“ราคาน้ำมันโลก” พุ่งแรง 6% เบรนท์แตะ 107 ดอลลาร์ WTI ทะลุ 100 ดอลลาร์
ราคาน้ำมันโลก ทะยานกว่า 6% หลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ดันเบรนท์ปิดที่ 107.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI แตะ 102.48 ดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 07.40 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 6% ในวันพฤหัสบดี (10 ก.ย.) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง 2 สัญญาหลักทะยานเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเกิดการโจมตีเรือขนส่งทางทะเลเพิ่มขึ้นรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนว่าอุปทานน้ำมันซึ่งอยู่ในภาวะตึงตัวอยู่แล้วอาจเผชิญการหยุดชะงักเพิ่มเติม
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 6.42 ดอลลาร์ หรือ 6.34% มาอยู่ที่ 107.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6.43 ดอลลาร์ หรือ 6.69% ปิดที่ 102.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ราคาน้ำมันสหรัฐฯ กลับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม และบันทึกการปรับตัวขึ้นรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน
แรงกดดันต่อตลาดพลังงานเพิ่มสูงขึ้น หลังกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเข้าควบคุมท่าเรือโมคา (Mocha) ในเยเมนเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเดินเรือในทะเลแดง ขณะเดียวกัน การสัญจรของเรือในอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกจำกัด หลังเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ไซมอน-ปีเตอร์ มาสซาบนี หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ XS.com ระบุว่า การโจมตีจากเยเมนต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มปัจจัยเสี่ยงใหม่ให้กับตลาด และทำให้ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อไป
ความเสี่ยงในขณะนี้จึงไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่จุดยุทธศาสตร์ทางทะเลเพียงแห่งเดียว แต่มีโอกาสลุกลามไปสู่เส้นทางส่งออกน้ำมัน แหล่งผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอื่น ๆ ทั่วภูมิภาค
ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีภูเขาพิกแอกซ์ (Pickaxe Mountain) ของอิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมนาทานซ์ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พร้อมระบุว่าสงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน
อิหร่านระบุว่า ได้โจมตีเรือ 10 ลำบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพุธ หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) เตือนว่าจะยกระดับการตอบโต้หากเผชิญการโจมตีเพิ่มเติม
บทวิเคราะห์ล่าสุดของ S&P Global Energy ระบุว่า โอกาสที่จะเห็นข้อยุติอย่างเด็ดขาดของความขัดแย้งในอิหร่านลดน้อยลง ขณะที่ตลาดน้ำมันดิบกำลังเข้าสู่ภาวะปกติรูปแบบใหม่ที่ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทานอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวเป็นครั้งคราว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันจะยั่งยืนเพียงใดขึ้นอยู่กับจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยจีนเพิ่มการซื้อน้ำมันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอุปสงค์ซบเซามาหลายเดือน ซึ่งช่วยหนุนตลาดน้ำมันดิบจริงให้แข็งแกร่งขึ้น
นักวิเคราะห์ของ ING ระบุว่า หากการซื้อน้ำมันของจีนยังฟื้นตัวต่อเนื่อง อาจยิ่งขยายผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานและผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นอีก แต่หากจีนลดการนำเข้า ก็อาจช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคาได้
เดวิด จอร์เบนาเซ หัวหน้าฝ่ายตลาดน้ำมันโลกของ ICIS กล่าวว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนมุมมองเชิงลบต่อราคาน้ำมันคืออุปสงค์ที่อ่อนแอของจีน ดังนั้นการกลับมาซื้อของจีนจึงกลายเป็นปัจจัยที่ตลาดต้องจับตา
ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในสัปดาห์ล่าสุดลดลง 391,000 บาร์เรล เหลือ 424.1 ล้านบาร์เรล ท่ามกลางกิจกรรมการกลั่นน้ำมันที่ยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ลดลงน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.55 ล้านบาร์เรล
ขณะเดียวกัน OPEC ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 เหลือ 380,000 บาร์เรลต่อวัน นับเป็นการปรับลดประมาณการติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5
ผลสำรวจของ Reuters ยังพบว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของ OPEC ลดลง 640,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม เนื่องจากการส่งออกของซาอุดีอาระเบียเผชิญปัญหาหยุดชะงักเพิ่มเติมจากสงครามในอิหร่าน ขณะที่มาตรการปิดกั้นของสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลง
อ้างอิง : reuters.com