โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลฎีกาฯ สั่งจำคุก 8 เดือน ‘ศรัณย์วุฒิ’ อดีต สส. เพื่อไทย คดีเสียบบัตรแทนกัน

The Bangkok Insight

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก "ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ" 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในคดีเสียบบัตรแทนกันปี 2556

วันนี้ (16 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม14/2568ที่ อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในคดีเสียบบัตรแทนกัน

โจทก์ฟ้องว่า ขณะจำเลยดำรงตำแหน่ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ สังกัดพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2556 สภาผู้แทนราษฎรนัดประชุมเป็นพิเศษเพื่อพิจารณา ร่าง พรบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. มาตรา 3, 4 และมาตรา 5

จำเลยเดินทางไปจังหวัดสุโขทัยโดยไม่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จำเลยฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้แก่ ส.ส.รายอื่น ใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยกดปุ่มแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่าง พรบ.ดังกล่าวทำให้การออกเสียงลงคะแนนของสภาผู้แทนราษฎร เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริตบิดเบือน ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ขอให้ลงโทษตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมาตรา 192

ซึ่งทางจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิเคราะห์พยานหลักฐานตามทางไต่สวนประกอบสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์มีภาพถ่าย ชื่อและชื่อสกุลของ ส.ส.เจ้าของบัตรไว้อย่างชัดเจน ยากที่ ส.ส.อื่นจะนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้โดยผิดหลง การใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนในแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ต้องกระทำหลายขั้นตอน แต่กลับมี ส.ส.อื่นนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยมาใช้แสดงตนและลงคะแนนในระหว่างที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมหลายครั้งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แสดงว่า ส.ส.นั้นต้องรู้ก่อนว่าจำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมตั้งแต่เวลาใดจะกลับเข้าที่ประชุมอีกเวลาใด โดยต้องมีหรือได้รับบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไว้ในครอบครองเพื่อแสดงตนและลงคะแนนแทนด้วย ซึ่งหากจำเลยไม่แจ้งข้อมูลหรือไม่ยินยอมมอบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ให้ไปกระทำการดังกล่าวแล้วก็ไม่อาจสำเร็จได้

ประกอบกับการลงคะแนนแทนในแต่ละมาตราที่มีผลการลงคะแนนเห็นด้วย ยังสอดคล้องกับการลงคะแนนของจำเลยก่อนนั้น และสอดคล้องกับมติของพรรคการเมืองที่จำเลยเป็นสมาชิกซึ่งอยู่ การที่ ส.ส.อื่นจะตัดสินใจกระทำไปโดยพลการย่อมเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบได้ในภายหลังและอาจถูกดำเนินคดีหากจำเลยปฏิเสธ

การกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2550 มาตรา 126 วรรคสาม และฝ่าฝืนต่อข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 72 วรรคสาม

แม้จากการไต่สวนจะไม่ปรากฏจากหลักฐานที่เป็นประจักษ์พยานได้ชัดเจนว่าจำเลยฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไว้แก่ ส.ส.รายใดให้ลงคะแนนแทนก็ตาม แต่ที่จำเลยให้การว่า หลังจากประชุมเสร็จจำเลยไม่ได้เก็บประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไปด้วย

โดยมีนางเสริมศรีเก็บบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย นำไปเสียบจองที่นั่งให้เป็นประจำ แต่นางเสริมศรีได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย (ตำรวจรัฐสภา) ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2556 โดยมีนางสาวสายฝน ดำรงตำแหน่งและทำหน้าที่ดูแลการประชุมแทน

ระหว่างเกิดเหตุนางเสริมศรีจึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลอำนวยความสะดวกภายในห้องประชุมแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับที่นางสาวสายฝนซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการประชุมได้เบิกความว่าเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในเวลาที่มีการประชุมไม่อาจเข้ามาในที่ประชุมได้

ส่วนกรณี ส.ส.หลงลืมบัตรประจำตัวไว้ เจ้าหน้าที่จะไม่เก็บไว้กับตัวเอง แต่จะเก็บรวบรวมมาจัดเรียงตามลำดับเพื่อง่ายต่อการค้นหาในเวลาที่ ส.ส.มาขอรับคืน และจะไม่นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์จองที่นั่งให้

ทั้งการที่นางเสริมศรีถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย (ตำรวจรัฐสภา) ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2556 เนื่องจากเหตุเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันทำนองเดียวกับคดีนี้ จึงไม่เชื่อว่านางเสริมศรีที่พ้นหน้าที่ไปเพราะเหตุดังกล่าวจะกล้ากระทำเช่นนั้นอีก

ส่วนที่นายนริศรไปแจ้งความที่สภ.อ.เมืองสกลนครเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2568 ว่าในคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษนายนริศรเป็นผู้เสียบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของส.ส.รายอื่นและแสดงตนกับออกเสียงลงคะแนนแทนนั้น จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นการแจ้งความหลังเกิดเหตุนานกว่าสิบปี

อาจเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดมากกว่าจะเกิดจากการกล่าวความจริงหรือสำนึกในความผิด จึงไม่สมเหตุผลเป็นพิรุธ

ทั้งคำฟ้องโจทก์คดีดังกล่าวมิได้บรรยายฟ้องระบุว่าส.ส.รายอื่นนั้นคือจำเลย และเป็นการฟ้องว่านายนริศรกระทำความผิดโดยแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนในมาตรา 6 และมาตรา 20 เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละมาตรากันกับคดีนี้ และในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกามิได้มีคำวินิจฉัยว่านายนริศรเป็นผู้นำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปใช้แสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลย นอกจากนี้ นายนริศรไม่เคยให้ถ้อยคำในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเบิกความในระหว่างการพิจารณาของศาลในคดีของตนเองมาก่อน ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยอภิปรายพาดพิงพลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการอนุมัติเงินให้บริษัทเอกชน ซึ่งขณะนั้นประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความใกล้ชิดกับพลเอกประวิทย์จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้จำเลยถูกไต่สวนนั้น พยานหลักฐานจากการไต่สวนไม่ปรากฏว่ามีพยานบุคคลใดถูกบังคับขู่เข็ญ หลอกลวง เพื่อให้ถ้อยคำหรือเบิกความโดยไม่สมัครใจ หรือมีพยานเอกสารใดเป็นเอกสารปลอมหรือเอกสารเท็จ หรือมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริง ทั้งมูลคดีเกิดจากการที่จำเลยไม่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีหลักฐานการเดินทางของจำเลยด้วยเครื่องบินทั้งไปและกลับ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ

โดยจำเลยยอมรับว่าช่วงที่จำเลยไม่เข้าประชุมนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่นแสดงตนและลงคะแนนแทนโดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุผลเพียงพอที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการไต่สวนจำเลย ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยถูกกลั่นแกล้งเพราะเหตุทำหน้าที่ดังกล่าว

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยินยอมให้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยไปอยู่ในความครอบครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่น เพื่อให้ ส.ส.นั้นใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนจำเลยในการพิจารณาและลงมติร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ….

เมื่อการแสดงตนและการออกเสียงลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผู้ที่จะมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้คือผู้ที่มาแสดงตนในการประชุมและอยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีการออกเสียงลงคะแนนเท่านั้น การกระทำใดที่เป็นเหตุให้มีการออกเสียงลงคะแนนแทนกัน การกระทำนั้นย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 126 วรรคสาม

ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน และไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 72 วรรคสาม ที่กำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำการแทนกันมิได้ จึงเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง ขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเป็น ส.ส.ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 122 และขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามมาตรา 123 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นกระทำทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ของ ส.ส.ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นความผิดตามมาตรา 123/1 แห่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย แต่กลับกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้การพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ตกไป ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและบั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อองค์กรนิติบัญญัติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุเจ็บป่วย จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาตัวตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุอื่นตามที่กล่าวอ้างมา ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี คำรับของจำเลยในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

โดยภายหลังมีคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลพิจารณาเเล้วอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...