สธ. ปฏิรูประบบ ‘ลูกจ้าง’ ครั้งใหญ่ ยกเครื่องค่าจ้างใหม่
นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการสัมมนาวิชาการและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของสหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 -26 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมบูติคซิตี้ ชลบุรี โดยมีผู้แทนลูกจ้างจากทั่วประเทศเข้าร่วมว่า ลูกจ้างทั้งผู้ช่วยเหลือคนไข้ พนักงานเปล เจ้าหน้าที่เวชระเบียน ธุรการ การเงิน พัสดุ ซักฟอก โภชนาการ งานช่าง คนขับรถ แม่บ้าน และบุคลากรสนับสนุนทุกประเภท เป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพและมีส่วนทำให้โรงพยาบาลสามารถให้บริการประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายดูแลบุคลากรในสังกัด
โดยปรับปรุงระบบบริหารกำลังคนและการจ้างงานบุคลากรทั่วประเทศที่ยึดหลักความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงในการทำงาน ลดความเหลื่อมล้ำ รักษาบุคลากรคุณภาพให้อยู่ในระบบอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงานควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพบริการประชาชน พร้อมเปิดรับฟังเสียงของบุคลากรทุกกลุ่ม
ทั้งนี้ ข้อเสนอของสหภาพลูกจ้างฯ อาทิ การปรับเพดานค่าจ้าง การเพิ่มความมั่นคงของสัญญาจ้าง การยกระดับลูกจ้างรายวันและรายคาบ การทบทวนค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลา รวมถึงการใช้งบประมาณภาครัฐสนับสนุนค่าจ้าง
กระทรวงสาธารณสุขได้รับไว้พิจารณา ซึ่งบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ภายในอำนาจของกระทรวง ขณะที่บางเรื่องจำเป็นต้องหารือกับกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะพิจารณาบนหลักความเป็นธรรม ความเป็นไปได้ และความยั่งยืนทางการเงินการคลัง
นพ.เอกชัย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมีการขับเคลื่อนการบริหารกำลังคน 4 เรื่อง คือ 1) เสนอกรอบการจ้างงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรอบการจ้างงานเดิมในช่วงปีงบประมาณ 2566–2568 จำนวน 146,288 อัตรา มีผู้ปฏิบัติงานและจัดสรรอัตราไปแล้วเกือบทั้งหมด เหลือกรอบว่างสำหรับบริหารเพียง 176 อัตรา ซึ่งไม่เพียงพอในการรองรับนักเรียนทุน ภารกิจบริการที่เพิ่มขึ้น และการยกระดับบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่จริงในระบบ
จึงเสนอกรอบการจ้างงานใหม่ปีงบประมาณ 2569–2572 รวม 239,364 อัตรา หรือเพิ่มขึ้น 93,076 อัตรา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งกรอบที่เพิ่มขึ้นมีเป้าหมายเพื่อรองรับนักเรียนทุนในช่วงปี 2569–2572 ประมาณ 20,000 อัตรา ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้เขตสุขภาพบริหารกำลังคนตามความจำเป็นของพื้นที่ และใช้เป็นกลไกยกระดับสถานะการจ้างงานของบุคลากรในระบบ
2) ผลักดันการเปลี่ยนประเภทการจ้างของลูกจ้างรายวันและรายคาบ สู่ลูกจ้างรายเดือนและพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) เป้าหมายประมาณ 50,000 อัตรา ซึ่งจะพิจารณาตามกรอบที่ได้รับอนุมัติ ภารกิจของหน่วยบริการ คุณสมบัติของบุคลากร และความพร้อมด้านงบประมาณ เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการทำงาน ทำให้สิทธิประโยชน์มีความชัดเจนขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคลากรที่ปฏิบัติงานในระบบเดียวกัน
3) ปรับรูปแบบสัญญาจ้างเพิ่มความมั่นคงระยะยาว โดยอยู่ระหว่างปรับปรุงรูปแบบสัญญาจ้างของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข จากที่หลายกรณีเป็นสัญญาระยะสั้น ให้มีระยะเวลาที่เหมาะสมและมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้บุคลากรมีความมั่นคงควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพของบริการ
และ 4) การปรับโครงสร้างบัญชีอัตราค่าจ้าง พกส. และลูกจ้างชั่วคราวเงินบำรุงรายเดือน โดยกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเริ่มต้นสำหรับกลุ่มสนับสนุนและบริการ 10,520 บาทต่อเดือน ซึ่งโครงสร้างบัญชีอัตราค่าจ้างใหม่กระทรวงการคลังได้เห็นชอบในหลักการ และคณะกรรมการบริหาร พกส. ได้พิจารณาแนวทางการปรับค่าจ้างและการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบแล้ว โดยจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
ภายหลังการจัดทำประกาศและแนวทางปฏิบัติครบถ้วน หลักการสำคัญ คือ ผู้ที่มีค่าจ้างต่ำกว่าขั้นต่ำใหม่ต้องได้รับการปรับให้ถึงอัตราขั้นต่ำตามหลักเกณฑ์, ดูแลไม่ให้เกิดกรณีคนใหม่ได้รับค่าจ้างใกล้เคียงหรือสูงกว่าคนเก่าโดยไม่มีเหตุผลรองรับ, การปรับค่าจ้างต้องคำนึงถึงประสบการณ์ ผลการปฏิบัติงาน ภาระงาน และความจำเป็นของหน่วยบริการ และต้องควบคุมภาระค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่หน่วยบริการสามารถบริหารจัดการได้ โดยจะติดตามสถานะทางการเงินของหน่วยบริการ และร่วมกับเขตสุขภาพหาแนวทางช่วยเหลือหน่วยบริการที่มีข้อจำกัดเป็นรายกรณี
"การปรับค่าจ้างใหม่จะให้ความเป็นธรรมทั้งคนใหม่ คนเก่า และประชาชนผู้รับบริการ เพราะเมื่อบุคลากรมีขวัญกำลังใจ มีความมั่นคง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ก็จะสามารถดูแลประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ ที่สำคัญการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทำงานไปพร้อมกัน กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรทุกสายงาน ทุกระดับ เพราะทุกคนคือส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ" นพ.เอกชัยกล่าว