โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐธรรมนูญและพุทธศาสนา: โลกบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ กับการเมืองสกปรกที่ภิกษุไม่ควรยุ่ง

The Momentum

อัพเดต 09 เม.ย. 2566 เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2566 เวลา 13.41 น. • พสิษฐ์ โฆษิตชัยพิทักษ์

In focus

  • การเมืองตามความเข้าใจทั่วไป คือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาบันการเมืองการปกครอง ที่มีความสกปรกโดยพื้นฐาน พระพุทธศาสนาควรเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการเมือง
  • ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยทั่วไป รัฐไม่อาจเลือกปฏิบัติด้วยการไม่ให้สิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับโดยสากลแต่อย่างใด
  • การจำกัดสิทธิเลือกตั้งของพระภิกษุไม่ใช่การโจมตีทางศาสนา
  • ระบบกฎหมายไทยที่จำกัดสิทธิเลือกตั้งของพระภิกษุที่สืบทอดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2475) ได้กลายเป็นบ่อเกิดแห่งการเสียสิทธิที่ประกอบสร้างเป็นขนบธรรมเนียมทางการเมือง และไม่เคยถูกแก้ไขเลย

สัปดาห์นี้ ผู้เขียนพามาทบทวนประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญที่โดดเด่นและมุมมองของนักวิชาการต่างประเทศต่อการจำกัดสิทธิเลือกตั้งของ ‘พระภิกษุ’ พอสังเขป

รัฐธรรมนูญกับพระภิกษุ

ในสังคมไทย การเมืองตามความเข้าใจทั่วไป คือ การเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาบันการเมืองการปกครอง พวกเขาเชื่อว่า การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองย่อมมีความสกปรกโดยพื้นฐาน พระพุทธศาสนาควรเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการเมือง เมื่อพระภิกษุได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง ย่อมทำให้พระภิกษุนั้นแปดเปื้อน1ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นถึงโลกที่ ‘บริสุทธิ์’ ของพระสงฆ์กับโลกที่ ‘สกปรก’ ของการเมืองที่พระภิกษุไม่ควรเข้าไปยุ่ง2

ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ นับตั้งแต่พุทธศักราช 2475 ที่ได้เปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบการปกครองแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเราย้อนดู จะพบกับปรากฏการณ์ที่โดดเด่น ดังนี้

1. รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 (ฉบับที่ 1) พระภิกษุไม่ได้ถูกกีดกันมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 14)

2. รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 (ฉบับที่ 2) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่กำหนดให้คุณสมบัติของผู้เลือกตั้งต้องเป็นไปตาม ‘กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร’ (มาตรา 17) ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า อนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เห็นว่า รัฐธรรมนูญควรเป็นกฎหมายที่มั่นคงและแก้ไขให้น้อยที่สุด แต่เงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือกตั้งผันแปรไปตามสภาพสังคมที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงไม่ควรบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ในรัฐธรรมนูญ3โดยกฎหมายดังกล่าว ได้แก่ พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นกฎหมายแรกที่ตัดสิทธิการเลือกตั้งพระภิกษุ (มาตรา 4(5)) เพราะเหตุแห่งสถานะของบุคคล น่าสังเกตว่า ก่อนที่ตัวกฎหมายนี้จะมีผลใช้บังคับ ในที่ประชุมร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ประเด็นเรื่องนี้กลับไม่ได้ถูกอธิบายในรายละเอียดแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนไม่ได้ห้ามไว้4

3. แนวทางการตัดสิทธิเลือกตั้งของพระภิกษุผ่านกลไกพระราชบัญญัติที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ ดำเนินต่อไปจนถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 (ฉบับที่ 5) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดบทตัดสิทธิไว้ในรัฐธรรมนูญที่เป็น ‘ลักษณะต้องห้าม’ (มาตรา 90(3)) โดยมีผู้ให้ความเห็นว่า คำว่า ‘ลักษณะต้องห้าม’ หมายถึง พระภิกษุ โดยคุณสมบัติ มีสิทธิเลือกตั้งได้ แต่ก็ไม่สามารถใช้สิทธินั้นได้ เพราะมีลักษณะต้องห้าม การกำหนดถ้อยคำในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า “คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการจำกัดสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง5

4. แนวทางการตัดสิทธิเลือกตั้งผ่านกลไกรัฐธรรมนูญในรูปแบบของ ‘ลักษณะต้องห้าม’ ได้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ข้อถกเถียง

ในสังคมเสรีประชาธิปไตย สิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิทางการเมืองสากลขั้นพื้นฐานที่มอบให้แก่พลเมืองของรัฐที่ได้รับการรับรองโดยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยทั่วไป รัฐไม่อาจเลือกปฏิบัติด้วยการไม่ให้สิทธิดังกล่าวได้ แต่ในบางกรณีก็เป็นที่ยอมรับโดยสากลว่า อาจถูกจำกัดได้ เช่น การไม่ให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ไม่มีสัญชาติในรัฐนั้น แก่ผู้ซึ่งมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ หรือแก่ผู้ซึ่งมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ เป็นต้น แต่การไม่ให้สิทธิเลือกตั้งเพราะสถานะของเขาเป็นพระภิกษุกลับไม่ถูกยอมรับโดยสากลมากนัก ถึงขนาดว่า อาจถูกมองว่าผิดคลองธรรมแล้ว6เราจะเห็นว่า ไม่ใช่ทุกประเทศจะจำกัดสิทธิดังกล่าว แม้ประเทศที่กำหนดให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอย่างประเทศกัมพูชาก็ไม่ได้จำกัดสิทธิเช่นว่านี้ จนอาจกล่าวได้ว่า แนวคิดการจำกัดสิทธิดังกล่าวแทบจะ ‘สูญพันธุ์’ แล้ว7คงมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ยังคงจำกัดอยู่ ดังนั้นพลเมืองที่เป็นศาสนบุคคลสมควรที่จะสามารถสนับสนุนองค์กรหรือการเคลื่อนไหวในสังคมการเมืองได้ ตราบเท่าที่ไม่เป็นการกระทบต่อเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยหรือกฎหมาย8

อย่างไรก็ดี มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นในสังคมไทย เส้นแบ่งทางสังคมระหว่างพื้นที่ของพระภิกษุกับพื้นที่ของฆราวาสกลับถูกผลิต และตอกย้ำด้วยระบบกฎหมายที่พยายามจะกีดกันไม่ให้พระภิกษุเข้ามายุ่งในเรื่องทางโลกของฆราวาสที่เต็มไปด้วยความโลภและผิดศีลธรรม พร้อมกับกักขังพวกเขาไว้ในพื้นที่ทางศาสนา9ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่สอดคล้องกับหลักกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ตนได้เข้าร่วมเป็นภาคีที่กำหนดห้ามมิให้รัฐเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งศาสนาหรือสถานะของบุคคล10

โทมัส ลาร์สสัน (Tomas Larsson) รองศาสตราจารย์ในภาควิชาการเมืองและการศึกษาระหว่างประเทศ และนักวิชาการวิทยาลัยเซนต์จอห์นแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ยืนยันว่า การจำกัดสิทธิเลือกตั้งของพระภิกษุในไทยไม่ใช่เป็นการต่อต้านอำนาจหรืออิทธิพลพุทธศาสนา แต่เป็นความพยายามของรัฐในการทำให้พุทธศาสนามีความ ‘บริสุทธิ์’ ต่อไป11ดังจะเห็นได้จากการที่องค์กรของคณะสงฆ์ก็สนับสนุนการจำกัดสิทธิเช่นว่านั้น12

เราจะเห็นว่า การปฏิเสธสิทธิเลือกตั้งของพระภิกษุมักจะถูกทำให้ชอบธรรมด้วยการอ้างผลร้ายที่จะเกิดแก่พุทธศาสนา เช่น ฆราวาสจะสูญเสียความเคารพต่อพุทธศาสนาและพระภิกษุ13เพื่อปกป้องพระสงฆ์14เป็นต้น ลาร์สสันได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่รัฐปฏิเสธสิทธิเช่นว่านี้ ในบริบททางการเมืองแล้ว ราคาที่ต้องจ่ายมีเพียงแต่การเสียคะแนนจากเสียงที่จะได้จากพระภิกษุ ซึ่งมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะพระภิกษุส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนแนวคิดดั้งเดิมที่พระภิกษุไม่ควรเข้ามายุ่งกับการเมือง แต่สิ่งที่รัฐจะได้รับกลับมาคือ การธำรงไว้ซึ่งข้อตกลงระหว่างรัฐกับองค์กรของคณะสงฆ์ที่จะต้องปกป้อง และทำให้พุทธศาสนาไม่เสื่อมเสียความชื่อเสียง15

แม้เรื่องนี้จะเป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเลือกตั้งในประเทศพม่า แต่ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือ พระภิกษุอาวุโสประจำมหาเถรสมาคมยืนยันว่า การอนุญาตให้พระภิกษุมีสิทธิเลือกตั้งได้ย่อมเป็นการฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของพระวินัยปิฎกใน 227 ข้อ แต่ก็ไม่ได้ระบุว่า การใช้สิทธิเลือกตั้งของพระภิกษุฝ่าฝืนพระวินัยข้อใด16ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยกข้อโต้แย้งว่า แม้ว่าจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎดังกล่าว แต่ก็ไม่ใช่ว่ารัฐควรเข้ามาจำกัดสิทธิดังกล่าว สิ่งที่โดดเด่นของข้อโต้แย้งนี้ อะไรทำให้สถานะของสิทธิเลือกตั้งมีความพิเศษถึงขนาดที่รัฐต้องเข้ามาจำกัดในรูปแบบของกฎหมายกันแน่17

ข้อคิดส่งท้าย

ระบบกฎหมายไทยที่จำกัดสิทธิเลือกตั้งของพระภิกษุที่สืบทอดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ได้กลายเป็นบ่อเกิดแห่งการเสียสิทธิที่ประกอบสร้างเป็นขนบธรรมเนียมทางการเมือง และไม่เคยถูกแก้ไขเลย แต่กลับถูกท้าทายโดยพระภิกษุหลายๆ รูปที่ต้องการที่จะใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังจะเห็นได้จากข่าวต่างๆ18เราจะเห็นว่า เมื่อการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ไม่ใช่เป็นการโจมตีทางศาสนาแล้ว ก็คงไม่ผิดที่จะตีความว่าเป็นเรื่องของศาสนาโดยแท้ ซึ่งรัฐไทยต้องการจัดวางพระพุทธศาสนาให้อยู่นอกเหนือการเมือง แต่การจำกัดสิทธิเช่นว่า สะท้อนให้เห็นถึงการที่รัฐไทยเลือกปฏิบัติต่อพระภิกษุที่ไม่เป็นไปตามหลักสากล

สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างการให้สิทธิทางการเมืองแก่พระภิกษุ ที่เป็นเรื่องกฎหมายโดยแท้กับข้ออ้างเชิงศีลธรรมที่เป็นเรื่องของศีลธรรมโดยแท้ ได้สร้างความท้าทายต่อรัฐไทยในอนาคตว่า จะเดินต่อไปอย่างไร และตั้งคำถามว่า ควรให้สิทธิเลือกตั้งแก่พระภิกษุหรือควรยึดถือขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิมที่ดำเนินมาตลอดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2

จะเห็นว่า พระภิกษุมีฐานะเป็นพระสงฆ์ที่ต้องอยู่ภายใต้กรอบพระธรรมวินัยสงฆ์และกฎหมายของคณะสงฆ์ และยังเป็นพลเมืองของรัฐนั้นๆ อีกด้วย การที่พระภิกษุใช้เสรีภาพของตนที่มีอยู่อย่างบริบูรณ์ในการถือและปฏิบัติตามศาสนา แต่ระบบกฎหมายไทยกลับกลายเป็นบ่อเกิดที่ทำให้สิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานถูกทำลายไป เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรย่อมก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อประเทศชาติ แต่เสียงของพลเมืองของรัฐกลุ่มหนึ่งกลับหายไป คือเสียงของพระภิกษุ ผู้ซึ่งใช้เสรีภาพของตนในการนับถือศาสนา และเข้าพิธีบวชเพื่อปฏิบัติตามศาสนานั้น ดังนั้น สำหรับผู้เขียน ในที่นี้จึงเห็นว่า พระภิกษุควรมีสิทธิเลือกตั้ง

เชิงอรรถ

1 Thomas Borchert, “On Being a Monk and a Citizen in Thailand and China,” in Buddhism and the Political Process, ed. Hiroko Kawanami (London, United Kingdom: Palgrave Macmillan), 16.

2 Tomas Larsson, “Monkish Politics in Southeast Asia: Religious Disenfranchisement in Comparative and Theoretical Perspective,” Modern Asia Studies 49, no. 1 (2015): 44-45.

3 ภูริ ฟูวงศ์เจริญ, รายงานวิจัย เรื่อง การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของสยาม: บ่อเกิด โครงสร้างเชิงสถาบัน และปฏิกิริยาทางสังคม (กรุงเทพฯ: พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า, กันยายน 2564), 37-38.

4 วชิรา นาวาศรีพร, “ปัญหาการจำกัดการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งของผู้เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต และนักบวช,” (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สาขาวิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), 125-126.

5 เรื่องเดียวกัน, 129.

6 Tomas Larsson, “Buddha or the Ballot: The Buddhist Exception to Universal Suffrage in Contemporary Asia,” in Buddhism and the Political Process, ed. Hiroko Kawanami (London, United Kingdom: Palgrave Macmillan), 81.

7 Larsson, “Monkish Politics in Southeast Asia,” 42.

8 Alfred Stepan, “Religion, Democracy, and the “Twin Tolerations”,” in Rethinking Religion and World Affairs, ed. Timothy Samuel Shah, Alfred Stepan, and Monica Duffy Toft (New York: Oxford University Press, Inc., 2012), 57.

9 Tomas Larsson, “Keeping Monks in Their Place,” Asian Journal of Law and Society3, no.1 (2016): 17.

10 David Streckfuss and Mark Templeton, “Human Rights and Political Reform in Thailand,” in Reforming Thai Politics, ed. Duncan McCargo (Denmark: NIAS Press, 2002), 82-83.

11 Larsson, “Monkish Politics in Southeast Asia,” 51-52.

12 Larsson, “Buddha or the Ballot,” 92.

13 Ibid., 84-85.

14 Ibid., 87.

15 Larsson, “Monkish Politics in Southeast Asia,” 72.

16 Ibid., 56-57.

17 Larsson, “Buddha or the Ballot,” 83-84.

18 Tita Sanglee, “Thailand’s Monkish Politics in the Spotlight,” The Diplomat, accessed April 06, 2023, https://thediplomat.com/2022/11/thailands-monkish-politics-in-the-spotlight/.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...