โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ปิดฉาก 30 ปี! เฒ่าแดนมังกรเจ้าเล่ห์ หนีคดีหัวซุกไทย สวมสิทธิ์ทำธุรกิจจนรวยอู้ฟู่ เตรียมเนรเทศพ้นราชอาณาจักรไทย

สยามนิวส์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ทีมข่าวสยามนิวส์
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 กันยายน 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ว่าที่ ผบ.ตร.) พร้อมด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร. และ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี นำกำลังตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. เข้าตรวจสอบบ้านพักในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังจับกุมผู้ต้องหาชายชาวจีน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสวมสิทธิ์บุคคลอื่นเพื่อจัดทำบัตรประชาชนไทย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 กันยายน 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ว่าที่ ผบ.ตร.) พร้อมด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร. และ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี นำกำลังตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. เข้าตรวจสอบบ้านพักในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังจับกุมผู้ต้องหาชายชาวจีน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสวมสิทธิ์บุคคลอื่นเพื่อจัดทำบัตรประชาชนไทย

ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากตำรวจและฝ่ายปกครองขยายผลตรวจสอบประวัติของ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 67 ปี ชายชาวจีน ซึ่งใช้ชื่อไทยในการถือบัตรประชาชนและประกอบธุรกิจในพื้นที่เมืองพัทยามาเป็นเวลานาน โดยพบข้อมูลเชื่อมโยงกับประวัติอาชญากรรมร้ายแรงในประเทศจีน และมีข้อมูลว่าทางการจีนออกหมายจับบุคคลรายนี้มาก่อน

จากข้อมูลการสืบสวน พบว่า นายเอมีชื่อเดิมเป็นบุคคลสัญชาติจีน และมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมโดยเจตนา เหตุเกิดในเมืองไท่โจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนที่ทางการจีนจะออกหมายจับเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2533 และต่อมาในปี 2563 มีการออกหมายแดงขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรืออินเตอร์โพล เลขที่ A-6202/7-2020 ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า หลังเกิดคดี นายเอได้หลบหนีออกจากประเทศจีนไปยังประเทศเมียนมา ก่อนเดินทางข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย

ต่อมาในปี 2544 นายเอถูกตรวจสอบว่ามีการสวมสิทธิ์บุคคลชาวกะเหรี่ยงเพื่อขอมีบัตรประชาชนไทยในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก โดยมีข้อมูลว่ามีการจ่ายค่าดำเนินการ 50,000 บาท ก่อนจะได้รับบัตรประชาชนในชื่อไทย และนำสถานะดังกล่าวมาใช้ประกอบธุรกิจในพื้นที่เมืองพัทยา

จากการตรวจสอบข้อมูลด้านธุรกิจ พบว่านายเอมีชื่อเป็นเจ้าของบริษัทจำนวน 5 แห่ง ประกอบกิจการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยมีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 89 ล้านบาท และประกอบธุรกิจในเมืองพัทยามานานกว่า 30 ปี

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่านายเอจดทะเบียนสมรสที่ อ.บางละมุง เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2533 และมีบุตรฝาแฝดชาย-หญิง ซึ่งได้รับการแจ้งเกิดและมีสัญชาติไทยทั้ง 2 คน ขณะที่ข้อมูลทะเบียนราษฎรพบว่า ในช่วงระยะเวลาหนึ่งมีการย้ายเข้า-ออกทะเบียนบ้านหลายครั้ง โดยมีการย้ายจาก อ.พบพระ จ.ตาก เข้ามาอยู่ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และมีการย้ายทะเบียนบ้านในพื้นที่บางละมุงรวม 7 ครั้ง ก่อนที่ข้อมูลการย้ายครั้งล่าสุดจะเชื่อมโยงกับบ้านพักใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง ซึ่งเป็นที่อยู่ตามบัตรประชาชน

จุดเริ่มต้นของการเปิดโปงข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนายเอเดินทางกลับไปยังประเทศจีนโดยใช้วีซ่าเดินทาง ขณะที่ทางการจีนตรวจพบความผิดปกติของเอกสาร เนื่องจากบุคคลดังกล่าวเคยมีสถานะเป็นพลเมืองจีน แต่กลับปรากฏข้อมูลว่าได้รับสัญชาติไทย จึงมีการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดและพบว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมในประเทศจีน

จากนั้นสถานทูตจีนได้ประสานมายังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบสถานะและข้อมูลการได้มาซึ่งบัตรประชาชนไทยของบุคคลดังกล่าว ต่อมากรมการปกครอง โดยศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน DOPA N.I.C.E. ตรวจพบว่านายเอได้ยื่นเรื่องขอต่อบัตรประชาชนที่ อ.บางละมุง แต่เอกสารประกอบยังไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกและพบข้อผิดปกติหลายประการ ก่อนส่งเรื่องให้กรมการปกครองตรวจสอบเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยังลงพื้นที่สอบถามบุคคลในชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเดิม เพื่อยืนยันตัวบุคคลและความสัมพันธ์ทางเครือญาติ โดยได้รับข้อมูลยืนยันว่า นายเอไม่ได้เป็นญาติของบุคคลตามสิทธิที่ใช้ในการขอมีบัตรประชาชน จึงมีข้อสงสัยว่าอาจเป็นการสวมสิทธิ์เพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรประชาชนไทย

กรมการปกครองจึงสั่งการให้นายอำเภอบางละมุงเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางละมุง ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานและยื่นขอศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับนายเอ ในข้อหาตามที่ตำรวจระบุเกี่ยวกับการแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้มีการจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ และการแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร

จากนั้นตำรวจสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมกับตำรวจ สภ.บางละมุง ติดตามตัวนายเอจนสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อช่วงค่ำวันที่ 12 ก.ย. 2569 ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา เลขที่ 509/2569

ภายหลังการจับกุม ในวันที่ 13 ก.ย. 2569 พล.ต.อ.สำราญ และนายนฤชา พร้อมเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นบ้านในหมู่บ้านสิริศา 16 โดยบริเวณด้านหลังบ้าน เจ้าหน้าที่พบห้องลับขนาดใหญ่ที่ดัดแปลงจากพื้นที่สระว่ายน้ำและทำเป็นห้องอยู่ใต้ดิน

ภายในห้องดังกล่าวพบวัตถุโบราณและพระเครื่องจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เพื่อตรวจสอบที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมตรวจสอบทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดโฉนดที่ดินจำนวน 11 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 10 ไร่ แบ่งเป็นทรัพย์สินที่จดทะเบียนในนามบริษัท 9 แปลง และในนามบุคคล 2 ราย รวมถึงรถยนต์อีกกว่า 6 คัน โดยทรัพย์สินทั้งหมดมีมูลค่ารวมประมาณ 89.5 ล้านบาท

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับทางการจีน หลังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย

นายนฤชากล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างดำเนินการเกี่ยวกับสถานะสัญชาติไทยของนายเอ รวมถึงตรวจสอบสถานะของบุตรฝาแฝด 2 คนที่ได้รับสัญชาติไทยก่อนหน้านี้ พร้อมเตรียมใช้มาตรการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเนรเทศ โดยมีพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 เป็นกฎหมายหลัก และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. 2569 เพื่อเพิ่มมาตรการในการจัดการกับชาวต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดในประเทศไทย

นอกจากนี้ กรมการปกครองจะขยายผลตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งบัตรประชาชนของนายเอ โดยเตรียมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก รวมถึงตรวจสอบเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารดังกล่าว พร้อมระบุว่าจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกยังพบชาวต่างชาติในลักษณะใกล้เคียงกันอีกหลายราย จึงเตรียมประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการตรวจสอบและกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ว่าที่ ผบ.ตร.) กล่าวว่า สำหรับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศจีนเมื่อปี 2533 จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าคดียังไม่หมดอายุความ ทางการไทยจึงเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอน ก่อนพิจารณาส่งตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีในประเทศจีนตามกฎหมาย

ส่วนกรณีการดำเนินคดีกับบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับนายเอ พล.ต.อ.สำราญระบุว่า ตำรวจจะสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงการตรวจสอบและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท

พล.ต.อ.สำราญยังกล่าวถึงการปราบปรามเครือข่ายนอมินีว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปฏิบัติการในประเด็นดังกล่าวมาแล้วกว่า 10 เฟส โดยจะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติใช้ช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาถือครองหรือดำเนินธุรกิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดของชาวต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...