กเกิดขึ้นใหม่ทุกนาที ทำให้มีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกแย่ที่ทำงานไม่สำเร็จ จนเริ่มท้อ สังคมไม่เชื่อมั่นเนื่องจากกฎหมายไม่สนับสนุน ตอนนั้นทำให้รู้สึกว่าเราอาจจะทำต่อไม่ได้แล้ว”
“แต่เมื่อวันหนึ่งมีโอกาสไปเลี้ยงเด็กที่บ้านพักฉุกเฉิน แล้วมีเด็กคนหนึ่งอายุขวบกว่า ๆ เดินเตาะแตะมากอดขา เหมือนจะรู้ว่าเรามีความรู้สึกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการทำงานแบบนี้ จึงทำให้รู้สึกว่าเราต้องสู้ต่อไป ไม่เช่นนั้นอนาคตของเด็ก ๆ เหล่านี้จะหายไปทันที วันนั้นเราคิดและบอกตัวเองว่ายอมแพ้ไม่ได้ แม้สิ่งที่ทำอาจไม่สำเร็จในวันนี้ พรุ่งนี้ หรืออีก 10 ปี แต่ทุกก้าวที่เราลงมือทำจะต้องทำให้ทุกอย่างดีขึ้นไปทีละนิด ๆ”
จนที่สุด “กมลนันท์” จึงร่วมมือกับเพื่อนชื่อ “สวรินทร์ ภุมรินทร์” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเด็กและสตรี VOICES ขึ้น เพื่อแปรรูปความฝันให้กลายเป็นความจริง โดยเธอได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง “ประธานมูลนิธิ ธนินท์ เทวี เจียรวนนท์” ด้วย
“เพราะเราอยากเห็นสังคมของเราร่วมด้วยช่วยกันมากกว่านี้ อย่างตอนนี้ทุกคนรับรู้และเข้าใจเรื่องความเท่าเทียม ความเสมอภาค และความหลากหลายทางเพศ แต่กฎหมายยังไม่ยอมรับ เราจึงอยากเชิญชวนคนรุ่นใหม่มาช่วยกันขับเคลื่อนสังคมและกฎหมายต่าง ๆ ให้ทันกับการพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ หลังจากนี้ ต่อไปคิดว่าตัวเองคงต้องไปทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาสังคมสัก 3-4 ปี เพื่อจะเรียนรู้เรื่องราวและประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สังคม หรือการทำงานกับภาครัฐ”
“และเมื่อกลับมาทำงานที่มูลนิธิ ธนินท์ เทวี เจียรวนนท์ จะได้ทำงานเพื่อสังคมอย่างเต็มที่ เพราะถ้าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ยั่งยืนจริง ๆ จำเป็นต้องทำงานกับทุกภาคส่วน และตอนนี้เราอยากเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อกลับมาช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้เกิดความยั่งยืนมากที่สุด”
ไม่ใช่ในฐานะลูกหลานตระกูลเจียรวนนท์
แต่ในฐานะ “มนุษย์” คนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาบนโลกใบนี้