เกษตรกรอุบลฯ ยื่นค้านแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช หวั่นกระทบสิทธิ-ความมั่นคงทางอาหาร
เครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาชนอุบลราชธานี ยื่นหนังสือค้านแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้อง UPOV 1991 หวั่นกระทบสิทธิเกษตรกร เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหาร
วันที่ 14 กันยายน 2569 เครือข่ายองค์กรเกษตรกร ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าพบ คุณจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมาธิการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 พร้อมเสนอให้รัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา FTA–EU ทบทวนแนวทางการคุ้มครองพันธุ์พืช โดยคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นสำคัญ โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้มุ่งสื่อสารข้อกังวลของเครือข่ายต่อผู้แทนประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรรายย่อย ระบบเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
โดยมีนางสาวพรรณี เสมอภาค ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวถึง 7 ผลกระทบที่เครือข่ายกังวล หากแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 ได้แก่
1.ความเสี่ยงต่อการเกิดโจรสลัดชีวภาพ (Biopiracy) อาจทำให้การนำพันธุกรรมพืชไทยไปขึ้นทะเบียนสิทธิในต่างประเทศและนำกลับมาจำหน่ายในประเทศทำได้ง่ายขึ้น ส่งผลต่อการควบคุมและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมไทย
2.การถูกละเมิดสิทธิโดยไม่เจตนาจากการผสมข้ามตามธรรมชาติ ละอองเกสรจากแปลงพันธุ์พืชใหม่อาจปลิวไปผสมกับพันธุ์พื้นเมือง ทำให้เกิดพันธุ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงหรือเข้าข่ายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง กระทบต่อการเก็บและคัดเลือกพันธุ์ของชุมชน
3.ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและต้นทุนการผลิตข้าว หากขาดฐานข้อมูลพันธุกรรมที่สมบูรณ์ อาจเกิดการนำพันธุ์พืชไปต่อยอดโดยไม่แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และเพิ่มภาระต้นทุนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร
4.ความเสี่ยงต่อการเปิดทางให้พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) การขยายขอบเขตการคุ้มครองพันธุ์พืชอาจส่งผลต่อแนวทางการกำกับดูแลพืชดัดแปลงพันธุกรรม กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรมูลค่าสูง
5.ราคาเมล็ดพันธุ์อาจเพิ่มขึ้น 2–6 เท่า การลดบทบาทของภาครัฐในการผลิตและกระจายพันธุ์พืช อาจทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากภาคธุรกิจในราคาสูงขึ้น
6.ความเสี่ยงทางคดีความของเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย การขยายขอบเขตการคุ้มครองให้ครอบคลุมผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีระบบเอกสารรับรองแหล่งที่มาของพันธุ์พืชอย่างชัดเจน
7.การกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่อาจมีความได้เปรียบด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการคุ้มครองสิทธิ ส่งผลให้ตลาดเมล็ดพันธุ์กระจุกตัว และทำให้เกษตรกรรายย่อยหรือสหกรณ์การเกษตรแข่งขันได้ยากขึ้น
ทั้งนี้ มีข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา FTA–EU ดังนี้
1.เสนอให้รัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ตัดข้อบทเฉพาะว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชตาม UPOV 1991 ออกจากการเจรจา FTA–EU และปฏิเสธข้อเสนอ Article X.51 ของสหภาพยุโรป
2.หากมีข้อบทว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช ควรใช้ถ้อยคำตามแนวทางความตกลง RCEP หรือ FTA สหภาพยุโรป–อินเดีย ซึ่งเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศใช้ระบบกฎหมายเฉพาะของตนเอง (Sui Generis)
3.ปกป้องสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึง เก็บรักษา แลกเปลี่ยน และใช้ประโยชน์จากเมล็ดพันธุ์
4.รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ป้องกันการผูกขาดเมล็ดพันธุ์โดยบริษัทข้ามชาติ และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อย
โดยเครือข่ายฯ พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันปกป้องสิทธิของเกษตรกร ผ่านมายัง คุณจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ช่วยเป็นตัวแทนเกษตรกรคนไทยทั้งชาติ เพื่อเสนอ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธ์พืชให้รักษาฐานทรัพยากรพันธุกรรมของประเทศ และร่วมกำหนดอนาคตระบบอาหารไทยอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนตลอดไป
ทั้งนี้ คุณจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมาธิการต่างประเทศ รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มเครือข่ายฯ พร้อมรับฟังปัญหาและจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาและคณะกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมทั้งจะผลักดันช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย