โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

หมายศาลทางอีเมลภายใต้ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบในคดีซื้อขายออนไลน์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 ก.พ. 2565 เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 08.34 น.

หมายศาลทางอีเมลภายใต้ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบในคดีซื้อขายออนไลน์

โดย “สิตานันท์ ศรีวรกร” ผู้พิพากษาประจำศาลช่วยทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลแพ่ง

ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศกลายเป็นมาตรฐานกลางในการติดต่อสื่อสารและดำเนินกิจกรรมทางพาณิชย์ของผู้คนทั่วไปในสังคม ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ที่รัฐบาลออกมาตรการ   ล็อกดาวน์และมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-๑๙) ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมไม่สามารถกระทำได้ สภาพการณ์ดังกล่าวกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต้องประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในการดำเนินกิจกรรมทางพาณิชย์ ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการบริโภควิถีใหม่ที่เคลื่อนย้ายจากช่องทางการซื้อสินค้าและบริการในรูปแบบดั้งเดิมไปสู่การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

 

ปัญหาการซื้อขายผ่านเครือข่ายออนไลน์

รูปแบบการซื้อขายสินค้าและบริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอาจจำแนกออกได้เป็นหลายประเภท อาทิ  (1) การซื้อขายผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่เป็นตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-marketplace) เช่น Lazada.co.th หรือ Shopee.co.th (2) การประกาศขายสินค้าหรือบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-classified) เช่น kaidee.com หรือ Prakard.com (3) การซื้อขายผ่านร้านค้าออนไลน์ (e-shop) เช่น UNIQLO.com หรือ BigC.co.th และ (4) การซื้อขายผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Commerce) เช่น Facebook หรือ Instagram โดยรูปแบบดังกล่าวล้วนมุ่งเป้าไปที่การติดต่อซื้อขายสินค้าและบริการโดยตรงกับผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคอาศัยได้เพียงข้อมูลที่ผู้ประกอบธุรกิจนำเสนอบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ โดยไม่มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับผู้ประกอบธุรกิจหรือตรวจสินค้าในทางกายภาพ ส่งผลให้ผู้บริโภคอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอันเนื่องมาจากเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อแล้วไม่ได้รับสินค้า การได้รับสินค้าล่าช้าหรือไม่ถูกต้องตามที่สั่งซื้อ การที่สินค้าชำรุดบกพร่องระหว่างการขนส่ง หรือการได้รับสินค้าไม่ตรงตามมาตรฐานที่บรรยายสรรพคุณไว้ ยิ่งไปกว่านั้น โดยผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สุจริตมักปฏิเสธที่จะชดใช้เยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภค สถานการณ์เช่นนี้ลดทอนความน่าเชื่อถือและทำลายความมั่นใจในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างยิ่ง

 

การฟ้องคดีและการส่งหมายเรียกในคดีผู้บริโภคทั่วไป

ก่อนที่จะมีการจัดตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ขึ้นในศาลแพ่ง ผู้บริโภคอาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ประกอบธุรกิจเป็นจำเลยต่อศาลที่ผู้ประกอบธุรกิจมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล โดยจะฟ้องด้วยวาจาหรือทำคำฟ้องเป็นหนังสือก็ได้ ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่เป็นโจทก์จะได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ศาลจะสั่งให้ส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง และออกหมายเรียกผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายจำเลยให้มาศาลตามกำหนดนัด เมื่อจำเลยได้รับหรือถือว่าได้รับหมายเรียกให้มาศาลในวันนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานแล้ว หากจำเลยไม่มา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี กฎหมายให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ (กรณีจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การไว้) หรือขาดนัดพิจารณา (กรณียื่นคำให้การไว้) แล้วแต่กรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา ศาลจะพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโดยสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์ไปฝ่ายเดียว

การส่งหมายเรียกที่จะก่อให้เกิดหน้าที่ในการมาศาลตามกำหนดนัดแก่จำเลยต้องเป็น “การส่งหมายโดยชอบด้วยกฎหมาย”

ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทราบว่าตนถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ศาลอาจมีคำสั่งให้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือทางเจ้าพนักงานศาลก็ได้ ในกรณีที่ส่งทางเจ้าพนักงานศาล หากเจ้าพนักงานศาลไม่พบบุคคลผู้มีชื่อตามหมาย เจ้าพนักงานศาลอาจมอบหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่บุคคลที่มีอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่ในบ้านหรือที่ทำการของบุคคลนั้นให้รับไว้แทนก็ได้ หรือหากเจ้าพนักงานศาลไม่พบบุคคลผู้มีชื่อตามหมายและไม่มีผู้ใดรับไว้แทน และโจทก์แสดงหลักฐานว่าจำเลยมีภูมิลำเนาเป็นที่แน่นอน  เช่น สำเนาทะเบียนราษฎรหรือทะเบียนบ้าน ศาลอาจมีคำสั่งให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือที่ทำการของบุคคลผู้มีชื่อตามหมาย เมื่อเจ้าพนักงานศาลปิดหมายไว้ตามคำสั่งศาลโดยศาลสั่งให้หมายนั้นมีผลในทันที หรือเมื่อครบกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ปิดหมายไว้ ก็ถือว่าได้มีการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

หากเจ้าพนักงานศาลไม่สามารถส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยได้โดยมีการตีคืนหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องกลับเข้าสู่สำนวน ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุที่ภูมิลำเนาของบุคคลผู้มีชื่อตามหมายถูกรื้อถอนไปแล้ว หรือบุคคลนั้นย้ายที่อยู่ใหม่ หรือเพราะเหตุอื่นใด ศาลอาจจะมีคำสั่งให้โจทก์แถลงยืนยันที่อยู่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาแห่งใหม่ของจำเลยให้ศาลทราบเพื่อดำเนินการส่งหมายใหม่ต่อไป

 

การส่งหมายเรียกอิเล็กทรอนิกส์ “ก่อน” การวางระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ

ในปี 2558 มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 68 กำหนดให้การยื่นส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดี ไม่ว่าจะโดยคู่ความหรือโดยศาล รวมทั้งการแจ้งคำสั่งของศาลไปยังคู่ความหรือบุคคลใด อาจดำเนินการได้โดยทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (ซึ่งต่อไปในบทความนี้ผู้เขียนจะเรียกว่า “อีเมล”) ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา และต่อมาในปี 2563 ศาลยุติธรรมได้เปิดใช้งานระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (หรือที่เรียกว่า “ระบบ  e-Filing”) เพื่อรองรับการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางอิเล็กทรอกนิกส์ ในกรณีนี้ ประชาชนสามารถยื่นฟ้องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังเขตศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือที่มูลคดีเกิดขึ้นอีกต่อไป

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการยื่นส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีผ่านอีเมลมี 2 ฉบับ ได้แก่ (1) ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้ศาลอาจแจ้งคำสั่งไปยังคู่ความทางอีเมล แต่การแจ้งคำสั่งในกรณีดังกล่าวถูกจำกัดเฉพาะกรณีที่โจทก์ตั้งต้นฟ้องคดีผ่านระบบ e-Filing เท่านั้น และอีเมลที่อาจส่งได้นั้นต้องเป็นอีเมลที่คู่ความลงทะเบียนแจ้งไว้ต่อศาลแล้ว และ (2) ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ข้อ 7 ที่กำหนดให้การยื่น ส่ง หรือรับเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic data) อาจดำเนินการโดยทางอีเมลก็ได้ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานศาลยุติธรรมประกาศ โดยประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ ฉบับลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ข้อ ๗ วรรคสอง กำหนดให้การส่งหมายนัดหรือเอกสารทางคดีหรือการแจ้งคำสั่งศาลอาจดำเนินการทางอีเมล โดยจัดทำเอกสารหรือข้อความนั้นในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แต่อีเมลที่อาจส่งได้นั้นต้องเป็นอีเมลที่คู่ความลงทะเบียนแจ้งไว้ต่อศาลแล้วเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ในทางปฏิบัติแม้โจทก์จะตั้งต้นฟ้องร้องจำเลยต่อศาลผ่านระบบ e-Filing แต่เมื่อจำเลยยังไม่ทราบว่าตนถูกฟ้องและยังไม่เคยลงทะเบียนอีเมลไว้ต่อศาล การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทางอีเมลย่อมไม่อาจกระทำได้ ศาลจึงจำต้องส่งด้วยวิธีดั้งเดิมตามที่ได้กล่าวไป

ปัญหาในทางปฏิบัติจากการส่งหมายเรียกด้วยวิธีดั้งเดิม

การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีดั้งเดิมไปยังที่อยู่ตามที่โจทก์ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลยนั้น เป็นการส่งบนพื้นฐานของข้อสันนิษฐานว่าจำเลยได้อาศัยหรือทำการ ณ ที่อยู่ตามที่ปรากฏในเอกสารทะเบียนราษฎรหรือทะเบียนบ้านหรือหนังสือรับรองนิติบุคคลนั้น อย่างไรก็ดี บุคคลผู้มีชื่อตามหมายอาจไม่ได้อาศัยหรือทำการอยู่ ณ ที่อยู่นั้นในความเป็นจริงก็ได้

ตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลาที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล จำเลยมิได้อาศัยอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามที่ปรากฏในทะเบียนราษฎรหรือทะเบียนบ้านเนื่องจากย้ายไปทำงานที่จังหวัดอื่น จำเลยจึงไม่ได้มาศาลตามหมายเรียกและไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลจึงพิจารณาพิพากษาหรือชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ดังนี้ แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังที่อยู่ตามที่ปรากฏในทะเบียนราษฎรหรือทะเบียนบ้านจะเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเนื่องจากตนไม่ได้อาศัยอยู่ที่ภูมิลำเนาดังกล่าว จำเลยอาจยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่อ้างว่าตนไม่ได้รับหมายเรียกจากศาลและไม่ทราบว่าถูกฟ้องคดี การขาดนัดยื่นคำให้การมิได้เป็นไปโดยจงใจและจำเลยมีทางชนะคดีได้ ในกรณีนี้ มีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าเป็นกรณีมีเหตุสมควร จึงอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลยซึ่งจะทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้าออกไป

การส่งหมายเรียกอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบในคดีซื้อขายออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ได้มีการจัดตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ขึ้นในศาลแพ่งซึ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา แผนกซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าหรือบริการบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (คดีซื้อขายออนไลน์) เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ที่มีข้อพิพาทอันเกิดจากการบริโภควิถีใหม่สามารถเข้าถึงสิทธิทางศาลในการฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตนเองได้อย่างสะดวก โดยการดำเนินกระบวนพิจารณาทุกขั้นตอนในคดีซื้อขายออนไลน์จะใช้วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การยื่นคำฟ้อง คำให้การ รับส่งคำคู่ความ คำสั่งศาล หมายเรียก หมายอื่น ๆ รวมทั้งเอกสารทางคดีเหล่านี้จะดำเนินการรับส่งในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของศาลทั้งหมด หรือที่เรียกว่า “ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ”

ภายใต้ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบนี้ คู่ความอาจยื่นคำฟ้อง คำให้การ คำคู่ความ หรือเอกสารอื่นต่อศาลผ่านระบบ e-Filing ได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง ทางเว็บไซต์ https://cios.coj.go.th/consumer/นอกจากนี้ ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้วิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ในคดีซื้อขายออนไลน์ ข้อ ๗ วรรคหนึ่ง ยังกำหนดให้การส่งหมายเรียก หรือเอกสารทางคดี หรือการแจ้งคำสั่งศาล ให้แก่คู่ความ ต้องดำเนินการทางอีเมล โดยจัดทำเอกสารหรือข้อความนั้นในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แล้วส่งไปยังอีเมลของคู่ความตามที่

(1) คู่ความได้แจ้งไว้ต่อศาล

(2) คู่ความนั้นได้ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์ที่พิพาท หรือ

(3) คู่ความได้แจ้งไว้ต่อหน่วยงานราชการหรือสถาบันการเงิน

จากข้อกำหนดข้างต้น มีข้อสังเกตสามประการดังนี้

ข้อสังเกตประการแรก อีเมลทั้งสามกรณีข้างต้นเป็นหลักเกณฑ์ (criteria) ที่เชื่อถือได้ว่าที่อยู่อีเมลนั้นเป็นของคู่ความอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นข้อมูลที่คู่ความได้แจ้งไว้ต่อศาลด้วยตนเอง หรือเป็นอีเมลที่คู่ความได้ใช้ติดต่อสื่อสารกับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์ที่พิพาทกันก่อนที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาล หรือเป็นข้อมูลที่คู่ความได้แจ้งไว้ต่อหน่วยงานราชการหรือสถาบันการเงินด้วยตนเอง ดังนั้น อีเมลดังกล่าวจึงมีลักษณะที่น่าเชื่อถือว่ามีอยู่จริง และคู่ความสามารถเข้าถึงเอกสารทางคดีที่จัดส่งไปยังที่อยู่ดังกล่าวได้โดยง่าย ไม่แตกต่างจากการส่งไปยังภูมิลำเนาของคู่ความนั้น หลักการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวนี้จึงมีขึ้นเพื่อรองรับระบบการดำเนินคดีของศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ทั้งนี้ โดยให้ถือว่าคู่ความที่ได้รับเอกสารทางคดีด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทราบข้อความนับแต่เวลาที่เอกสารหรือข้อความเช่นว่านั้นไปถึงคู่ความตามอีเมลดังกล่าว

ข้อสังเกตประการที่สอง คดีซื้อขายออนไลน์เป็นคดีผู้บริโภคที่มีลักษณะพิเศษเนื่องจากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายคือผู้ซื้อในฐานะผู้บริโภคและผู้ขายในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอาจไม่มีโอกาสติดต่อสื่อสารกันในทางกายภาพมาก่อน การโฆษณาชี้ชวนตลอดจนการทำคำเสนอสนองตกลงทำสัญญาและชำระราคาค่าสินค้าและบริการกระทำผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ การส่งหมายรวมถึงเอกสารทางคดีและคำสั่งศาลทางอีเมลจึงเป็นวิธีการที่สอดรับกับลักษณะของคดีซื้อขายออนไลน์ที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยี และมีความคุ้นเคยในการใช้เทคโนโลยีเพื่อรับส่งเอกสารทางอีเมลเป็นประจำ คู่กรณีจึงไม่ต้องปรับตัวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาอิเล็กทรอนิกส์ของศาล แตกต่างจากคดีผู้บริโภคประเภทอื่นที่คู่ความในคดีอาจไม่ได้มีความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเพียงพอ การส่งหมายทางอีเมลในคดีผู้บริโภคประเภทอื่นนอกเหนือจากคดีซื้อขายออนไลน์จึงอาจเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมในเวลานี้

ข้อสังเกตประการที่สาม ในคดีที่ผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องผู้ประกอบธุรกิจเป็นจำเลย แม้ผู้บริโภคจะได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง รวมตลอดถึงค่าใช้จ่ายในการวางเงินค่านำส่งหมายก็ตาม หากในท้ายที่สุดแล้ว ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ผู้ประกอบธุรกิจในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้น โดยถือเป็นการชำระในนามของโจทก์ แต่การส่งหมายทางอีเมลจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจที่แพ้คดีไม่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้แทนผู้บริโภคที่ชนะคดีในส่วนนี้ ดังนั้น การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตลอดจนเอกสารทางคดีภายใต้ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบในคดีซื้อขายออนไลน์แก่คู่ความที่สื่อสารรับส่งข้อมูลทางอีเมลในชีวิตประจำวันอยู่แล้วจึงเป็นหนึ่งในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสำหรับคดีผู้บริโภคซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคู่ความ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักความรวดเร็ว ประหยัด และมีประสิทธิภาพ

บทสรุป

ด้วยเหตุที่ในปัจจุบัน การทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ตแพร่หลายมากขึ้น กิจกรรมทางพาณิชย์ที่สำคัญ อาทิ การสมัครสมาชิก การตกลงทำสัญญาซื้อขาย ตลอดจนการใช้ระบบชำระเงินอัตโนมัติ ล้วนกระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดังนั้น การนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลที่ภูมิลำเนาของผู้ขายอยู่ในเขตอำนาจ หรือที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจ อาจไม่คุ้มค่ากับการที่ผู้บริโภคจะต้องเสียเวลาเดินทาง หรือเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี อีกทั้งผู้บริโภคยังอาจถูกจำกัดการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ขายหรือผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิลำเนาที่แท้จริงของผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายสินค้าหรือบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ย่อมควรถูกชำระด้วยระบบวิธีระงับข้อพิพาททางอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน การยื่นฟ้องคดีต่อศาลและการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีดั้งเดิมย่อมไม่สอดคล้องกับรูปแบบการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น จึงมีการสร้างวิธีระงับข้อพิพาททางการศาลในคดีซื้อขายออนไลน์โดยเปิดช่องให้คู่ความสามารถยื่นฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง และศาลจะดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ตลอดจนเอกสารทางคดีในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไปยังคู่ความตามที่อยู่อีเมลที่คู่ความนั้นใช้ติดต่อสื่อสารกับคู่กรณี หรือที่ได้แจ้งไว้ต่อศาล หรือต่อหน่วยงานราชการ หน่วยงานราชการหรือสถาบันการเงิน เช่น อีเมลของผู้ขายที่ใช้ในการสมัครแพลตฟอร์มบริการทางการเงินออนไลน์บนแอปพลิเคชันของธนาคาร หรือแอปพลิเคชันที่ใช้ในการลงทะเบียนกับโครงการของรัฐต่าง ๆ อันเป็นการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการฟ้องคดีให้แก่ผู้บริโภค อีกทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ตลอดจนตัดทอนภาระของผู้บริโภคในการสืบค้นภูมิลำเนาของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อที่จะส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าถึงและใช้สิทธิทางศาลในการดำเนินคดีซื้อขายออนไลน์ได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...