โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทย บราซิล มาเลเซีย จับมือวิจัยทางคลินิกทดสอบยารักษาไข้เลือดออกชนิดใหม่

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โมโนโคลนอลแอนติบอดี’ เป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาโรคไข้เลือดออกที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในปัจจุบัน

โดย สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียได้พัฒนาและปรับปรุงสูตรยาดังกล่าว

พร้อมดำเนินการศึกษาทั้งในห้องปฏิบัติการและการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2

ซึ่งแสดงผลด้านความปลอดภัยและมีประสิทธิผลที่น่าพอใจ …….."

สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย หรือ Serum Institute of India (SII) ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก และองค์กรวิจัยทางการแพทย์ไม่แสวงผลกำไร Drugs for Neglected Diseases initiative (DNDi) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาวิจัย และสนับสนุนการเข้าถึงยารักษาโรคไข้เลือดออก สำหรับยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่พัฒนาโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (เดิมใช้ชื่อ VIS513)

ความร่วมมือครั้งนี้ ซึ่งมีประเทศมาเลเซีย ไทย และบราซิลซึ่งเป็นประเทศสมาชิกของเครือข่าย Dengue Alliance เครือข่ายดังกล่าวเป็นความร่วมมือของหน่วยงานและสถาบันวิจัยจากประเทศที่ประสบปัญหาการระบาดของโรคไข้เลือดออก เพื่อพัฒนายารักษาที่มีประสิทธิภาพและเอื้อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยทางคลินิกประมาณ 1,000 คนจากทั้งสามประเทศ ภายหลังการลงนามดังกล่าว DNDi มีแผนเริ่มการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2570 ซึ่งการทดลองจะมีขึ้นทั้งในประเทศมาเลเซีย ไทย และบราซิล

‘โมโนโคลนอลแอนติบอดี’ เป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาโรคไข้เลือดออกที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในปัจจุบัน โดย สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียได้พัฒนาและปรับปรุงสูตรยาดังกล่าว พร้อมดำเนินการศึกษาทั้งในห้องปฏิบัติการและการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 ซึ่งแสดงผลด้านความปลอดภัยและมีประสิทธิผลที่น่าพอใจ ปัจจุบันทางสถาบันฯ กำลังดำเนินการทดลองการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 3 ในอินเดีย

สำหรับการศึกษาที่ดำเนินการโดย DNDi ในมาเลเซีย ไทย และบราซิล สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียจะเป็นผู้จัดหายาสำหรับการศึกษาและรับผิดชอบการขนส่งภายใต้อุณหภูมิควบคุมไปยังหน่วยวิจัยต่าง ๆ

ดร.ราชีฟ เดียร์ ที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์อาวุโสของสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย กล่าวว่า สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย มีความมุ่งมั่นในการควบคุมโรคไข้เลือดออก เรากำลังพัฒนาตัวยาเพื่อการป้องกันและรักษาโรค เพื่อปกป้องผู้ป่วยในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยจะพัฒนา ผลิต และกระจายทั้งวัคซีนและโมโนโคลนอลแอนติบอดีให้ประชาชนทั่วโลกเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง สภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดีย และ องค์กร DNDi เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ DNDi เพื่อสานต่อการพัฒนายาโมโนโคลนอลแอนติบอดี ร่วมกับประเทศสมาชิกในเครือข่าย Dengue Alliance

การศึกษาวิจัยในมาเลเซีย ไทย และบราซิล จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก หน่วยงานเตรียมความพร้อมและตอบสนองภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของสหภาพยุโรป (DG HERA) ร่วมกับ องค์การเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส (AFD) โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา HERA ได้ประกาศลงทุน 20 ล้านยูโร หรือ 760 ล้านบาท เพื่อเร่งการพัฒนายารักษาโรคไข้เลือดออกชนิดใหม่ 2 รายการ

แม้โรคไข้เลือดออกจะมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะโรค การดูแลผู้ป่วยยังคงเป็นการรักษาตามอาการ ซึ่งมักต้องอาศัยการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและการให้น้ำเกลือ ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขต้องเผชิญภาระหนักในช่วงที่มีการระบาด

นพ.อังเดร ซิเกรา องค์กรวิจัยทางการแพทย์ไม่แสวงผลกำไร

“การมียารักษาโรคไข้เลือดออกมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เราต้องการยาที่สามารถป้องกันไม่ให้โรคลุกลามสู่ระยะรุนแรง เพื่อลดการเสียชีวิตและลดภาระทางเศรษฐกิจทั้งต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งมีโอกาสเกิดโรครุนแรงและเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ” นพ.อังเดร ซิเกรา ผอ. องค์กรวิจัยทางการแพทย์ไม่แสวงผลกำไร กล่าว

เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรง ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเสียชีวิตของมารดาและการสูญเสียการตั้งครรภ์

มีประชากรกว่า 5.9 พันล้านคนทั่วโลกที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงเป็นพาหะและแพร่ระบาดเร็วที่สุด เดิมโรคนี้พบเฉพาะในประเทศเขตร้อน แต่จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้โรคไข้เลือดออกขยายวงกว้างไปยังหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงยุโรป

การควบคุมโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นการควบคุมยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรค และการใช้วัคซีนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงวัคซีนยังมีข้อจำกัด และประสิทธิผลของวัคซีนอาจแตกต่างกันไปตามประวัติการติดเชื้อและสายพันธุ์ของไวรัส ดังนั้น การมียารักษาจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเสริมมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในประเทศไทย การศึกษาวิจัยจะดำเนินการโดย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งของเครือข่าย Dengue Alliance

ศาสตราจารย์ ดร น.พ. ประเสริฐ เอื้อวรากุล

ศาสตราจารย์ ดร น.พ. ประเสริฐ เอื้อวรากุล หัวหน้าหน่วยวิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าโรคไข้เลือดออกเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยมีการระบาดตามฤดูกาลและมีผู้ป่วยหลายหมื่นรายในแต่ละปี ประเทศไทยจำเป็นต้องมียารักษาเพื่อช่วยลดภาระต่อระบบสาธารณสุข และสนับสนุนเป้าหมายการลดการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2573 ควบคู่ไปกับการใช้วัคซีนและมาตรการควบคุมยุงลาย

ในปี 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกกระจุกตัวในภาคเหนือและภาคใต้ โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และมีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออก 51 ราย

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ยารักษาโรคไข้เลือดออกสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ผ่านการกำหนดราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการผลิตและการจัดหายาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย และ DNDi จะให้ความสำคัญกับการกระจายยาผ่านระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเป็นธรรม

การทดลองการศึกษาวิจัยในมนุษย์สำหรับยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี ในอีกสองประเทศจะดำเนินการร่วมกับ มูลนิธิ Oswaldo Cruz (Fiocruz) และ มหาวิทยาลัย Federal de Minas Gerais ประเทศบราซิล และ กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย

โครงการวิจัยและพัฒนายารักษาโรคไข้เลือดออกของ DNDi ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก คณะกรรมาธิการยุโรป หน่วยงานเตรียมความพร้อมและรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ (DG HERA) ภายใต้โครงการ EU4Health 2025 ผ่าน สำนักงานพัฒนาแห่งฝรั่งเศส (AFD) ประเทศฝรั่งเศส; กระทรวงวิจัย เทคโนโลยี และอวกาศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMFTR) ผ่าน ธนาคารเพื่อการพัฒนา KfW; กระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) ผ่าน KfW; องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières International); กระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ (DGIS); สำนักงานเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (SDC); หน่วยงานด้านการพัฒนาระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร (UK International Development) ตลอดจนมูลนิธิและผู้บริจาคภาคเอกชนอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...