โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

สธ. ปฏิรูประบบ ‘ลูกจ้าง’ ครั้งใหญ่ ยกเครื่องค่าจ้างใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการสัมมนาวิชาการและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของสหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 -26 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมบูติคซิตี้ ชลบุรี โดยมีผู้แทนลูกจ้างจากทั่วประเทศเข้าร่วมว่า ลูกจ้างทั้งผู้ช่วยเหลือคนไข้ พนักงานเปล เจ้าหน้าที่เวชระเบียน ธุรการ การเงิน พัสดุ ซักฟอก โภชนาการ งานช่าง คนขับรถ แม่บ้าน และบุคลากรสนับสนุนทุกประเภท เป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพและมีส่วนทำให้โรงพยาบาลสามารถให้บริการประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายดูแลบุคลากรในสังกัด

โดยปรับปรุงระบบบริหารกำลังคนและการจ้างงานบุคลากรทั่วประเทศที่ยึดหลักความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงในการทำงาน ลดความเหลื่อมล้ำ รักษาบุคลากรคุณภาพให้อยู่ในระบบอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงานควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพบริการประชาชน พร้อมเปิดรับฟังเสียงของบุคลากรทุกกลุ่ม

ทั้งนี้ ข้อเสนอของสหภาพลูกจ้างฯ อาทิ การปรับเพดานค่าจ้าง การเพิ่มความมั่นคงของสัญญาจ้าง การยกระดับลูกจ้างรายวันและรายคาบ การทบทวนค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลา รวมถึงการใช้งบประมาณภาครัฐสนับสนุนค่าจ้าง

กระทรวงสาธารณสุขได้รับไว้พิจารณา ซึ่งบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ภายในอำนาจของกระทรวง ขณะที่บางเรื่องจำเป็นต้องหารือกับกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะพิจารณาบนหลักความเป็นธรรม ความเป็นไปได้ และความยั่งยืนทางการเงินการคลัง

นพ.เอกชัย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมีการขับเคลื่อนการบริหารกำลังคน 4 เรื่อง คือ 1) เสนอกรอบการจ้างงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรอบการจ้างงานเดิมในช่วงปีงบประมาณ 2566–2568 จำนวน 146,288 อัตรา มีผู้ปฏิบัติงานและจัดสรรอัตราไปแล้วเกือบทั้งหมด เหลือกรอบว่างสำหรับบริหารเพียง 176 อัตรา ซึ่งไม่เพียงพอในการรองรับนักเรียนทุน ภารกิจบริการที่เพิ่มขึ้น และการยกระดับบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่จริงในระบบ

จึงเสนอกรอบการจ้างงานใหม่ปีงบประมาณ 2569–2572 รวม 239,364 อัตรา หรือเพิ่มขึ้น 93,076 อัตรา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งกรอบที่เพิ่มขึ้นมีเป้าหมายเพื่อรองรับนักเรียนทุนในช่วงปี 2569–2572 ประมาณ 20,000 อัตรา ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้เขตสุขภาพบริหารกำลังคนตามความจำเป็นของพื้นที่ และใช้เป็นกลไกยกระดับสถานะการจ้างงานของบุคลากรในระบบ

2) ผลักดันการเปลี่ยนประเภทการจ้างของลูกจ้างรายวันและรายคาบ สู่ลูกจ้างรายเดือนและพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) เป้าหมายประมาณ 50,000 อัตรา ซึ่งจะพิจารณาตามกรอบที่ได้รับอนุมัติ ภารกิจของหน่วยบริการ คุณสมบัติของบุคลากร และความพร้อมด้านงบประมาณ เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการทำงาน ทำให้สิทธิประโยชน์มีความชัดเจนขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคลากรที่ปฏิบัติงานในระบบเดียวกัน

3) ปรับรูปแบบสัญญาจ้างเพิ่มความมั่นคงระยะยาว โดยอยู่ระหว่างปรับปรุงรูปแบบสัญญาจ้างของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข จากที่หลายกรณีเป็นสัญญาระยะสั้น ให้มีระยะเวลาที่เหมาะสมและมีความมั่นคงมากขึ้น แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้บุคลากรมีความมั่นคงควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพของบริการ

และ 4) การปรับโครงสร้างบัญชีอัตราค่าจ้าง พกส. และลูกจ้างชั่วคราวเงินบำรุงรายเดือน โดยกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเริ่มต้นสำหรับกลุ่มสนับสนุนและบริการ 10,520 บาทต่อเดือน ซึ่งโครงสร้างบัญชีอัตราค่าจ้างใหม่กระทรวงการคลังได้เห็นชอบในหลักการ และคณะกรรมการบริหาร พกส. ได้พิจารณาแนวทางการปรับค่าจ้างและการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบแล้ว โดยจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

ภายหลังการจัดทำประกาศและแนวทางปฏิบัติครบถ้วน หลักการสำคัญ คือ ผู้ที่มีค่าจ้างต่ำกว่าขั้นต่ำใหม่ต้องได้รับการปรับให้ถึงอัตราขั้นต่ำตามหลักเกณฑ์, ดูแลไม่ให้เกิดกรณีคนใหม่ได้รับค่าจ้างใกล้เคียงหรือสูงกว่าคนเก่าโดยไม่มีเหตุผลรองรับ, การปรับค่าจ้างต้องคำนึงถึงประสบการณ์ ผลการปฏิบัติงาน ภาระงาน และความจำเป็นของหน่วยบริการ และต้องควบคุมภาระค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่หน่วยบริการสามารถบริหารจัดการได้ โดยจะติดตามสถานะทางการเงินของหน่วยบริการ และร่วมกับเขตสุขภาพหาแนวทางช่วยเหลือหน่วยบริการที่มีข้อจำกัดเป็นรายกรณี

"การปรับค่าจ้างใหม่จะให้ความเป็นธรรมทั้งคนใหม่ คนเก่า และประชาชนผู้รับบริการ เพราะเมื่อบุคลากรมีขวัญกำลังใจ มีความมั่นคง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ก็จะสามารถดูแลประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ ที่สำคัญการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทำงานไปพร้อมกัน กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรทุกสายงาน ทุกระดับ เพราะทุกคนคือส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ" นพ.เอกชัยกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...