ทรัมป์เล็งตัด “เส้นเลือดเศรษฐกิจ” อิหร่าน จีน-UAE-ตุรกี-อิรัก-อินเดีย เสี่ยงรับแรงกระแทก
สหรัฐขู่ตัดผู้ที่ช่วยอิหร่านหลบคว่ำบาตรออกจากระบบดอลลาร์ จับตา 5 คู่ค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะจีนที่รับซื้อน้ำมันราว 90% ของการส่งออกอิหร่าน
วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 13.25 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการที่เรียกว่า “Economic D-Day” เพื่อเพิ่มแรงกดดันและตัดอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลก โดยขู่ใช้มาตรการลงโทษกับบุคคล บริษัท หรือสถาบันการเงินที่ยังช่วยให้อิหร่านทำธุรกรรมและค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ช่วยฟอกเงินหรือหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญคือการตัดช่องทางเข้าถึงระบบดอลลาร์สหรัฐของผู้ที่ทำธุรกิจกับเตหะราน ซึ่งหากบังคับใช้อย่างจริงจัง อาจกระทบเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจอิหร่านตลอดช่วงสงครามเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมา
แม้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีบังคับใช้ยังไม่ชัดเจน แต่คำขู่ของวอชิงตันอาจสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อประเทศคู่ค้ารายสำคัญของอิหร่าน โดยเฉพาะ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตุรกี อิรัก และอินเดีย
จีนถือเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด และเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่เชื่อมเศรษฐกิจอิหร่านเข้ากับตลาดโลก โดยข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐระบุว่า จีนรับซื้อน้ำมันคิดเป็นประมาณ 90% ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน
ในปี 2568 จีนรายงานมูลค่าการค้าทวิภาคีกับอิหร่านที่ 9.96 พันล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมการส่งออกน้ำมันดิบอิหร่านไปจีนที่ไม่ได้ถูกรายงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 3.12 หมื่นล้านดอลลาร์
โรงกลั่นน้ำมันอิสระของจีนเป็นผู้รับซื้อน้ำมันส่วนใหญ่ โดยน้ำมันบางส่วนถูกเปลี่ยนแหล่งกำเนิดให้ดูเหมือนมาจากมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย และชำระเงินผ่านตัวกลางนอกระบบดอลลาร์
กระทรวงการคลังสหรัฐได้คว่ำบาตรโรงกลั่นจีนหลายแห่งในปีนี้จากการซื้อน้ำมันอิหร่าน แต่จนถึงขณะนี้ยังหลีกเลี่ยงการลงโทษสถาบันการเงินจีนโดยตรง
จีนคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐอย่างเปิดเผย โดยมองว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์จาก Eurasia Group มองว่า แม้จีนอาจไม่ตอบโต้สหรัฐโดยตรง แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความระมัดระวังให้ธนาคารของรัฐและบริษัทน้ำมันจีน เพื่อไม่ให้ถูกมาตรการคว่ำบาตรเล่นงาน เนื่องจากการเข้าถึงเงินดอลลาร์และตลาดสหรัฐยังมีความสำคัญอย่างมากต่อจีน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งอยู่ห่างจากอิหร่านเพียงราว 50 ไมล์ข้ามอ่าวเปอร์เซีย เป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของเตหะรานมายาวนาน มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 โดย UAE เป็นแหล่งนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน คิดเป็นมากกว่า 30% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะเดียวกันยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของอิหร่าน คิดเป็น 12% หรือมากกว่า 7 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ทางการค้าสะดุดลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลัง UAE ระงับธุรกรรมการค้าและการเงินทั้งหมดกับอิหร่าน ภายหลังเกิดเหตุขีปนาวุธ 2 ลูกถูกยิงมายังดินแดนเอมิเรตส์ โดยหนึ่งในนั้นมีเป้าหมายเป็นเรือบรรทุกน้ำมันของ UAE
ที่ผ่านมาอิหร่านพึ่งพาธนาคารและระบบการเงินของ UAE เป็นช่องทางเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก รวมถึงธุรกรรมที่มีความซับซ้อนและไม่โปร่งใส โดยเฉพาะในดูไบ ซึ่งถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางสำคัญของการขนถ่ายสินค้า การลักลอบค้า และระบบธนาคารเงาของอิหร่าน
ด้านตุรกียังคงมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่านในระดับสูง โดยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากอิหร่าน ขณะที่ส่งออกเครื่องจักร ชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ และสินค้าเกษตรไปยังอิหร่าน มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 ที่สำคัญ การนำเข้าก๊าซอิหร่านของตุรกีเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยสัดส่วนก๊าซจากอิหร่านเพิ่มขึ้นเป็น 18.6% ของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติทั้งหมดของตุรกี
แม้อังการาจะพยายามกระจายแหล่งพลังงานไปยังประเทศอื่น เช่น อาเซอร์ไบจานและรัสเซีย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าตุรกีจะตัดความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับอิหร่านอย่างสิ้นเชิง
อิรักเป็นอีกประเทศที่อาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากระบบไฟฟ้าของประเทศพึ่งพาพลังงานจากอิหร่านมาเป็นเวลานาน อิหร่านต่อสัญญาระยะเวลา 5 ปีในเดือนมีนาคม 2567 เพื่อจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้อิรักสูงสุดเกือบ 6.6 แสนล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี ขณะที่การนำเข้าไฟฟ้าจากอิหร่านมีส่วนต่อการผลิตไฟฟ้าของอิรักมากกว่า 30% ในปี 2566
การค้าระหว่างอิรักกับอิหร่านมีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดยอิหร่านส่งออกทั้งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เข้าสู่ตลาดอิรัก
อิรักยังจ่ายเงินให้อิหร่านประมาณ 4-5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี สำหรับก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ดังนั้น หากสหรัฐบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่อย่างเข้มงวด ความสามารถของแบกแดดในการชำระเงินค่าพลังงานให้อิหร่านอาจถูกจำกัด
อินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 คู่ค้ารายใหญ่ของอิหร่าน มีมูลค่าการค้าระหว่างกันลดลงเหลือประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2569 จาก 2.3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสามปีก่อนหน้า อินเดียส่งออกสินค้าไปอิหร่านเป็นหลัก ได้แก่ ข้าว ชา น้ำตาล และเวชภัณฑ์ ขณะที่นำเข้าผลไม้สดและผลไม้แห้งจากอิหร่าน
ประเด็นสำคัญคืออินเดียเพิ่งกลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังหยุดไปนาน 7 ปี ภายหลังสหรัฐผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันอิหร่านเป็นการชั่วคราว แต่การค้าดังกล่าวกำลังเผชิญบททดสอบอีกครั้ง หากรัฐบาลทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่ที่จะลงโทษทุกบริษัทหรือสถาบันที่ยังซื้อพลังงานจากอิหร่าน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันของอินเดีย
มาตรการ “Economic D-Day” จึงไม่ได้สร้างแรงกดดันเฉพาะต่อเตหะรานเท่านั้น แต่ยังอาจบีบให้ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ต้องเลือกระหว่างรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน กับการรักษาการเข้าถึงระบบการเงินดอลลาร์และตลาดสหรัฐ ซึ่งอาจกลายเป็นแนวรบทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
อ้างอิง : cnbc.com