โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บอร์ด รฟท.เคาะทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง ปักธงเข้า ครม.ภายในปีนี้

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 สิงหาคม 2569 เวลา 18.50 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บอร์ด รฟท.ไฟเขียวรถไฟทางคู่สายใต้ 3 ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี–หาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงินกว่า 1.2 แสนล้าน ปรับวงเงินใหม่ เล็งชงครม.ภายใน 1-2 เดือน คาดเริ่มก่อสร้าง ก.ค. 2570 ทยอยเปิดใช้ปี 2574–2576 ตัดช่วงหาดใหญ่–สงขลาไว้เฟสถัดไป เหตุพื้นที่ยังไม่พร้อม

12 ส.ค.2569-นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบอร์ด รฟท.ที่มีนาย ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เป็นประธานว่า ที่ประชุม ได้เสนอแผนขออนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ในส่วนของเส้นทางสายใต้ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ช่วง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ และหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ โดยทั้ง 3 โครงการผ่านการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และได้รับความเห็นจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว จึงนำกลับมาทบทวนกรอบวงเงิน และขอบเขตงานให้เป็นปัจจุบัน ก่อนเสนอขออนุมัติโครงการต่อไป

สำหรับเดิมกรอบวงเงินของรถไฟทางคู่สายใต้ทั้ง 3 ช่วงที่ รฟท.เคยเสนอไว้ อยู่ที่ประมาณ 104,465.94 ล้านบาท แต่จากการทบทวนราคาก่อสร้างและรายละเอียดขอบเขตงานใหม่ พบว่าจำเป็นต้องปรับกรอบวงเงินเพิ่มขึ้นอีก 18,254.80 ล้านบาท รวมเป็น 122,720.74 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการปรับปรุงรายละเอียดงานเพื่อรองรับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปรับแบบด้านระบบระบายน้ำและมาตรการป้องกันน้ำท่วมให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มากขึ้น

นายอนันต์ กล่าวว่า การปรับกรอบวงเงินดังกล่าว รฟท.ได้เสนอให้คณะกรรมการการรถไฟฯ พิจารณาแล้ว และหลังจากผ่านความเห็นชอบของบอร์ด รฟท.จะเสนอเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโครงการ โดย รฟท.คาดว่าจะสามารถนำเสนอ ครม.ได้ภายใน 1-2 เดือน หรือภายในปี 2569 และพยายามเร่งรัดให้มีโอกาสเข้าสู่การพิจารณาใน ครม.สัญจรด้วย หากกระบวนการจัดทำเอกสาร และการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้ทัน

นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของช่วงหาดใหญ่-สงขลา ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายจากหาดใหญ่ไปยังสงขลา รฟท.ขอปรับแผนการดำเนินงานออกไปก่อน เนื่องจากความพร้อมของพื้นที่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะปัญหาการบุกรุกพื้นที่ตามแนวเส้นทางที่มีอยู่ค่อนข้างมาก จึงจะพิจารณาดำเนินการในเฟสถัดไป ขณะที่ 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ และหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จะเดินหน้าตามแผนเพื่อเร่งรัดการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้

ทั้งนี้ แผนเบื้องต้นของ รฟท.กำหนดให้ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานีเริ่มก่อสร้างประมาณเดือนกรกฎาคม 2570 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 60 เดือน และคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน 2575 ส่วนช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ มีกรอบระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 72 เดือน หากเริ่มงานในเดือนกรกฎาคม 2570 คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน 2576 ขณะที่ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เป็นเส้นทางที่มีระยะทางสั้นกว่า ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 48 เดือน หากเริ่มก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2570 จะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน 2574 ทำให้ภาพรวมการก่อสร้างทั้ง 3 ช่วงจะทยอยแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2574-2576

อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2570 รฟท.จะต้องดำเนินกระบวนการจัดหาผู้รับจ้างล่วงหน้า โดยคาดว่าช่วงต้นปี 2570 ตั้งแต่ประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน จะเป็นช่วงดำเนินการประกวดราคาและคัดเลือกผู้รับจ้าง เพื่อให้สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ตามเป้าหมายในเดือนกรกฎาคม 2570 ทั้งนี้ หลัง ครม.อนุมัติโครงการแล้ว จะต้องนำรายละเอียดกลับเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด รฟท.อีกครั้ง โดยเฉพาะการกำหนดรูปแบบและจำนวนสัญญา โดยเบื้องจะประมูลพร้อมกันทั้ง 3 โครงการ ได้แก่ ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี จำนวน 1 สัญญา, ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ จำนวน 2 สัญญา และช่วงหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ จำนวน 1 สัญญา

“EIA ยืนยันว่าไม่ได้หมายความว่ารายงาน EIA ของทั้ง 3 โครงการหมดอายุจนต้องจัดทำใหม่ โดย 2 ช่วงแรกได้รับอนุมัติ EIA ในปี 2566 และมีผลผูกพันตามระยะเวลาที่กำหนด 5 ปี จึงยังสามารถดำเนินโครงการได้ ส่วนช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ EIA ได้รับอนุมัติในปี 2563 และครบระยะ 5 ปีในปี 2568 ดังนั้น รฟท.อยู่ระหว่างดำเนินการทบทวนและจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตผลการดำเนินงานและตรวจสอบว่าตลอดช่วงที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อโครงการหรือไม่ ไม่ใช่การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ทั้งหมด”นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท.ได้หารือกับ สผ.ในประเด็นดังกล่าวแล้ว และนำเจ้าหน้าที่ไปดูพื้นที่จริง รวมถึงชี้แจงแนวทางการดำเนินงานกรณีรายงาน EIA มีอายุครบ 5 ปี เนื่องจากที่ผ่านมาแนวทางในลักษณะดังกล่าวยังไม่มีกรณีศึกษาโดยตรง จึงมีการหารือเพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสม ปัจจุบัน รฟท.ได้จัดทำเอกสารและส่งให้ สผ.พิจารณาแล้ว โดยเป็นการทบทวนและอัปเดตข้อมูลเป็นหลัก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ คาดว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าโครงการ และหลัง ครม.อนุมัติจะสามารถเข้าสู่กระบวนการประกวดราคาได้ต่อเนื่อง

สำหรับแนวเส้นทาง ยอมรับว่าปัญหาการเวนคืนและการบุกรุกพื้นที่มีอยู่บ้าง แต่เส้นทางหลักไม่ได้มีปัญหามากนัก เนื่องจาก รฟท.มีแผนบริหารจัดการพื้นที่และผู้บุกรุกอยู่แล้วประมาณ 300 ชุมชน โดยปัญหาที่มีมากกว่าคือช่วงหาดใหญ่-สงขลา ซึ่ง รฟท.ได้แยกออกจากแผนงานหลักในระยะนี้ เพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่ ขณะที่ส่วนต่อขยายหาดใหญ่-สงขลาจะพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป และต้องจัดทำแผนประมูลแยกอีกครั้ง โดย รฟท.ต้องการให้เส้นทางสายหลักแล้วเสร็จก่อน

อย่างไรก็ตาม ส่วนสาเหตุที่กรอบวงเงินเพิ่มขึ้นนั้น นอกจากการปรับราคาก่อสร้างตามสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ยังมีปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนวัสดุและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการปรับแบบงานก่อสร้างเพื่อรองรับปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่ง รฟท.จำเป็นต้องยกระดับและปรับปรุงโครงสร้างบางช่วงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในอนาคต

ทั้งนี้ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการปรับรูปแบบโครงสร้างในจุดที่เคยเกิดปัญหาน้ำท่วมและเส้นทางรถไฟได้รับผลกระทบ โดยมีการพิจารณาใช้โครงสร้างลักษณะสะพานและคันดินในบางช่วง เพื่อยกระดับแนวทางรถไฟให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จุดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษอยู่บริเวณคลอง ร.1 และพื้นที่ใกล้เคียงหาดใหญ่ ซึ่งเคยเกิดเหตุทางรถไฟได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมมาก่อน การปรับรูปแบบดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนขอบเขตงานและกรอบวงเงินใหม่

นายอนันต์ กล่าวว่า การปรับวงเงินจากกรอบเดิมไม่ได้หมายความว่าโครงการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญทั้งหมด แต่ รฟท.ได้จัดทำรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงปริมาณงานและเหตุผลของมูลค่างานที่เพิ่มขึ้น เพื่อแนบประกอบการเสนอขออนุมัติ โดยหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ ก็สามารถใช้วิธีเวียนขอความเห็นและชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมได้

สำหรับแหล่งเงินลงทุน โดยหลักการจะขึ้นอยู่กับมติ ครม.และแนวทางที่กระทรวงคมนาคมกำหนด โดยโครงการรถไฟทางคู่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มใช้กรอบเงินกู้ เนื่องจากเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ไม่ใช่รูปแบบเดียวกับการให้เอกชนลงทุนโครงการใหม่ทั้งหมด ขณะที่การจัดหาขบวนรถไฟเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ รฟท.ต้องพิจารณาดำเนินการแยกจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยอาจจัดหาขบวนรถเองหรือเปิดให้เอกชนเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...