โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Medical Hub ประเทศไทย: ฮับของใคร — ประเทศที่เก่งขายบริการ แต่ยังสร้างความมั่นคงทางการแพทย์ไม่ได้

The Better

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
โดย หมอจุ้น — คนนอกคอก

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงด้วยความภาคภูมิใจว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงตุรกี ผู้จัดอันดับไม่ใช่องค์การอนามัยโลก ไม่ใช่ OECD ไม่ใช่วารสารการแพทย์ และไม่ใช่สถาบันที่ประเมินความมั่นคงของระบบสุขภาพ แต่เป็นเว็บไซต์สื่อด้านการเดินทางและท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ซึ่งไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้นเคยจัดให้ไทยอยู่อันดับ 1 ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอันดับ 2 ในบทความถัดมา อันดับไม่ได้ผิด รัฐบาลก็ไม่ได้โกหก เพียงแต่ควรอ่านชื่อรางวัลให้ครบว่านี่คืออันดับจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ไม่ใช่อันดับความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข สองอย่างนี้ดูคล้ายกันเมื่ออยู่บนฉากหลังห้องแถลงข่าว แต่เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ย้อนกลับไปไม่ถึงสี่เดือนก่อนหน้านั้น วันที่ 18 มีนาคม 2569 โรงพยาบาลศิริราชประกาศจำกัดการจ่ายยาผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ไว้ไม่เกินครั้งละหนึ่งเดือน ไม่กี่วันต่อมารามาธิบดีประกาศมาตรการทำนองเดียวกัน เหตุผลคือความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งสองแห่งไม่ได้บอกว่ายาขาด และนี่เป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าที่ทำถูกต้อง ข้อนี้ต้องกล่าวให้ครบเพื่อความยุติธรรม แต่ข้อเท็จจริงที่เหลืออยู่คือ ความขัดแย้งที่ห่างจากเราหลายพันกิโลเมตรทำให้โรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศต้องเปลี่ยนวิธีจ่ายยาให้คนไข้ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ เดือนกรกฎาคม เราฉลองว่าเป็นอันดับ 2 ของโลก เดือนมีนาคม เรานับเม็ดยาว่าคนไข้ควรได้กลับบ้านกี่เดือน สองภาพนี้เกิดในประเทศเดียวกัน ปีเดียวกัน และถ้าจะถามว่าภาพใดอธิบายความมั่นคงของระบบได้ดีกว่า ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเพิ่มอีกหนึ่งชุด

ศูนย์กลางการขายบริการ ไม่เท่ากับศูนย์กลางระบบ

ประเทศไทยเป็นจุดหมายของคนต่างชาติที่เข้ามารักษา ตรวจสุขภาพ ทำฟัน ทำศัลยกรรม และรักษาภาวะมีบุตรยาก เรามีแพทย์เฉพาะทางฝีมือดีจำนวนไม่น้อย มีโรงพยาบาลที่บริหารผู้ป่วยต่างชาติได้คล่อง และค่ารักษาหลายรายการต่ำกว่าสหรัฐหรือยุโรปมาก ข้อได้เปรียบนี้ไม่ควรถูกดูแคลน แต่มันคือความสามารถในการนำความรู้ เทคโนโลยี เครื่องมือ และยาที่โลกพัฒนาแล้ว มาประกอบกับฝีมือแพทย์และการบริการของไทย ก่อนบรรจุขายในราคาที่ต่างชาติรู้สึกว่าคุ้ม เรียกให้ตรงคือความสามารถด้านการขายบริการ ไม่ใช่หลักฐานว่าเรามีระบบนิเวศทางการแพทย์ครบวงจร ศูนย์กลางระบบการแพทย์ที่แท้จริงต้องสร้างองค์ความรู้ได้เอง วิจัยได้เอง มีฐานผลิตวัตถุดิบ ยา วัคซีน และเครื่องมือสำคัญ มีกำลังคนที่ยั่งยืน และประคองระบบให้เดินต่อได้เมื่อโลกภายนอกเกิดปัญหา ไม่มีประเทศใดผลิตทุกอย่างเองทั้งหมด และการค้าระหว่างประเทศก็ไม่ใช่ความผิด แต่ประเทศที่เรียกตัวเองว่าฮับควรมีของสำคัญอยู่ในมือบ้าง ไม่ใช่มีเพียงแค็ตตาล็อกบริษัทนำเข้าวางเรียงอยู่บนโต๊ะ

ต้นน้ำของยา: เรื่องที่เคยทำไม่ได้ จนวันหนึ่งคนตัวใหญ่คิดจะทำ

ยาหนึ่งเม็ดประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม หรือ API ซึ่งเป็นส่วนที่ออกฤทธิ์จริง ที่เหลือคือแป้ง สี แคปซูล และบรรจุภัณฑ์ ประเทศไทยไม่ได้ไม่มีการผลิต API เลย เรามีศักยภาพผลิตสารบางรายการและมีผู้ผลิตเภสัชเคมีภัณฑ์อยู่บ้าง แต่ภาพรวมยังอยู่ปลายน้ำและพึ่งการนำเข้าสูงมาก งานวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขปี 2569 ระบุชัดว่าห่วงโซ่ API ของไทยยังขาดกำลังผลิตสำรอง ขาดฐานข้อมูลระดับชาติ และยังไม่เคยถูกจัดวางเป็นยุทธศาสตร์ประเทศ ผมเคยเสนอเรื่องนี้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ทำหน้าที่ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่สอง สิ่งที่เสนอไม่ซับซ้อนเลย คือให้ไทยสร้างความสามารถผลิต API ที่จำเป็นต่อความมั่นคงทางยา ไม่ใช่ทุกโมเลกุลบนโลก แต่เลือกสารสำคัญที่ถ้าขาดแล้วระบบสาธารณสุขจะลำบาก แล้วสร้างกำลังผลิตสำรองไว้ในประเทศ คำตอบที่ได้รับซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ทำไม่ได้ ไม่คุ้ม จีนกับอินเดียผลิตถูกกว่า ผมพูดเรื่องเดิมเหมือนแผ่นเสียงตกร่องอยู่นาน หลายคนคงรำคาญมากกว่าจะเห็นว่าเป็นคำเตือน

หลายปีต่อมา เมื่อแนวคิดลักษณะเดียวกันไปอยู่ในมือขององค์กรอย่าง ปตท. และอินโนบิก สิ่งที่เคยถูกอธิบายว่าทำไม่ได้และไม่คุ้ม กลับกลายเป็นโครงการที่รัฐพูดถึงในฐานะความมั่นคงทางยาและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผมไม่รู้ว่าแนวคิดนี้เดินผ่านโต๊ะของใครบ้าง และไม่ได้อ้างว่าตัวเองเป็นคนเดียวในประเทศที่คิดเรื่อง API ได้ แต่ผมรู้แน่ว่าเราเสียเวลาไปหลายปี ไม่ใช่เพราะไม่มีใครเห็นปัญหา แต่เพราะในประเทศนี้ น้ำหนักของความคิดมักขึ้นอยู่กับขนาดโลโก้บนหัวจดหมายของคนพูด วันที่คนตัวเล็กเสนอ มันคือเรื่องเพ้อฝัน วันที่รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เสนอ มันคือยุทธศาสตร์ชาติ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครเข้ามาทำ ตรงกันข้าม ผมดีใจที่มีคนทำเสียที ปัญหาคือประเทศนี้ต้องรอให้ความคิดเดินอ้อมไปสวมสูทตัวใหญ่ก่อน ระบบราชการจึงยอมรับว่ามันมีเหตุผล และการเลือกนำเข้าเพราะถูกกว่าก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่โง่ในเชิงบัญชี มันอาจถูกต้องทุกบรรทัดในตารางต้นทุน มันเพียงผิดอยู่หนึ่งบรรทัดซึ่งมักไม่มีอยู่ใน Excel บรรทัดนั้นชื่อว่าความมั่นคงของประเทศ

เรื่องเดียวกันนี้เกิดกับยาสำเร็จรูปและวัคซีน ไทยมีโรงงานยาได้มาตรฐานจำนวนมาก แต่คำว่าผลิตในประเทศไทยไม่ได้แปลว่าห่วงโซ่ทั้งหมดอยู่ในประเทศไทย โรงงานส่วนใหญ่อยู่ปลายน้ำ คือซื้อ API มาพัฒนาสูตร อัดเม็ด บรรจุ และตรวจคุณภาพ ปี 2567 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ยาราว 638 ล้านดอลลาร์ แต่นำเข้าราว 3.1 พันล้านดอลลาร์ ในฐานะแพทย์ ผมพูดได้ตรงๆ ว่ายาดีจำนวนมากที่ผมสั่งให้คนไข้ในแต่ละวัน ถูกค้นพบ พัฒนา และถือทรัพย์สินทางปัญญาโดยคนที่ไม่ได้ถือพาสปอร์ตไทย

ส่วนวัคซีน ความสามารถผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีไข่ไก่ฟักขององค์การเภสัชกรรมเป็นความสำเร็จจริง ไม่ใช่คำโฆษณา แต่คำว่าผลิตในประเทศมีหลายระดับ ตั้งแต่การมีเทคโนโลยีต้นน้ำครบ ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาบรรจุ ทั้งสองอย่างมีคุณค่า แต่สร้างความมั่นคงไม่เท่ากัน ถ้าเราไม่แยกให้ชัด วันหนึ่งเราอาจภูมิใจว่าทำอาหารเอง เพราะซื้อแกงสำเร็จรูปมาเทใส่ชาม แล้วโรยผักชีได้สวย โควิดเคยสอนเราครบทุกบทว่า ประเทศที่ไม่มีแพลตฟอร์มต้นน้ำและไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องยืนอยู่ตรงไหนของคิวเมื่อเกิดวิกฤตโลก เราจดบทเรียนนั้นไว้อย่างละเอียด จัดประชุม ทำยุทธศาสตร์ ถ่ายรูปหมู่ แล้วเก็บแฟ้มไว้อย่างปลอดภัยจนไม่มีใครรบกวนมันอีก

ไล่ห่วงโซ่เครื่องมือ: จากถุงมือถึงหุ่นยนต์ผ่าตัด

ชั้นล่างสุดคือสนามที่เราเก่งจริง ไทยมีฐานยางและพลาสติก มีโรงงานผลิตถุงมือ สายสวน กระบอกฉีดยา สายให้น้ำเกลือ ผ้าก๊อซ เตียงผู้ป่วย และรถเข็น หลายรายการแข่งขันในตลาดโลกได้ ข้อมูลปี 2567 ระบุว่าสินค้าใช้แล้วทิ้งคิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าส่งออกเครื่องมือแพทย์ไทยทั้งหมด ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย สินค้าเหล่านี้จำเป็นและสร้างงาน แต่มันบอกตำแหน่งของเราได้ดีมาก เกือบเก้าในสิบบาทของเครื่องมือแพทย์ที่เราส่งออก คือของที่โรงพยาบาลใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

ขยับขึ้นมาอีกชั้น ลองเดินเข้าห้องผ่าตัดแล้วมองบนโต๊ะเครื่องมือ มีดผ่าตัด กรรไกร คีมห้ามเลือด ฟอร์เซป และรีแทรกเตอร์ ของเหล่านี้ไม่มีชิป ไม่มีซอฟต์แวร์ ไม่มีคำว่า smart และไม่มีใครเชิญรัฐมนตรีมาเปิดตัว มันเป็นเพียงโลหะเกรดการแพทย์ที่ต้องเลือกวัตถุดิบให้ถูก ตีขึ้นรูปให้แม่น เจียรให้คม ชุบแข็งให้พอดี และทนการฆ่าเชื้อซ้ำได้หลายปี ไทยมีผู้ผลิตอยู่บ้าง แต่เป็นรายเล็ก กระจัดกระจาย และตอบตลาดทั้งระบบไม่ได้ โรงพยาบาลจึงยังใช้ของนำเข้าเป็นหลัก น่าคิดตรงที่เราผลิตรถยนต์ได้ทั้งคัน ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ผลิตฮาร์ดดิสก์ และมีโรงงานแม่พิมพ์ความแม่นยำสูงเต็มประเทศ เราตีชิ้นส่วนรถส่งให้คนทั่วโลกขับได้ แต่คีมที่แพทย์ไทยใช้หนีบเส้นเลือดในคนไทย เรายังผลิตให้ครบสายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะสติปัญญาไม่พอ แต่เพราะนโยบายไม่เคยเห็นว่าของธรรมดาเช่นนี้มีศักดิ์ศรีพอจะเรียกว่าเทคโนโลยี มันถ่ายรูปไม่ขึ้น พูดบนเวทีไม่เท่ และเติมคำว่า AI ข้างหน้าไม่ได้ เราจึงปล่อยของเล็กที่ใช้ทุกวันให้เป็นธุรกิจของคนอื่น แล้วกระโดดไปประกาศว่าจะเป็นศูนย์กลางหุ่นยนต์ผ่าตัด เหมือนคนที่ยังทำช้อนไม่เป็น แต่เริ่มออกแบบร้านอาหารบนดาวอังคารแล้ว

ชั้นบนสุดคือเครื่องมือทุนสูง MRI, CT, ห้องสวนหัวใจ, เครื่องฉายรังสี, กล้องส่องตรวจ, เครื่องช่วยหายใจ, เครื่องฟอกไต และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด รวมถึงอุปกรณ์ฝังในร่างกายอย่างข้อเข่าเทียม ลิ้นหัวใจ และสเตนต์ ตรงนี้ไทยยังไม่มีฐานผลิตเชิงพาณิชย์ในขนาดที่ตอบตลาดประเทศได้ ปี 2567 ไทยนำเข้าเครื่องมือแพทย์ราว 6.9 พันล้านดอลลาร์ และส่งออกราว 5.4 พันล้านดอลลาร์ จะมีคนแย้งว่าบางฐานข้อมูลระบุว่าไทยเกินดุลเครื่องมือแพทย์ ซึ่งถูกต้อง ความต่างเกิดจากนิยามและรหัสสินค้าที่ใช้ไม่เหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดโกหก แต่ต่อให้ใช้ชุดข้อมูลที่ไทยเกินดุลจริง ก็ยังต้องเปิดดูองค์ประกอบอยู่ดี เราส่งออกถุงมือ สายยาง และของใช้แล้วทิ้ง เรานำเข้าระบบวินิจฉัยและระบบรักษา

ถ้าวันหนึ่งโลกซื้อถุงมือจากไทยน้อยลง ผู้ประกอบการเสียหายหนัก แต่โรงพยาบาลยังเปิดทำงานได้ ถ้าวันหนึ่งต่างชาติหยุดส่งอะไหล่ MRI น้ำยาห้องแล็บ สายสวนหัวใจ หรือซอฟต์แวร์ควบคุมเครื่อง โรงพยาบาลอาจเปิดประตูอยู่ แต่ความสามารถรักษาคนไข้บางส่วนจะหยุดทันที การเกินดุลจากของที่เราขาดได้ เพื่อนำเงินไปซื้อของที่เราขาดไม่ได้ ไม่ใช่ความมั่นคง มันคือความเปราะบางที่ยังมีรายได้

เรานำเข้าไม่ใช่แค่เครื่อง แต่นำเข้าความผูกพันตลอดอายุการใช้งาน

ในฐานะแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ผมเห็นเรื่องนี้ทุกวัน เมื่อโรงพยาบาลซื้อกล้องส่องตรวจยี่ห้อหนึ่ง ไม่ได้ซื้อเพียงตัวกล้อง แต่เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศของบริษัทนั้นทันที ต้องใช้เครื่องประมวลผลที่เข้ากันได้ แหล่งกำเนิดแสงของเขา อะไหล่ของเขา ช่างของเขา ซอฟต์แวร์ของเขา และอุปกรณ์สิ้นเปลืองที่ผ่านการรับรองกับระบบของเขา เรื่องเดียวกันเกิดในห้องสวนหัวใจ ห้องผ่าตัดผ่านกล้อง หน่วยฟอกไต และห้องแล็บ ซื้อเครื่องหนึ่งครั้ง แต่สมัครสมาชิกการนำเข้าตลอดอายุการใช้งาน เวลารัฐเปิดตัวเครื่องมือใหม่ เรามักเห็นเฉพาะราคาซื้อกับภาพผู้บริหารยืนล้อมเครื่อง สิ่งที่ไม่อยู่ในภาพคือค่าบำรุงรักษารายปี ค่าอะไหล่เฉพาะรุ่น ค่าน้ำยา ค่าสอบเทียบ ค่าต่อสัญญาซอฟต์แวร์ และวันที่บริษัทแจ้งว่าเครื่องรุ่นนี้สิ้นสุดการสนับสนุนแล้ว กรุณาซื้อรุ่นใหม่ บางบริษัทวางเครื่องให้แทบฟรี เพราะรู้ว่ารายได้อยู่ในตลับน้ำยาที่โรงพยาบาลต้องซื้อทุกวัน Medical Hub ของเราจึงมีลักษณะพิเศษ คือเป็นฮับที่ถ้าเครื่องเสียหนัก ต้องรอวิศวกรหรืออะไหล่จากฮับตัวจริงบินมาช่วย

ตัวเลขสองตัวที่อธิบายทั้งบทความนี้

ตัวแรก ปี 2567 โครงการผลิตเครื่องมือแพทย์ประเภทเทคโนโลยีสูงหรือความเสี่ยงสูงที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI มีหนึ่งโครงการ มูลค่า 19.1 ล้านบาท ต้องย้ำให้ยุติธรรมว่านี่ไม่ใช่การลงทุนเทคโนโลยีการแพทย์ทั้งหมดของประเทศ ยังมีงานวิจัยในมหาวิทยาลัยและบริษัทที่ไม่ยื่น BOI แต่ในฐานะสัญญาณเชิงนโยบาย มันตรงไปตรงมาจนน่าอึดอัด ประเทศที่นำเข้าเครื่องมือแพทย์ปีละหลายพันล้านดอลลาร์ มีโครงการไฮเทคผ่านช่องทางส่งเสริมการลงทุนหนึ่งโครงการ มูลค่าใกล้เคียงคอนโดหรูหนึ่งห้อง เรามีวิสัยทัศน์ระดับโลก แต่มีเช็คลงทุนระดับงานทดลอง ตัวที่สอง เดือนมิถุนายน 2568 ไทยมีผู้ประกอบการจดทะเบียนผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ 1,161 ราย มากกว่า 93 เปอร์เซ็นต์เป็นรายเล็กและรายจิ๋ว ขณะที่มีผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์มากกว่า 14,000 ราย ผู้จัดจำหน่ายมีประโยชน์ ระบบต้องมีคนนำเข้า ติดตั้ง อบรม และซ่อม แต่สัดส่วนสิบสองต่อหนึ่งนี้บอกตำแหน่งของเราในห่วงโซ่มูลค่าได้ตรงกว่าสโลแกนใดๆ จะเรียกว่า Medical Hub ก็ได้ แต่อาจต้องเติมคำว่า Trading เข้าไปตรงกลางเพื่อความสุภาพต่อข้อเท็จจริง

สิ่งที่เราทำได้จริง และคนที่ต้องแบกมันไว้

ผมไม่ได้เขียนทั้งหมดนี้เพื่อบอกว่าคนไทยไม่มีความสามารถ เพราะไม่จริง ไทยมีแผ่นปิดกะโหลกเฉพาะบุคคล รากฟันเทียม เท้าเทียม ถุงทวารเทียม ชุดตรวจวินิจฉัย และ AI อ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอกที่ใช้ในโรงพยาบาลรัฐแล้ว เรามีวิศวกรที่สร้างของได้ มีแพทย์ที่เห็นปัญหาจากหน้างาน และมีผู้ประกอบการที่ฝ่าระบบจัดซื้อ การขึ้นทะเบียน และการขาดทุนช่วงแรกด้วยตัวเอง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไทยไม่มีเมล็ดพันธุ์ แต่อยู่ที่เราชอบเอาต้นกล้าสองสามต้นมาถ่ายภาพมุมแคบ แล้วประกาศว่าประเทศไทยมีป่าดิบชื้นสมบูรณ์แล้ว และเมื่อรัฐโฆษณาความสำเร็จเล็กเกินจริง ความสำเร็จนั้นกลับถูกทำร้าย เพราะผู้มีอำนาจเริ่มเชื่อว่าเราไปถึงแล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นต้องใส่เงินอีก

สิ่งที่คนทำงานต้องการไม่ใช่คำชมว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่คือทุนระยะยาว ห้องทดสอบ มาตรฐาน การจัดซื้อที่เปิดโอกาส ตลาดเริ่มต้น และนโยบายที่ไม่เปลี่ยนทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐมนตรี และต่อให้ซื้อเครื่องมือได้ทุกชิ้น เครื่องก็ไม่เดินเอง ไม่ดูคนไข้เอง และไม่เฝ้าคนไข้ที่กำลังทรุดแทนบุคลากรได้ ข้อมูลปี 2567 ระบุว่าในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีพยาบาลวิชาชีพและพยาบาลเทคนิค 109,942 อัตรา เทียบกรอบที่ควรมี 172,457 อัตรา ขาดอยู่ 62,515 อัตรา เมื่อกำลังคนตึงอยู่แล้ว การตั้งเป้าดึงผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาเพิ่มย่อมมีคำถามที่รัฐไม่ควรตอบด้วยคำว่าสร้างรายได้เข้าประเทศเพียงประโยคเดียว บุคลากรที่จะดูแลตลาดใหม่นี้จะมาจากไหน หรือเราเพียงย้ายคนจากเตียงที่คนไข้จ่ายได้น้อย ไปยังเตียงที่คนไข้จ่ายได้มากกว่า

Medical Hub ที่ไม่ได้เพิ่มกำลังคน แต่เพิ่มความต้องการกำลังคน ไม่ใช่นโยบายขยายศักยภาพ มันคือการเปิดประมูลบุคลากรระหว่างโรงพยาบาล โดยให้ระบบรัฐถือกระเป๋าสตางค์ที่บางกว่า แล้วหวังว่าจะชนะ ผมต้องพูดให้ชัดว่าผมไม่ได้ยืนอยู่นอกวงนี้แล้วชี้นิ้วเข้าไป ผมทำงานในโรงพยาบาลเอกชน ส่องกล้องด้วยกล้องที่ผลิตในญี่ปุ่น สั่งยาที่คิดค้นในสหรัฐและยุโรป ใส่ถุงมือที่อาจผลิตในไทย แล้วหยิบอุปกรณ์นำเข้ามาใช้กับคนไข้ต่ออีกหลายชิ้น ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบปลายทางนี้ และได้ประโยชน์จากความแตกต่างของค่าตอบแทนที่ทำให้ภาครัฐรักษาคนไว้ได้ยาก

โรงพยาบาลเอกชนไม่ผิดที่ทำธุรกิจ แพทย์และพยาบาลไม่ผิดที่เลือกที่ทำงานซึ่งให้คุณภาพชีวิตดีกว่า คนที่ต้องตอบคำถามคือรัฐ ซึ่งนำความสำเร็จทางธุรกิจของเอกชนบางกลุ่มมาเคลมเป็นความสำเร็จของระบบทั้งประเทศ แต่ไม่ยอมใส่ต้นทุนที่โรงพยาบาลรัฐสูญเสียไว้ในสไลด์หน้าเดียวกัน รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเขียนด้วยตัวเลขสีเขียว ส่วนพยาบาลที่ย้ายออกจากโรงพยาบาลรัฐไม่มีช่องให้กรอก และประเทศที่จะย้ายตัวเองจากผู้ใช้ความรู้ไปเป็นผู้สร้างความรู้ ต้องมีระบบวิจัยทางคลินิกที่ทำงานได้ เรามีคนไข้จำนวนมาก มีความหลากหลายของโรค และมีแพทย์ที่มีศักยภาพ แต่ศูนย์วิจัยคลินิกที่ได้มาตรฐานยังมีจำกัดจนภาครัฐต้องตั้งเป้าขยายเป็น 30 ศูนย์ จึงไม่แปลกที่ผู้สนับสนุนการวิจัยข้ามชาติเลือกประเทศที่อนุมัติเร็วกว่าและกระบวนการชัดกว่า

การขายบริการใช้ความสามารถที่เรามีวันนี้หารายได้ ส่วนงานวิจัยสร้างความสามารถที่เราจะมีในวันข้างหน้า เราเลือกทำอย่างแรกเก่งมาก เพราะรายได้ปรากฏในไตรมาสนี้ ส่วนอย่างหลังไม่มีริบบิ้นเส้นใดยาวพอให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานมายืนตัดพร้อมกันได้ รัฐไทยจึงชอบวัดความสำเร็จด้วยอันดับจากต่างประเทศ จำนวนผู้ป่วยต่างชาติ รายได้จากบริการสุขภาพ และจำนวนโครงการที่เปิดตัว แต่ไม่ค่อยวัดให้ประชาชนเห็นว่าคนไข้ได้รับการวินิจฉัยเร็วขึ้นหรือไม่ ความคลาดเคลื่อนทางยาลดลงหรือไม่ บุคลากรหมดไฟน้อยลงหรือไม่ และคนไข้ฐานะต่างกันได้รับความปลอดภัยขั้นพื้นฐานเท่ากันเพียงใด เพราะตัวเลขรายได้ใส่ PowerPoint ง่ายกว่าคุณภาพจริง อันดับ 2 ทำกราฟแท่งได้ ส่วนพยาบาลที่ขาดหกหมื่นกว่าอัตราทำได้เพียงกราฟแท่งที่ไม่มีใครอยากยืนข้าง

สรุปอย่างเป็นธรรม ก่อนที่ใครจะหาว่าไม่รักชาติ

ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านบริการทางการแพทย์ มีแพทย์เก่งหลายสาขา มีโรงพยาบาลเอกชนระดับบนที่แข่งขันในตลาดนานาชาติได้ และมีข้อได้เปรียบด้านราคาและการบริการ เราเรียกตัวเองว่าเป็นจุดหมายสำคัญของผู้ป่วยต่างชาติได้อย่างไม่ต้องอายใคร แต่เรายังไม่ใช่ศูนย์กลางระบบการแพทย์ครบวงจร ยังพึ่งสารตั้งต้น ยา เครื่องมือ อะไหล่ น้ำยา ซอฟต์แวร์ และทรัพย์สินทางปัญญาจากต่างประเทศสูง มีระบบวิจัยคลินิกเล็กกว่าศักยภาพ และมีกำลังคนที่ขาดแคลนและกระจายไม่สมดุล เราติดตั้ง MRI ได้ แต่ถ้าอะไหล่ไม่มา เราทำได้เพียงติดป้ายงดให้บริการ

การพูดให้ตรงไม่ได้ลดคุณค่าของสิ่งที่เราทำได้ ตรงกันข้าม มันช่วยให้รู้ว่าควรลงทุนตรงไหน แทนที่จะหลงชื่นชมป้ายหน้าร้านจนลืมว่าหลังร้านยังต้องโทรสั่งของจากใคร คำว่าฮับไม่ได้แปลว่าต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่ต้องพึ่งตนเองได้ในสิ่งสำคัญ มีระบบวิจัยและอุตสาหกรรมของตนเอง และมีฐานบริการในประเทศแข็งแรงพอที่จะไม่ต้องดูดทรัพยากรจากคนไข้ส่วนใหญ่ไปขายให้ตลาดที่จ่ายแพงกว่า มิฉะนั้น สิ่งที่เราเรียกว่า Medical Hub ก็อาจเป็นเพียงศูนย์รวมของการนำเข้า นำเข้าสารตั้งต้น นำเข้ายา นำเข้ากรรไกร นำเข้ากล้อง นำเข้าอะไหล่ นำเข้าน้ำยา นำเข้าซอฟต์แวร์ นำเข้ามาตรฐาน นำเข้าคำศัพท์สวยหรู นำเข้าอันดับจากเว็บไซต์ท่องเที่ยว แล้วส่งออกคำโฆษณา การมีลูกค้าต่างชาติมาก ไม่ได้แปลว่าประชาชนในประเทศได้รับบริการดี การมีโรงพยาบาลพรีเมียม ไม่ได้แปลว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีมาตรฐานเดียวกัน การมีเครื่องมือทันสมัย ไม่ได้แปลว่าเทคโนโลยีนั้นเป็นของเรา และการได้อันดับ 2 ของโลก ไม่ได้รับประกันว่าเราจะมียา เครื่องมือ อะไหล่ และบุคลากรพอในวิกฤตครั้งหน้า

คนที่ซื้อนาฬิกากลไกราคาแพงที่สุดในร้านมาใส่ ไม่ได้กลายเป็นช่างทำนาฬิกา เขาเป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้น ก่อนจะรีบประกาศว่าเป็นฮับของโลก ประเทศไทยอาจต้องย้อนกลับมาถามคำถามพื้นฐานที่ไม่ไฮเทคนักว่า คนไข้ของเราได้รับการดูแลพื้นฐานที่ดีแล้วหรือยัง บุคลากรของเรามีพอหรือยัง เราผลิตสารตั้งต้น ยา และเครื่องมือที่จำเป็นเองได้มากพอหรือยัง เราซ่อมเครื่องมือสำคัญได้โดยไม่ต้องรอของจากต่างประเทศหรือยัง และระบบจะยืนอยู่ได้นานเพียงใด หากวันหนึ่งบริษัทต่างชาติหยุดขาย เงินต่างชาติหยุดเข้า และคำโฆษณาใช้แทนอะไหล่ไม่ได้อีกต่อไป เดือนมีนาคม 2569 เราเพิ่งชิมคำตอบไปเล็กน้อย รสชาติไม่ถึงกับทำให้ประเทศล้มทันที แต่ก็ไม่อร่อยพอให้ขอเติม

ถ้ายังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งเรียกประเทศไทยว่า Medical Hub แบบเต็มปาก เรียกว่าประเทศที่มีโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งขายบริการทางการแพทย์เก่งไปก่อน ฟังไม่ยิ่งใหญ่เท่าไร แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องขูดสีโฆษณาออก จึงจะมองเห็นความจริง ตอนที่ 2 เราจะเดินผ่านล็อบบี้ที่สวยเหมือนโรงแรม เข้าไปดูคุณภาพการรักษาข้างในว่า มาตรฐานที่ใช้ขายให้คนทั้งโลกนั้น คนไข้ธรรมดาได้รับจริงทุกวัน หรือมีไว้ต้อนรับเฉพาะแขกต่างชาติ คณะผู้บริหาร และคณะผู้ตรวจรับรอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...