โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แอมเนสตี้ฯ จี้รัฐบาล พบ “มิน อ่อง หล่าย” อย่าเพิกเฉย “สิทธิมนุษยชน”

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวเวิร์คพอยท์

(6 ส.ค. 69) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นวาระสำคัญในการหารือระหว่างการเยือนประเทศไทยของ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่ายผู้นำทหารเมียนมาซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้ก่อรัฐประหารเมื่อปี 2564 ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่ปล่อยให้ความร่วมมือระหว่างสองประเทศดำเนินไปโดยแลกกับการเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเมียนมา

.

การเยือนครั้งนี้มีขึ้นตามคำเชิญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 โดยมีกำหนดหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรี เข้าพบฝ่ายนิติบัญญัติ และเข้าร่วมงาน “Thailand - Myanmar Business Forum 2026” ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ แม้ว่าการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นอำนาจของรัฐบาลไทย แต่การต้อนรับผู้นำที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรับผิดชอบต่ออาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ย่อมทำให้เกิดคำถามต่อบทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงความรับผิดชอบของไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ

.

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ย้ำว่าการดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรเป็นหลักประกันให้บุคคลใดได้รับเอกสิทธิ์คุ้มกันจากความรับผิดรับชอบในอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ปัจจุบัน ยังมีคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อขอออกหมายจับมิน อ่อง หล่าย ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการขับไล่และกดขี่ชาวโรฮิงญา ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา และหากศาลอนุมัติ ประเทศสมาชิกของ ICC มีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินการตามหมายจับเมื่อบุคคลดังกล่าวเดินทางเข้าสู่เขตอำนาจของตน

.

ศตพัฒน์ ศิลป์สว่าง เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายรณรงค์เชิงนโยบาย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยว่า ขณะนี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมายังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564 กองทัพเมียนมายังคงโจมตีพลเรือนอย่างไม่เลือกเป้าหมาย มีการโจมตีทางอากาศ จับกุมและควบคุมตัวโดยพลการ ทรมานผู้ถูกควบคุมตัว ปราบปรามผู้เห็นต่าง และจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้รับการบันทึกและตรวจสอบโดยองค์การสหประชาชาติ กลไกด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลมาอย่างต่อเนื่อง

.

จากการข้อมูลที่แอมเนสตี้บันทึกหลังรัฐประหาร ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 พบว่า มีประชาชนอย่างน้อย 2,200 คน เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวโดยคณะรัฐบาลทหาร อย่างน้อย 30,000 คน ถูกจับกุมหรือตั้งข้อกล่าวหา 4 คน ถูกประหารชีวิตจากข้อกล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้ก่อความไม่สงบในการต่อสู้กับกองทัพเมียนมา อย่างน้อย 3.6 ล้านคนพลัดถิ่นในประเทศ อย่างน้อย 400 คน ถูกตั้งข้อกล่าวหาภายในกฎหมาย “คุ้มครองการเลือกตั้ง”

.

การเยือนประเทศไทยของ มิน อ่อง หล่าย ซึ่งถูกกล่าวหาอย่างน่าเชื่อถือว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการเยือนทางการทูตตามปกติ รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้ย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การปกป้องพลเรือน และการสร้างหลักประกันว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าต้องรับผิดรับชอบต่ออาชญากรรมร้ายแรงจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

.

“ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใดที่ควรเป็นเกราะคุ้มกันจากความรับผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยควรยึดมั่นต่อหลักนิติธรรมและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายุติการโจมตีพลเรือน ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวโดยพลการ และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเคารพสิทธิมนุษยชนของประชาชนเมียนมา”

.

“ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ควรดำเนินไปโดยแลกกับการเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยควรยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและสร้างความรับผิดตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ”

.

งานวิจัยล่าสุดของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พบว่าในปี 2568 มีน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานถูกส่งเข้าเมียนมากว่า 109,000 เมตริกตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 69 และสูงที่สุดนับตั้งแต่การรัฐประหาร รัฐบาลไทยจึงต้องป้องกันไม่ให้น้ำมันดังกล่าวถูกส่งออกหรือส่งผ่านประเทศไทยไปใช้โจมตีพลเรือน พร้อมกำกับดูแลไม่ให้บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในไทยเข้าไปมีส่วนในห่วงโซ่อุปทานที่เอื้อให้กองทัพเมียนมาก่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

.

“การเยือนประเทศไทยของมิน อ่อง หล่าย ไม่ควรเป็นเพียงการหารือด้านเศรษฐกิจ การค้า หรือความร่วมมือระหว่างสองประเทศ แต่รัฐบาลไทยต้องใช้โอกาสนี้ยกประเด็นสิทธิมนุษยชนขึ้นเป็นวาระสำคัญในการหารือ”

.

#ข่าวเวิร์คพอยท์23 #ข่าวเวิร์คพอยท์23ออนไลน์ #WorkpointNews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...