โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

บิ๊กโจ๊ก แจ้งจับ 4 ชายอ้าง ป.ป.ช. วนถ่ายรูปหน้าบ้าน ชี้ละเมิดสิทธิ

Amarin TV

อัพเดต 49 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 49 นาทีที่แล้ว
“บิ๊กโจ๊ก” แจ้งความเอาผิด 4 ชาย อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หลังถูกถ่ายภาพหน้าบ้าน ยืนยันใช้สิทธิ์ปกป้องตามสิทธิของประชาชน

“บิ๊กโจ๊ก” แจ้งความเอาผิด 4 ชาย อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หลังถูกถ่ายภาพหน้าบ้าน ยืนยันใช้สิทธิ์ปกป้องตามสิทธิของประชาชน

วันที่ 25 ส.ค. 69 พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายังสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อดำเนินการลงนามในเอกสารยืนยันความเป็นผู้เสียหาย ภายหลังมอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์ กรณีถูกบุคคลซึ่งอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 4 คน เข้าไปภายในหมู่บ้านและถ่ายภาพบริเวณบ้านพัก เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา

พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการตามกฎหมายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพบว่ามีบุคคลประมาณ 4 คน ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เดินทางเข้าไปภายในหมู่บ้านที่พักอาศัย และถ่ายภาพบริเวณบ้านของตนเอง โดยบุคคลดังกล่าวได้แจ้งต่อนิติบุคคลของหมู่บ้านว่า เดินทางมาเพื่อยื่นเอกสาร แต่จากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตนเห็นว่าไม่ได้เป็นเพียงการนำเอกสารมาส่ง เนื่องจากมีการเข้าไปบริเวณใกล้บ้านและถ่ายภาพ ขณะที่ภายหลังยังมีการชี้แจงว่าเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อกลับรถ

พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวมีข้อสังเกตหลายประการ โดยเฉพาะการที่บุคคลทั้ง 4 คน ไม่ได้แสดงตัวต่อตนเอง ไม่ได้ลงจากรถ และไม่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจว่ามาดำเนินการในเรื่องใด หากเดินทางมาโดยสุจริตก็ควรแสดงตัวอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการนิติบุคคลของหมู่บ้านได้ยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวติดต่อเข้ามาเพื่อส่งเอกสารและนัดหมายขอรับเอกสาร รวมถึงหากต้องการข้อมูลใดทางนิติบุคคลก็พร้อมให้ข้อมูล แต่กลับมีพฤติการณ์เข้าไปถ่ายภาพบริเวณบ้านพักของตนเอง

พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ได้รวบรวมพยานหลักฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมมอบหมายให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 4 คน โดยเห็นว่าตนจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในการปกป้องตนเอง และไม่ต้องการให้พฤติการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป เพราะไม่ควรเป็นกรณีที่บุคคลใดจะสามารถเข้าไปถ่ายภาพบ้านของผู้อื่นได้ตามอำเภอใจ เนื่องจากอาจเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของบ้าน

ด้านนายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนิติบุคคลของหมู่บ้าน ทำให้ทราบว่าบุคคลกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาเพื่อส่งเอกสารและขอข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์โดยตรง ดังนั้น เมื่อดำเนินการพูดคุยและส่งเอกสารเรียบร้อยแล้ว ภารกิจของเจ้าหน้าที่ก็น่าจะสิ้นสุดและควรเดินทางกลับ แต่กลับพบว่ามีพฤติการณ์เข้าไปในพื้นที่บริเวณบ้านพักของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์

การเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวมีข้อสงสัยว่าเป็นการเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากไม่มีการขออนุญาตจากเจ้าของบ้าน และไม่ได้ขออนุญาตจากนิติบุคคลของหมู่บ้านที่จะเข้าไปภายในพื้นที่ดังกล่าว โดยจากการตรวจสอบคลิปวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ เห็นว่าพฤติการณ์ไม่น่าจะเป็นเพียงการเข้าไปกลับรถ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสามารถกลับรถได้โดยไม่จำเป็นต้องขับรถเข้าไปในพื้นที่ด้านในของหมู่บ้าน

พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้อยู่อาศัยภายในหมู่บ้านเกิดข้อสงสัยและเชื่อได้ว่า บุคคลกลุ่มดังกล่าวอาจมีเจตนาหรือพฤติการณ์อื่นนอกเหนือจากการเดินทางมาส่งเอกสาร อย่างไรก็ตาม ในฐานะทนายความไม่ได้กล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำผิด แต่ต้องการนำข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีเจตนาอย่างไร

สำหรับขั้นตอนหลังจากการแจ้งความร้องทุกข์ในวันนี้ ทนายความกล่าวว่า จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนบุคคลทั้ง 4 คน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบชื่อและยังต้องตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จริงหรือไม่ รวมถึงเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานใด และมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยตำรวจจะต้องเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ เพื่อสอบถามถึงเหตุผลและวัตถุประสงค์ในการเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ ทางนิติบุคคลของหมู่บ้านในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยของลูกบ้าน ได้รับหนังสือจากพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีดังกล่าว เนื่องจากพื้นที่ภายในหมู่บ้านเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และบุคคลภายนอกที่เข้าไปภายในพื้นที่ควรต้องได้รับอนุญาตตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยให้นิติบุคคลพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และจะสามารถดำเนินการในส่วนใดได้บ้าง

พฤติการณ์ทั้งหมดนี้จึงจำเป็นต้องให้ตำรวจเรียกบุคคลทั้ง 4 มาสอบสวน หากสามารถชี้แจงเหตุผลที่รับฟังได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและมีเหตุอันสมควร ก็สามารถดำเนินการไปตามข้อเท็จจริง แต่หากพบว่ามีเจตนาอื่นหรือมีพฤติการณ์ซ่อนเร้น ก็ต้องพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

ทนายความ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะประชาชน การพบเห็นรถยนต์ที่มีพฤติการณ์ชะลอ จอด วนเข้าออก หรือเข้าไปในพื้นที่โดยไม่ได้แสดงตัว ย่อมอาจทำให้ผู้อยู่อาศัยเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย ดังนั้น การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเป็นการนำข้อเท็จจริงให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีเจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่ และหากมีการรับคำสั่งจากบุคคลใดในการดำเนินการดังกล่าว ก็จำเป็นต้องตรวจสอบให้ปรากฏข้อเท็จจริงต่อไป

ทั้งนี้ ฝ่ายพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิและความเป็นส่วนตัวของตนเอง รวมถึงต้องการให้กรณีดังกล่าวได้รับการตรวจสอบอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันกับประชาชนทั่วไป โดยหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนข้อเท็จจริง ก่อนพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...