โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ESG หัวใจธุรกิจ บริบทใหม่สู่ความยั่งยืน 2023

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ก.พ. 2566 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2566 เวลา 23.33 น.

กระแส ESG กำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลก เนื่องจากขณะนี้ทุกบริษัท หรืออุตสาหกรรมต้องดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (environment), สังคม (social) และธรรมาภิบาล (governance) อันเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับประเทศไทย ตอนนี้ ESG เริ่มตระหนักมากขึ้น และไม่เพียงแค่บริษัทขนาดใหญ่ หากบริษัทขนาดเล็ก SMEs จนถึงบุคคลทั่วไปก็เริ่มให้ความสนใจทั้งทางตรง และทางอ้อม

“ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา” ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาองค์กรด้านความยั่งยืน กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก FutureSkill for Business ในหัวข้อ “ความยั่งยืน หัวใจของธุรกิจในยุค 2023” เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ดัชนีชี้วัดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรเริ่มมาเกือบ 20 ปี

แต่เข้ามาในประเทศไทยจริง ๆ จัง ๆ ประมาณ 9-10 ปี ซึ่งแรงผลักดันส่วนใหญ่มาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ให้บริษัทจดทะเบียนรายงานว่ามีแนวคิดกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง กระทั่งผลักดันมาเรื่อย ๆ จนมาช่วง 4-5 ปีหลังเริ่มขยายวงกว้างสู่บริษัทอื่น ๆ รวมไปถึง SMEs ด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

“ถามว่าทำไมทุกบริษัทต้องทำเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันเริ่มมีการตั้งคำถามขึ้นมาว่าเมื่อเราทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จ สามารถสร้างกำไรได้สูงสุดแล้ว ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา จะได้ประโยชน์อะไรจากความสำเร็จของธุรกิจเรา และเพราะอะไรทุกคนถึงต้องซัพพอร์ตเรา”

สร้างผลกระทบเชิงบวก

จากคำถามดังกล่าว “ณัฐณรินทร์” ตอบว่า ตอนนี้เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างทางสังคมที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ป้ายโฆษณาธุรกิจความงาม หากเป็นเมื่อก่อนพรีเซ็นเตอร์ที่ปรากฏบนป้ายจะเป็นผู้หญิงสวยแบบพิมพ์นิยม หุ่นดี แต่นั่นอาจเป็นการจำกัดความเชื่อหรือไม่ เพราะขณะนี้นิยามความสวยของคนเราต่างกัน

ดังนั้น บนป้ายโฆษณาของผลิตภัณฑ์ จึงมีพรีเซ็นเตอร์ที่มีความสวยงามหลากหลายขึ้น หรือในเพลงฮิต “ทรงอย่างแบด” ที่กลายเป็นกระแสไวรัลกับเด็ก ๆ นักร้องนักแต่งเพลง เขาแสดงให้เห็นว่าเขาค่อนข้างมีทัศนคติที่ดี เพราะเนื้อร้องไม่มีคำหยาบคายเลย แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

“ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่าธุรกิจที่สร้างขึ้นมา ทำอย่างไรจะลดผลกระทบเชิงลบ และเพิ่มผลกระทบเชิงบวกมากขึ้นเพื่อจะช่วยเหลือ และดูแลส่งเสริมให้สังคม สิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ขณะที่เราก็สามารถสร้างความเติบโตในองค์กรไปได้พร้อม ๆ กัน ฉะนั้น แนวคิดเรื่องความยั่งยืนจะไม่โฟกัสแค่ตัวเงิน หรือกำไรอย่างเดียว แต่จะโฟกัสไปที่สังคม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

เคารพสิทธิมนุษยชน

“ณัฐณรินทร์” กล่าวอีกว่า วันนี้ประเด็นที่กำลังมาแรงคือเรื่องของสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีการพูดถึงมา 2-3 ปีแล้ว แต่เราต้องเริ่มให้ความสำคัญเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น นักร้องเชื้อสายไทย ไปเป็นศิลปินไอดอลต่างประเทศ แต่มีกระแสว่าไม่ได้รับความเท่าเทียม

จนกลายเป็นประเด็นแฟนคลับสร้างแฮชแท็กบนทวิตเตอร์ติดเทรนด์ ทำให้หุ้นบริษัทต้นสังกัดตก 2-3 วัน หรือซีรีส์เกาหลีที่จุดประเด็นเรื่องการบูลลี่ ตอนนี้เริ่มพูดกันหนักขึ้น เราต้องรอบคอบเรื่องการพูด สื่อสาร เช่นเดียวกับเรื่องความเป็นส่วนบุคคล ต้องระมัดระวังมากขึ้น รวมถึงเพศทางเลือก และระบบการทำงานต่าง ๆ

“อย่างยุคพ่อแม่สมัยก่อน ทำงานต้องทำเต็มที่ในบริษัท ไม่มีการเปลี่ยนงานใหม่ ๆ พอมาถึงยุคหนึ่งเริ่มมีความคิดอีกแบบ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่จะมีมุมมองการทำงานที่แตกต่างกันออกไปจากคนรุ่นก่อน ๆ ดังนั้น เราต้องกลับมาสำรวจองค์กรของเราว่ามีบุคคลแต่ละช่วงวัยอยู่กันอย่างไร แบบไหนบ้าง

และสิ่งที่เราดูแลเขายังเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า หรือว่ามีการปรับเปลี่ยน เราต้องรู้ว่าเด็กยุคนี้มีความเป็นอยู่อย่างไร บางคนเขาไม่ได้อยากได้งานที่มีค่าตอบแทนสูงเสมอไป เขาอยากได้งานที่ทำให้เขามีเวลาในการใช้ชีวิตมากขึ้น”

บางคนมองเรื่องการพัฒนาตนเอง องค์กรมองเห็นความสำคัญเหล่านี้หรือไม่ ไม่ใช่ว่ามองว่าเขาเป็นลูกจ้าง แล้วเราจะทำอะไรก็ได้ บางบริษัททำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ตรงนี้เริ่มเป็นปัญหา เพราะเด็กยุคใหม่ไม่ได้อยากทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เขาต้องการงานที่มีอิสระต่อเวลา

อีกทั้งยังเริ่มมีเทรนด์ว่าการทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ อาจจะได้เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดีกว่าหรือไม่ เราต้องดูว่าเราปรับตัวได้ไหม ถ้าปรับไม่ได้ เรามีโอกาสที่จะสูญเสียคนเก่งขององค์กร ไหนจะต้องดึงดูดคนเก่งจากข้างนอกให้เข้ามาทำงานกับเราอีก สิ่งเหล่านี้คือบริบททางสังคมที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

“หรือบริษัทที่ต้องมีการค้าขาย ผลิตภัณฑ์ที่ต้องดึงดูดผู้บริโภค เรารู้ไหมว่าตอนนี้ผู้บริโภคเขาไปแนวไหน บางคนไม่ต้องการสินค้ารักษ์โลก แต่บางคนต้องการ ถ้าสินค้าไม่ตอบโจทย์รักษ์โลก ก็จะไม่ซื้อเด็ดขาด เราต้องสำรวจลูกค้าว่าเป็นกลุ่มไหน ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือยัง และสินค้าเราพร้อมตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหรือยังด้วย”

บริบทแห่งความเปลี่ยนแปลง

“ณัฐณรินทร์” กล่าวต่อว่า ถึงวันนี้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นความท้าทายมาก เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งหมดล้วนกระทบต่อธุรกิจ เช่น ธุรกิจเสื้อผ้า ที่ออกตามคอลเล็กชั่น เมื่อฤดูกาลไม่เหมือนเดิมก็ออกคอลเล็กชั่นตามฤดูกาลไม่ถูก เกิดความเสียหาย สูญเสียรายได้ ตรงนี้เป็นเหตุสำคัญที่เราต้องประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกันก็เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น บางธุรกิจอาจจะเน้นเรื่องของการส่งเสริมบริโภคที่ยั่งยืน มีการทำเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียน ยึดหลัก reduce ลดการใช้ reuse นำกลับมาใช้ซ้ำ (ใช้แล้วใช้อีก) recycle นำกลับมาใช้ใหม่ แต่ทั้งนี้ต้องมีการศึกษาด้วยว่าคุ้มค่าหรือไม่

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ด้านเศรษฐกิจ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลง เรารู้ไหมว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ปีหน้า ภาพรวมเป็นอย่างไร ต่างประเทศเป็นอย่างไร จะกระทบเราไหม นโยบายต่าง ๆ ที่ภาครัฐออกมา เชื่อว่าคนทำธุรกิจน่าจะรู้เรื่องนี้ดี

เช่นเดียวกับสถานการณ์การเมืองจะเริ่มมีกระเบียบมากขึ้น เช่น ที่ฝรั่งเศส เริ่มบังคับให้ลานจอดรถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ อังกฤษห้ามใช้พลาสติกครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือไทยกำลังคุยกันเรื่องภาษีความหวาน ภาษีคาร์บอน หน่วยงานรัฐ และที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาความเป็นไปได้เรื่องการเก็บภาษี คาดว่าเร็ว ๆ นี้น่าจะมีความคืบหน้า

“ถ้าพูดถึงคาร์บอนแล้ว ธุรกิจที่มีการปล่อยของเสีย หรือมลพิษปริมาณมาก ต้องรู้แล้วว่าธุรกิจของตัวเองมีการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไหร่ เก็บข้อมูลหรือยัง หากอนาคตภาษีคาร์บอนออกมาจะทำอย่างไรต่อ อย่างถ้าในยุโรป เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นคือ มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) สินค้าที่เข้าไปในยุโรปจะมีการตรวจสอบเรื่องคาร์บอนด้วย”

ESG คำตอบของธุรกิจยั่งยืน

ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคธุรกิจจะต้องรู้คือ เทรนด์ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเรา sustainability trend การทำธุรกิจที่ต้องนำแนวคิด ESG เข้ามาใช้ในกระบวนธุรกิจ ให้มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ทั้งต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ซัพพลายเชนต้องมีความยืดหยุ่น รู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร เคารพสิทธิมนุษยชน เริ่มมีกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ตอนนี้ stakeholder หรือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เขามีความต้องการไม่เหมือนกัน เมื่อก่อนเน้นเรื่องผลตอบแทนด้านการเงินเป็นหลัก แต่พอตอนนี้ กลุ่มคนบางกลุ่ม เขาไม่ได้อยากได้ผลตอบแทนแค่ด้านการเงินอย่างเดียว เราอาจจะต้องโฟกัสไปยังเรื่องอื่น ๆ ตามไปด้วย เพราะอาจมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง และอยู่เหนือการควบคุมของเรา เช่น โลกร้อน โรคระบาด ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม การทำความยั่งยืน หรือ ESG ไม่ใช่การทำความดีเสมอไป หรือทำ CSR แต่เป็นการผนวกเข้าไปในเพอร์ฟอร์แมนซ์ได้ ด้วยการนำอินโนเวชั่น เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาซัพพอร์ตธุรกิจของเราให้ดีขึ้น เพื่อช่วยสร้างกำไร หรือทำให้ได้เปรียบการแข่งขันคือการกำหนดเป้าหมายว่าทำอย่างไรจะให้องค์กรของเราเติบโตไปได้เรื่อย ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...