โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

#คืนปากให้ครู #คืนหูให้กระทรวง เดินหน้าทวง ปักธงถาม ‘ครูที่อยากเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ตัวปัญหา’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 ก.พ. 2565 เวลา 10.24 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 07.17 น.
การ์ตูนที่เผยแพร่ในเพจ 'ครูขอสอน' สะท้อนภาระหนักอึ้งของงานเอกสาร

ยังมากมายด้วยประเด็นร้อนแรงรอการแก้ไข สำหรับแวดวงการศึกษาไทย

ไม่ว่าจะเป็นปมปัญหา‘ทีแคส 2565’ ที่กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์เมื่อมีการแชร์ ‘คำตอบ’ จากแอดมินเพจ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ต่อคำถามเรื่องการเข้าสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนลุกลามไปสู่การรวมตัวของเยาวชนหลากหลายกลุ่มแล้วเข้ายื่นหนังสือถึง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ตรวจสอบการทำงานของ ทปอ. พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงตอบคำถามของแอดมินเพจ

ไม่ว่าจะเป็นการที่นักเรียนลุกขึ้นมาฮือไล่ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเชื่อว่าแอบดู ‘ครูสาว’ อาบน้ำ จน ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการติดตามตรวจสอบโดยเร็ว ในขณะเดียวกันก็จี้องค์กรหลักทำแผนดึง ‘เด็กตกหล่น’ เข้าเรียน

ด้าน สพฐ.ก็ทุ่มงบกว่า 5.2 พันล้าน ผุดโรงเรียนคุณภาพชุมชน เฟสแรก 349 แห่ง เพื่อลดจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กและกระจายทรัพย์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หันมาดู‘วงการครู’ ก็คุกรุ่น โดยก่อนหน้านี้ โซเชียลร่วมกันติดแฮชแท็ก #ทำไมครูไทย (อยาก) ลาออก ครูไทยทั่วประเทศ แชร์เรื่องราวและประสบการณ์ของตนอย่างกว้างขวาง #คืนปากให้ครูคืนหูให้กระทรวง ผุดตามมา พร้อมการเคลื่อนไหวที่คาดหวังว่าเสียงจากครูจะไปถึงหูกระทรวงการศึกษาธิการ

หยุดโรแมนติก เลิกลอยตัวเหนือปัญหา

อย่าอ้าง ‘ครู (ต้อง) เป็นผู้เสียสละ’

ครูทิว ธนวรรธน์ สุวรรณปาล ครูยอร์ช ณัฐพงศ์ อนุสนธิ์ และ ครูแนน ปาริชาต ชัยวงษ์ ร่วมซูมปัญหาครูไทยเผยแพร่ในเพจ ‘ครูขอสอน’ ถึงประเด็นที่เกิดเสียงวิพากษ์ในช่วงที่ผ่านมา กรณีทำไมครูไทย (อยาก) ลาออก ว่า แท้จริงแล้ว กระแสครูอยากลาออกไม่ได้เพิ่งเกิด แต่พอมีการแชร์ประสบการณ์ของตัวเองลงโซเชียลมีเดีย ก็มีครูหลายๆ คน จับมือกันออกมาเคลื่อนไหว ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่าปัญหาที่มันสะสมอยู่มีหลากหลายมิติ ตั้งแต่ระดับโรงเรียน ปัญหาระดับครู การทำงานมากกว่าหน้าที่สอน ฯลฯ

‘ถ้าเป็นครูแล้วอยากเปลี่ยนแปลงทำไมไม่ไปเป็นผู้บริหารล่ะ?’

เป็นคำถามที่เหล่าครูๆ ผู้อยากเปลี่ยนแปลงถูกถามบ่อยครั้ง

“คำพูดเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจนิยม เพราะถ้าเราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง แต่ถ้าเราเป็นเพียงคนตัวเล็กตัวน้อย มันเปลี่ยนไม่ได้หรอก ต้องรอให้กลายเป็นผู้ที่มีอำนาจก่อน ส่วนคนที่อยู่มานานกับระบบนี้จนชินกับปัญหา คิดว่าตัวเองอยู่ระดับเดียวกันกับคนที่สั่งการ หรือคนที่ออกนโยบาย และมองว่าผู้ที่ออกมาเรียกร้องเป็นตัวปัญหาเสียเอง รวมไปถึงยืนบนอุดมการณ์คนละแบบ อาจจะเพราะว่าอายุในงานมีเยอะแล้ว และไม่ได้กระทบ หรือเดือดร้อน หรืออาจจะเพราะเราสามารถพูดได้ดังกว่า มีเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้มากกว่า การพูดของเรามันเลยดังกว่าเขา”

เหล่าครูเปิดประเด็นก่อนไปสู่ที่มาของ #คืนปากให้ครูคืนหูให้กระทรวง ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบเชิงสัญญะ กล่าวคือ

คำว่า คืนปาก สื่อถึงการที่ ‘ครู’ ถูกทำให้พูดไม่ได้ หรือพูดไปแล้ว ‘มีราคาที่ต้องจ่าย’

ในขณะที่ คืนหูกระทรวง สื่อถึงการเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบหันมาฟังเสียงของครู

“ที่ผ่านมาได้ยินเสียงเรียกร้องของครูหรือไม่ การที่ครูเป็นคนดีมีเมตตา และปัญหาทุกอย่างจะหมดไปได้จริงๆ เหรอ? การบอกว่าครูเป็นผู้เสียสละแบบนี้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่รัฐนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อหยิบฉวยให้ตัวเองลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ไม่สามารถนำมาเป็นสิ่งที่โรแมนติกได้ (Romanticize)

ที่ผ่านมาเราจะเห็นชุดคุณค่าต่างๆ ที่มีต่อวิชาชีพครู ถูกผลิตซ้ำผ่านพิธีกรรม ผ่านสื่อต่างๆ ที่ให้เห็นครูในฐานะพระคุณที่สาม มีบุญคุณ มีความเสียสละอุทิศตน หลายคนอุทิศเวลา ทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งชีวิต

รัฐกลับปล่อยให้ครูตาย สิ่งเหล่านี้มีคุณค่า แต่เสียงของครูกลับถูกมองข้าม

หากวิชาชีพครู มีความสำคัญต่อผู้คนและสังคมนี้อย่างแท้จริง แต่ทำไมที่ผ่านมารัฐกลับปล่อยให้ครูต้องดิ้นรน โดดเดี่ยว บั่นทอนขวัญกําลังใจ ตลอดจนไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนซึ่งเป็นภารกิจหลักของผู้ประกอบวิชาชีพครู

และที่สำคัญที่สุด คือ ระบบการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการไม่ให้ความสำคัญที่เพียงพอกับการถนอม ‘หัวใจมนุษย์’ อันเป็นรากฐานสำคัญในการจัดการเรียนการสอนที่ดีได้

เมื่อครูออกมาพูดปัญหา หรือเสนอแนวทางที่อาจนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า กลับถูกปิดปาก ปิดกั้น หรือเพิกเฉย”

‘สมุดพกคุณครู’ ประเมินมา ประเมินกลับ ไม่โกง

วงสนทนาในเพจครูของสอนยังเล่าว่า ที่ผ่านมามีการประเมินครูบ่อยครั้ง ถึงเวลาแล้วที่ครูจะประเมินหน่วยงานต่างๆ กลับบ้าง จึงเป็นที่มาของ สมุดพกส่งเสียงครู ที่ให้ครูและนักศึกษาครูได้ประเมินกลับบ้าง โดยมีการประเมินให้กับหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการศึกษาธิการ เขตพื้นที่การศึกษาและศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารโรงเรียน วัฒนธรรมในโรงเรียน นอกจากนี้ ยังมีการทำการประเมินโดยครูกว่า 1,000 คน ซึ่งเป็นการประเมินพื้นที่ที่ช่วยครูเรียนรู้ในปีที่ผ่านมา พบว่า กว่าร้อยละ 36 เป็นการเรียนรู้จากโครงการอื่นๆ ตามความสมัครใจ ร้อยละ 30 เกิดจากการสนทนาภายในโรงเรียน ร้อยละ 26 เกิดจากการสนทนาภายนอกโรงเรียน และเพียงร้อยละ 7 ที่เกิดจากโครงการของกระทรวง/เขต

นอกจากนี้ ยังมีรายงานพฤติกรรม “กระทรวงศึกษาธิการ” โดยนโยบายที่ครูส่วนใหญ่จำได้คือนโยบายที่ทำไม่ได้

“ส่วนใหญ่ที่จำเพราะยังทำไม่ได้ เช่น ลดภาระงานครู คืนครูสู่ห้องเรียน ลดเอกสาร”

เป็นเหมือนมุขตลกที่ขำไม่ออก เมื่อครูยังต้องชอกช้ำอยู่ร่ำไป

สำหรับนโยบายที่ครูมองว่าควรปรับปรุงมากเป็นอันดับที่ 1 คือ เรื่องการประเมินวิทยฐานะ ที่แม้จะเห็นความพยายามในการปรับเกณฑ์ให้เน้นความสำคัญของผู้เรียน แต่สุดท้ายผู้บริหารยังคงดูจากเอกสาร และให้คะแนนงานนอกเหนือการสอนมากกว่าอยู่ดี วิธีการประเมินยังคงไม่สะท้อนการปฏิบัติงานจริงได้

อันดับที่ 2 ได้แก่ นโยบายที่สั่งการสำรวจข้อมูลรายงานต่างๆ ที่ซ้ำซ้อน และไม่ได้รับการตอบสนองจากสิ่งที่รายงานไป

อันดับ 3 คือ การประเมิน การประกวด รวมถึงโครงการโรงเรียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนพระราชทาน ที่ครูสะท้อนว่าไม่ตอบโจทย์ของครูและผู้เรียนอย่างแท้จริง อีกทั้งเอกสารที่ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อตอบการประเมินดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง เช่น การประกวดร้องเพลง MV ครูไทยยิ้มได้เมื่อภัยมา อีกทั้งของขวัญจากกระทรวงที่ออกมาเป็นหน้าที่ที่ครูต้องทำอยู่แล้ว

“ในส่วนของของขวัญที่ครูต้องการจากกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด คือ การลดภาระงานครูที่นอกเหนือจากการสอนและดูแลช่วยเหลือนักเรียน ให้มีการบรรจุเจ้าหน้าที่สนับสนุนการสอน เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ที่รับผิดชอบ โดยครูจะได้เต็มที่กับการสอน การพัฒนาตนเอง และการจัดการเรียนรู้ คืนครูสู่ห้องเรียนจริงๆ อันดับต่อมาคือ การลดงานเอกสาร การประเมิน การสำรวจที่ซ้ำซ้อน ไม่สะท้อนความเป็นจริง มากเกินความจำเป็น อีกทั้งโครงการ และนโยบายต่างๆ ที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการและสอดคล้องกับบริบท และเกิดประโยชน์กับผู้เรียนควรยกเลิกไป

นโยบายเหล่านี้กลายเป็นผลงานของผู้บริหาร แต่ครูกับนักเรียนไม่ได้อะไร ครูขอให้มีระบบและผู้บริหารที่เป็นธรรม โปร่งใส แก้ปัญหาวัฒนธรรมที่ให้อำนาจผู้บริหารมากจนเกินไปจนขาดการมีส่วนร่วม มีสิทธิมีเสียงของครู และไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้ ระบบอุปถัมภ์และการขาดธรรมาภิบาลนี้ ลดทอนประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาและขวัญกำลังใจของครู รวมถึงขอการประเมินวิทยฐานะ และผลการปฏิบัติงานที่เป็นธรรม สะท้อนถึงการปฏิบัติงานสอนที่ส่งผลต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง ให้มีระบบที่สนับสนุนการทำงาน การจัดการเรียนรู้อย่างเพียงพอ

สำหรับสิ่งสุดท้ายที่ครูอยากขอคือ การรับฟัง และจริงใจในการแก้ปัญหา โดยรัฐไม่ได้ปล่อยให้โรงเรียน ให้ครูเผชิญปัญหาโดยลำพัง ลดการสั่งการ เพิ่มการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจให้กับครู ยังไงเราก็เป็นทีมเดียวกัน ที่อยากเห็นประโยชน์สูงสุดเกิดกับผู้เรียน”

คือเสียงจากครูที่คาดหวังในการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ทว่า เพื่อนักเรียนและสังคมไทย

พร้อมย้ำชัดว่า

“อีก 1 ธงในปีนี้ กลุ่มครูขอสอน จะขอทวงถามในประเด็นต่างๆ ที่เราได้นำเสนอไป แล้วทางกระทรวงศึกษาธิการได้รับปาก และต้นสังกัดรับปากเรา และเขามีแนวทางอย่างไร ดังนั้น เราจะตามทวง”

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...