โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ซีรีส์แนวตั้ง” จากแอปเล็กๆ สู่ตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พามาเจาะลึก “ซีรีส์แนวตั้ง” จากแอปเล็กๆ สู่ตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ที่กระจายความนิยมไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก

หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ชื่อของแอปพลิเคชันอย่าง ReelShort แทบจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยผ่านหูของผู้ชมทั่วไป แต่ในปี 2025 ตัวเลขที่สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่อุตสาหกรรมสื่อ มูลค่าตลาดของซีรีส์แนวตั้งทั่วโลกพุ่งทะยานผ่านหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีแพลตฟอร์มอย่าง ReelShort ที่ทำรายได้จากการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั่วโลกไปกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

และในปีที่ผ่านมา นวัตกรรมความบันเทิงที่ดูเหมือนเป็นเพียงคลิปคั่นเวลาบนสมาร์ตโฟน ได้กลายเป็นแหล่งทำเงินตัวใหม่ ที่ดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลก

ซีรีส์จีนแนวตั้ง ขนาดเท่าฝ่ามือ หาเงินมหาศาลได้อย่างไร?

เบื้องหลังความบันเทิงความยาวตอนละ 1-2 นาทีที่ปรากฏบนหน้าจอ แท้จริงแล้วประกอบด้วยฟันเฟืองสำคัญในโลกธุรกิจที่ทำงานร่วมกัน ในรูปแบบที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง โครงสร้างธุรกิจของซีรีส์แนวตั้งสามารถแบ่งออกเป็นผู้เล่นหลักได้แก่

  • ผู้ผลิตและสตูดิโอ

ทำหน้าที่รับจ้างผลิตเนื้อหา ความน่าสนใจของธุรกิจนี้อยู่ที่การปฏิวัติวิธีคิดเรื่องต้นทุนและการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน หากเปรียบเทียบกับซีรีส์มาตรฐานทั่วไปที่ออนแอร์บนโทรทัศน์หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิงใหญ่ๆ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนหลักหลายล้านดอลลาร์และใช้เวลาถ่ายทำนานหลายเดือน บทความจาก arcstage แพลตฟอร์มการจัดการผลิตซีรีส์แนวตั้งเผยว่า ซีรีส์แนวตั้งหนึ่งเรื่องที่มีความยาวรวมประมาณ 60-80 ตอน หนึ่งเรื่องใช้เงินลงทุนเพียง 100,000 ถึง 300,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น และใช้เวลาถ่ายทำในกองถ่ายเพียง 5-7 วัน สตูดิโอผู้ผลิตจะได้ประโยชน์จากค่าจ้างการผลิตที่แน่นอน หรือในบางกรณีจะได้ส่วนแบ่งเพิ่มจากยอดการรับชม ทำให้พวกเขาสามารถรับงานผลิตได้จำนวนมากและคืนทุนได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์

  • เจ้าของแพลตฟอร์ม

ถัดมาคือ เจ้าของแพลตฟอร์มเช่น ReelShort หรือ DramaBox ซึ่งเปรียบเสมือนโรงภาพยนตร์ขนาดย่อม และเป็นคนดูแลข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค แพลตฟอร์มเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดในสมการนี้ โดยที่พวกเขาได้คิดค้นโมเดลรายได้ออกมาเป็น 2 แบบ คือ

ภาพ: Canva AI

1.โมเดลจ่ายเงินรายตอน หรือ Pay-per-episode

ซึ่งถือเป็นรายได้หลักที่สร้างกำไรได้จำนวนมาก แพลตฟอร์มจะเปิดให้ผู้ชมได้ดูฟรีในช่วง 5-10 ตอนแรกเพื่อสร้างความผูกพันและติดกับเนื้อหา จากนั้นจะเริ่มเก็บเงินในตอนที่เหลือผ่านระบบซื้อเหรียญในแอปพลิเคชัน แม้ว่าราคาต่อหนึ่งตอนจะดูต่ำมากจนทำให้รู้สึกว่าจ่ายได้สบายๆ แต่เมื่อผู้ชมมีความอยากรู้บทสรุปและกดปุ่มดูต่อเรื่อยๆ จนจบเรื่อง

ราคารวมถึงตอนจบอาจจ่ายไปอาจพุ่งสูงถึง 30-50 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นราคาที่แพงกว่าการซื้อตั๋วภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์ในโรงภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง หรือแพงกว่าค่าบริการรายเดือนของสตรีมมิงเจ้าใหญ่เลยด้วยซ้ำ

2. โมเดลสมัครสมาชิก หรือ Subscription

สำหรับกลุ่มผู้ชมที่ไม่อยากเติมเหรียญทีละตอน แพลตฟอร์มจะเสนอระบบจ่ายค่าสมาชิกรายสัปดาห์หรือรายปี ซึ่งสร้างรายได้หมุนเวียนที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ให้แก่บริษัท

นอกจากนี้ ในบางแพลตฟอร์มยังเริ่มเปิดช่องทางการโฆษณาในแอปพลิเคชันเพิ่มเติมเป็นรายได้ทางที่สามอีกด้วย

โดยความได้เปรียบของการทำซีรีส์แนวตั้งอีกอย่างก็คือ หากแพลตฟอร์มทดลองปล่อยซีรีส์ใหม่ออกไป 10 ตอนแรกแล้ว พบว่ายอดวิวน้อยหรือไม่ทำกำไร พวกเขาสามารถสั่งหยุดการถ่ายทำ หรือตัดจบได้ทันทีโดยไม่เจ็บตัว

ต่างจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดั้งเดิมที่หากล้มเหลวจะหมายถึงการสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันอุตสาหกรรมซีรีส์แนวตั้งกำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดและยกระดับขึ้นไปอีกขั้น จากจุดเริ่มต้นที่เป็นการแข่งขันเฉพาะกลุ่มภายในประเทศจีน ปัจจุบันได้กลายเป็นการขยายตัวสู่ระดับสากล แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ต่าง

เร่งนำโมเดลธุรกิจนี้ไปปรับใช้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดตะวันตกและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตของสมาร์ตโฟนและประชากรพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อความบันเทิงที่รวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ความหอมหวานนี้ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายใหม่ที่ผู้เล่นทุกรายต้องเผชิญอย่างด้านกฎระเบียบ ในหลายประเทศเริ่มมีการตรวจสอบระบบการเติมเงินรายตอน ที่อาจสร้างภาระทางการเงินให้แก่ผู้บริโภคโดยไม่รู้ตัว

ในอนาคตตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้นปริมาณและความรวดเร็ว ไปสู่ยุคที่ต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพของเนื้อหาและการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามาช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิตและการแปลภาษา เพื่อส่งออกไปยังวัฒนธรรมที่แตกต่าง อุตสหกรรมความบันเทิงขนาดฝ่ามือนี้ ไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครจะสร้างซีรีส์ได้จำนวนเรื่องมากกว่ากัน แต่เป็นการแข่งขันที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น นั่นคือการแข่งขันเพื่อแย่งชิง “เวลาของคน” และ “ความพร้อมที่จะจ่าย"ของผู้ชมในศตวรรษนี้

รายงานชิ้นนี้เป็นผลงานของนิสิตฝึกงาน ถิรวัฒน์ เจริญทัศนาวัชร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...