โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

สิ่งที่ "พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูก"

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 11.45 น. • Motherhood.co.th Blog

สิ่งที่ "พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูก"

มีคำพูดหลายอย่างที่ "พ่อแม่ไม่ควรพูดกับลูก" นะคะ แต่หลาย ๆ ครั้งพ่อแม่บางคนก็อาจจะพูดมันออกมาโดยไม่ทันคิด อย่างเช่น ถ้าหนูไม่รีบ แม่จะทิ้งหนูไว้ที่นี่แล้วนะ นี่คือปัญหาหนึ่งที่มีต้นตอมาจากความไม่ระวังของพ่อแม่เอง แล้วเราจะแก้ปัญหานี้กันได้อย่างไร ?

พ่อแม่ทั่วโลกต่างก็มีคำศัพท์ที่คล้ายคลึงกันอย่างน่ากลัวเพื่อจัดการกับลูก ๆ ของพวกเขาที่เป็นเด็กดื้อ 'เร็วเข้า ไม่งั้นแม่จะทิ้งหนูไว้ที่นี่นะ ' 'กิน ๆ เข้าไปซะ โลกนี้มีเด็กยากไร้ผู้หิวโหยอีกตั้งเยอะ' 'ทำไมลูกไม่เห็นเหมือนพี่เค้าเลย' ประโยคแบบนี้มีทั่วทุกประเทศ วัฒนธรรม และภาษา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้บอกไว้ว่ามันเป็นสิ่งที่รบกวนใจเด็ก ๆ อยู่ไม่น้อย

ลอเรนโซ ไนอา ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารกับเด็กในตูริน ผู้เขียนหนังสือสำหรับเด็ก กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ "มักถูกพูดอย่างสบาย ๆ (โดยพ่อแม่) โดยที่พวกเขาไม่ได้สังเกตว่าลูก ๆ กำลังซึมซับสัญญาณจากพวกเขาอยู่" แอนนาลิซ่า ฟอลคอน นักการศึกษา ก็เห็นด้วย "เด็ก ๆ เข้าใจข้อความจากพฤติกรรมของเรา จากสิ่งที่เราพูด จากน้ำเสียงที่เราพูด" เธอกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 คน จะบอกกับเราว่าพวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับคำพูดที่ใช้บ่อยที่สุดในการสั่งสอนเด็ก และเราจะหาคำพูดที่ดีกว่ามาทดแทนได้อย่างไร

เมื่อพ่อแม่ขู่จะทอดทิ้งลูก

"ถ้าลูกไม่รีบ แม่จะทิ้งหนูไว้ตรงนี้แล้วนะ"

"ถ้าลูกทำแบบนี้อีก พ่อกับแม่จะไม่อยู่ด้วยแล้ว"

"เมื่อพ่อแม่พูดสิ่งเหล่านี้ พวกเขาจะปลูกฝังความกลัวให้ลูก ๆ เพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเร็วขึ้น" ฟอลคอนกล่าว

ปัญหาคือ: ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองเห็นพ้องกันว่าเด็กกลัวการถูกทอดทิ้งมากกว่าสิ่งใด แม้กระทั่งความตาย ในขณะที่เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะกลัวความตายเมื่อโตขึ้น "ความกลัวการถูกทอดทิ้งมีมาแต่กำเนิด – มากจนทารกมักจะร้องไห้เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ดูแลของพวกเขาอยู่ที่นั่น" ไนอากล่าว

เนื่องจากปัญหาของการละทิ้งโดยสัญชาตญาณ เด็ก ๆ จำเป็นต้องรู้ว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาพ่อแม่ได้ตลอดเวลา "ในฐานะพ่อแม่ คุณควรทำให้ชัดเจนว่าแม้คุณอาจไม่เห็นด้วยกับพวกเขาเสมอไป และคุณอาจโกรธ แต่ยินดีเสมอกับการที่พวกเขาจะวางใจในตัวคุณ และคุณจะไม่หยุดรักและสนับสนุนพวกเขา ไนอาพูดต่อ "การขู่ว่าจะละทิ้งพวกเขา เป็นเหมือนการส่งข้อความถึงพวกเขาว่ามันมีโอกาสที่คุณอาจไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อพวกเขา"

วิธีแก้ปัญหา: พ่อแม่มักใช้คำพูดเหล่านี้เมื่อต้องรีบไป หรือเพื่อให้แน่ใจว่าลูกจะไม่หลงทาง "วิธีหนึ่งคือการเปลี่ยนประโยคเหล่านี้เป็นแง่บวก”" ไนอากล่าว แทนที่จะพูดว่า "ถ้าลูกไม่ทำ X แม่จะทำ Y" คุณสามารถพูดว่า "ถ้าลูกทำสิ่งนี้เพื่อแม่ แม่จะทำเพื่อลูก"

ตามคำกล่าวของฟอลคอน คุณสามารถลองใช้ประโยคเช่น "โอค แม่จะให้เวลาหนูสิบนาทีในการชิงช้าให้เสร็จ จากนั้นเราจะไปกัน" เธอเสริมว่า "สิ่งนี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดที่สำคัญ เช่น การประนีประนอม"

เมื่อพ่อแม่ข่มขู่หรือแบล็กเมล์ลูก

"ถ้าหนูกรี๊ดแบบนี้ แม่จะให้หนูไปอยู่โรงเรียนประจำ"

"ถ้าหนูไม่ทำตัวดี ๆ ก็รอดูได้เลยว่าจะเจออะไร"

"ถ้าหนูไม่ทำการบ้าน พ่อจะไม่ซื้อของเล่นอันนั้นให้นะ"

พ่อแม่มักจะพูดสิ่งเหล่านี้เป็นหลักเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกประพฤติตัวไม่เหมาะสม แต่ตามคำกล่าวของฟอลคอน คำพูดประเภทนี้ "เป็นทางลัดสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า พวกเขาไม่ได้สอนบทเรียนที่แท้จริงให้เด็ก ๆ ฟัง"

ปัญหาคือ: ไนอากล่าวว่าจิตวิทยาและการสอนในวัยเด็กกีดกันพ่อแม่ออกไปจากความคิดเกี่ยวกับการลงโทษ เพราะเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามความกลัวที่จะถูกลงโทษ แทนที่จะคิดถึงพฤติกรรมของพวกเขาจริง ๆ "พวกเขาจะพยายามตอบสนองความคาดหวังของผู้ใหญ่โดยไม่เข้าใจว่าทำไม" ฟอลคอนกล่าวเสริม

"หลักการเดียวกันนี้ใช้กับการให้รางวัลเช่นกัน" ไนอกล่าว "เมื่อคุณพูดว่า 'ถ้าลูกได้เกรดดี พ่อจะซื้อของเล่นให้' โฟกัสจะไปอยู่ที่ของเล่นมากกว่าพฤติกรรม"

วิธีแก้ปัญหา: ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคิดว่าพ่อแม่ควรรับทราบพฤติกรรมที่ดีและไม่ดีเสมอ การยกย่องสำหรับการกระทำที่ดีจะช่วยให้เด็ก "หยุดและไตร่ตรองถึงการกระทำที่เป็นบวกนี้" ไนอากล่าว

ในทำนองเดียวกัน พ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้พฤติกรรมแย่ ๆ ลอยนวลไป พวกเขาควรเอ่ยปากออกมาด้วยความตั้งใจที่จะกระตุ้นให้พวกเขาทำตัวดีขึ้น "แทนที่จะพูดว่า 'ลูกไม่สามารถเล่นคอมพ์ได้เพราะลูกยังทำการบ้านไม่เสร็จ' คุณควรลองเป็น 'ทันทีที่ลูกทำการบ้านเสร็จ ลูกก็สามารถเล่นคอมพ์ได้'"ไนอากล่าว

เมื่อพ่อแม่พยายามสอนลูกเรื่องศีลธรรมหรือบทเรียนชีวิต

"กิน ๆ เข้าไปซะ มีเด็กอดอยากอีกตั้งเยอะในโลก"

"ชีวิตมันไม่ง่ายหรอกนะ ลูกต้องเรียนรู้ซะตั้งแต่ตอนนี้"

"รอให้โตก่อน ลูกถึงจะทำอย่างที่อยากทำได้ แต่ตอนนี้ลูกต้องฟังพ่ออย่างเดียว"

ตามที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองกล่าว พ่อแม่มักจะใช้บทเรียนทางศีลธรรมเพื่อสร้างความท้าทายที่เด็ก ๆ จะต้องพบเจอในชีวิต แต่เด็กกลับมองว่านั่นคือการลงโทษพวกเขา

ปัญหาคือ: ข้อความเหล่านี้มักจะเป็นสิ่งที่ไม่เจาะจงและเป็นนามธรรม ดังนั้น เด็ก ๆ จึงเข้าใจได้ยากว่าหมายถึงอะไร "อย่างที่เราทราบจากการศึกษาเรื่องประสาทวิทยา การคิดเชิงนามธรรมนั้นพัฒนาช้ามาก ระหว่างอายุ 5-25 ปี" ฟอลคอนกล่าว แต่เธอแนะนำว่าพ่อแม่ควรให้ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นแก่ลูก ๆ ที่พวกเขาสามารถเชื่อมโยงได้

"ลองนึกถึงคำพูดที่ว่า 'กินอาหารซะ เด็กคนอื่น ๆ กำลังหิวโหย' ข้อความที่เราต้องการจะสื่อคืออย่ากินทิ้งกินขว้าง แต่การใช้ถ้อยคำเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเรากำลังกล่าวโทษเด็กสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา"

วิธีแก้ปัญหา: ไนอากล่าวว่าพ่อแม่ควรแนะนำแนวคิดเรื่องศีลธรรมเชิงเปรียบเทียบผ่านความช่วยเหลือจากนิยาย "การเล่น การอ่าน การดูตัวละครต่าง ๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้ช่วยให้เด็กพัฒนาความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ" ไนอากล่าวต่อ เรื่องราวในจินตนาการยังช่วยให้เด็ก ๆ จินตนาการถึงสถานการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบได้

เมื่อพ่อแม่เปรียบเทียบลูกกับคนอื่น

"ทำไมลูกไม่ทำตัวเหมือนลูกพี่ลูกน้องเค้าบ้างนะ พวกนั้นเค้าออกจะมารยาทดี"

"แกนี่เหมือนพ่อ/แม่แกจังนะ"

"ลูกไม่ถนัดเรื่องนี้หรอก มา แม่จัดการเอง"

ฟอลคอนคิดว่าการเปรียบเทียบหลาย ๆ อย่างมาจากความคิดของเราในการจัดลำดับความสำคัญของประสิทธิภาพการทำงานและความสำเร็จ "ลูกต้องทำตามความคาดหวังเสมอ ทำให้ดีกว่าคนอื่น" เธอกล่าว

ปัญหาคือ: "ในฐานะนักการศึกษาเด็ก ฉันพูดเสมอว่านี่ไม่ใช่การแข่งขัน ทุกคนมีความพิเศษและต้องการเวลาของตัวเอง" ฟอลคอนกล่าว "นั่นคือสิ่งที่ผู้ปกครองทุกคนควรเข้าใจ" ความจริงที่ว่าพฤติกรรมบางอย่างเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในเด็กคนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมนั้นจะเป็นไปตามสัญชาตญาณสำหรับเด็กคนอื่น ๆ การเปรียบเทียบลูกของคุณกับเด็กคนอื่น ๆ ที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะ "เสี่ยงที่จะบ่อนทำลายความภาคภูมิใจในตนเองและความมั่นใจของพวกเขา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จำเป็นต่อการเผชิญกับอนาคตของพวกเขา" ฟอลคอนกล่าว

ในทำนองเดียวกัน พ่อแม่มักจะเปรียบเทียบลูกของตนกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ ปัญหาคือมีการใช้เด็กเป็นสื่อกลางในการกล่าวหาผู้ใหญ่ ทั้งที่ตัวเด็กไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งมาแต่เดิม

วิธีแก้ปัญหา: พ่อแม่สามารถเปรียบเทียบตัวตนในอดีตของเด็กเพื่อเน้นย้ำความก้าวหน้าของพวกเขาได้ คุณสามารถใช้ประโยคเช่น "แม่มีความสุขเพราะเมื่อวานหนูเล่นในสวนสาธารณะกับเด็กคนอื่น ๆ และแบ่งปันของเล่นของหนู" ไนอากล่าว "ในกรณีนี้ ในฐานะผู้ปกครอง ฉันกำลังเน้นสิ่งที่ลูกแสดงให้ฉันเห็นว่าลูกทำได้ สิ่งที่อยู่ในมือเขา และเป็นส่วนหนึ่งของคุณ"

เมื่อพ่อแม่กลัวถูกคนอื่นตัดสิน

"อย่าร้องไห้เป็นเด็กผู้หญิงสิ"

"หนูเป็นสาวน้อยนะ ทำอย่างงั้นไม่ได้จ้ะ"

"ของเล่นอันนี้ไม่เหมาะกับลูกหรอก ไปดูอันอื่นเถอะ"

ดังที่ไนอากล่าวว่า "การศึกษาแบบสหวิทยาการที่รวมสังคมวิทยา การแพทย์ และจิตวิทยา แสดงให้เห็นว่าบทบาทและการแสดงออกทางเพศถูกกำหนดโดยพลการโดยสังคมที่เราเข้าไปพัวพัน" ในขณะที่บางสิ่งถือเป็นเรื่องของผู้ชายในสังคมหนึ่ง พวกมันอาจถูกจัดเป็นเรื่องของผู้หญิงในอีกสังคมหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเอาชนะแบบแผนเหล่านี้ค่อนข้างยากสำหรับผู้ใหญ่ เพราะความคิดแบบนั้นฝังแน่นกับเขาไปแล้ว

ปัญหาคือ: พ่อแม่มักกลัวว่าจะต้องอับอายเพื่อนฝูงหรือถูกตัดสิน "ผู้คนพบรูปแบบที่สร้างความมั่นใจ ดังนั้น การที่ลูกสาวของคุณประพฤติตัวแบบเดียวกับผู้หญิงคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกับเธอ ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นพ่อแม่ที่ดี" ไนอากล่าว อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้บทบาทที่เข้มงวดอาจทำให้เด็กรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจและทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง

วิธีแก้ปัญหา: เลือกใช้แนวทางการเลี้ยงลูกแบบเป็นกลางทางเพศและพยายามขจัดทัศนคติแบบเหมารวมและคำอย่างเช่น 'เด็กผู้ชาย' 'เด็กผู้หญิง' 'สาวน้อย" และ 'หนุ่มน้อย' ในขณะที่ปล่อยให้เด็ก ๆ wเลือกรูปแบบการเล่นของตนเองอย่างอิสระ จากนั้นเด็กจะได้สัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ โดยค้นหาสิ่งที่พวกเขาชอบจริง ๆ

"เด็ก ๆ อยากรู้อยากเห็นมาก" ฟอลคอนกล่าว "พวกเขาเปลี่ยนแปลงความสนใจอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ตัวจริง" การกีดกันไม่ให้พวกเขาแสดงออกจะไม่ทำให้พวกเขาเติบโต

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...