ไทยกำลังจะ ‘เปิดประตู’ รับขยะทั่วโลก ด้วย ‘เกณฑ์ขั้นต่ำ’ ปริมาณขยะลักลอบนำเข้า ทั้งที่ควรห้ามลักลอบนำเข้าเด็ดขาด
ไม่เพียงแต่ปราจีนบุรีที่กำลังจะกลายเป็น ‘บ่อขยะ’ ของกลุ่มจังหวัดระยอง ฉะเชิงเทรา และชลบุรี อันเป็นระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก แต่ในวันนี้ ทั้งประเทศอาจเสี่ยงกลายเป็นขยะพอๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก และของเสียอันตรายที่ส่งมาจากทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป
เหตุหนึ่งก็เพราะว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ ต่างก็มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศที่ ‘เข้มงวด’ ขณะเดียวกันต้นทุนในการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้น ที่เป็นทั้งของเสียอันตราย เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็ยังมีต้นทุนที่สูง ดังนั้นการใส่ของเสียเอาไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ ยกขึ้นเรือ แล้วส่งมากำจัดยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาอาจจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ขณะเดียวกันก็ไร้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศตนเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยจะเข้าร่วมในอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ซึ่งกำกับดูแลประเทศต่างๆ ในภาคีไม่ให้ผลักดันขยะไปยังประเทศอื่นๆ อันจะสร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศนั้นๆ และยังมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ห้ามไม่ให้นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในไทยได้
ทั้งนี้ ไทยประกาศจะใช้ ‘ยาแรง’ โดยการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดการกับปัญหาการส่งขยะข้ามพรมแดนมาทิ้งที่ไทย และจะเพิ่มบทลงโทษกับข้าราชการที่อยู่ในพื้นที่ลักลอบทิ้ง หากพบว่าละทิ้งหน้าที่ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ไทยกำลังจะมี ‘เกณฑ์’ ที่ยอมรับได้ว่า จะนำเข้าขยะจากโลกได้เท่าไร ที่ไม่ต้องส่งตู้คอนเทนเนอร์กลับไปยังประเทศต้นทาง
และนี่อาจจะเป็นการเปิดประตูให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก และขยะต้องห้ามต่างๆ มี ‘ขั้นต่ำ’ ที่เข้ามาในประเทศได้ แม้ว่าอนุสัญญาระหว่างประเทศจะไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำแบบที่ไทยกำลังจะทำ แต่ต้องห้ามนำเข้าสักชิ้นก็ตาม
สถานการณ์การสำแดงเท็จลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ทิ้งในไทย
ก่อนหน้านี้ หน่วยงานภาครัฐของไทยได้รับการแจ้งเตือนจาก Basel Action Network (BAN) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ติดตามของเสียข้ามประเทศว่า อาจมีของเสียถูกส่งจากสหรัฐอเมริกา โดยมีปลายทางคือประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และกรมโรงงานอุตสาหกรรม พากันลงพื้นที่ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยเปิดตรวจทั้งหมด 10 ตู้ต้องสงสัย พบว่ามี 6 ตู้สินค้าที่สำแดงเป็นอะลูมิเนียม แต่มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นวัตถุต้องห้ามนำเข้าปะปนอยู่ภายในตู้
หากมองจากตัวเลขการดำเนินงานของกรมศุลกากรในการจับกุมสินค้าต้องห้ามนำเข้าที่มีต้นทางจากประเทศอื่นส่งเข้ามายังประเทศไทย ระหว่างเดือนตุลาคม 2568-เดือนสิงหาคม 2569 เฉพาะในส่วนของขยะที่จะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พบว่า
• ของเสียอันตรายมี 98 คดี ปริมาณ 6,675,279 กิโลกรัม มูลค่าการจับกุม 170.56 ล้านบาท
• ขยะอิเล็กทรอนิกส์มี 58 คดี ปริมาณ 2,618,531 กิโลกรัม มูลค่าการจับกุม 28.69 ล้านบาท
• เศษพลาสติกมี 56 คดี ปริมาณ 369,164 กิโลกรัม มูลค่าการจับกุม 3.86 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศปลายทางของประเทศอื่นๆ ที่ต้องการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ ของเสียอันตราย และพลาสติก มาทิ้งมากพอสมควร โดยกรมศุลกากรชี้ว่า ต้นทางของขยะเหล่านี้มักมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วและมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวด เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศในยุโรป
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ อธิบายว่า สถานการณ์การนำขยะจากต่างประเทศเข้ามาทิ้งในไทย โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังบอกไม่ได้ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง แต่สิ่งที่บอกได้คือ การทิ้งขยะข้ามพรมแดนมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน กล่าวคือในอดีต หากมีการจับและยึดตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อเปิดดูสิ่งของภายในแล้ว มักพบกลุ่มปลอกสายไฟฟ้า สายไฟฟ้า แผงวงจรขนาดใหญ่ หรือขยะพลาสติกที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน ทว่าปัจจุบันมีการบดละเอียดของเสียเหล่านี้จนอาจระบุได้ยากว่า เป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้า อีกทั้งของเสียเหล่านี้ยังมักปะปนมากับวัตถุที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีต้องห้าม
เพ็ญโฉมชี้ว่า แม้ในปี 2563 จะมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2563 ทั้งยังมีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ เนื่องจากมองว่ายังมีช่องโหว่จากการสำแดงเท็จ ด้วยการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2568 แต่ในปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เธอชี้ว่า กรมศุลกากรยังไม่มีข้อมูลการจับกุมบริษัทที่ขนขยะเข้ามาทิ้งในไทยเผยแพร่ออกมาชัดเจน หรือหากมีข้อมูลก็อาจจะไม่ได้แจ้งให้กับทางมูลนิธิบูรณะนิเวศทราบ ทั้งนี้ประกาศปี 2563 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2563 และประกาศปี 2568 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 โดยประกาศฉบับปี 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว
ข้อมูลขยะข้ามพรมแดนที่ขนมาพร้อมกับตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ที่บางช่วงไม่มีข้อมูลตามที่เพ็ญโฉมกล่าว เป็น ‘ฟันหลอ’ ของข้อมูลที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่ประเทศจีนเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายการรับขยะจากหลายประเทศเข้าไปรีไซเคิลหรือกำจัดในปี 2561 มีการปฏิรูปนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษในประเทศ
“เดิมทีก่อนปี 2561 ทั่วโลกส่งขยะไปกำจัดที่จีน ให้จีนเป็นผู้คัดแยก รีไซเคิล หรือกำจัด แต่พอจีนเจอปัญหามลพิษในประเทศ เขาก็ออกมาตรการเป็น 3 ระยะ แรกๆ เลยคือ เมื่อเขาพิสูจน์แล้วว่า ปัญหาที่ทำให้สภาพแวดล้อมเขาทรุดโทรมรุนแรง กระจายมลพิษเป็นวงกว้าง ส่วนหนึ่งมีสาเหตุคือการนำเข้าขยะจากต่างประเทศมาจัดการ เขาก็เริ่มด้วยการปราบปราม ตรวจสอบท่าเรือทุกท่าเรือว่ามีการนำเข้าไหม เพราะเขาห้ามนำเข้าเลย รวมถึงตรวจสอบโรงงานทั้งหมด หากพบก็มีการลงโทษหนัก ทั้งข้าราชการที่ไม่เข้มงวดทำให้เกิดการนำเข้าขยะมาในพื้นที่”
“ฉะนั้นขยะทั่วโลกที่เคยไปจีน อย่างขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือขยะสิ่งทอ เมื่อจีนมีนโยบายปิดประตูใส่ คำถามคือขยะพวกนี้ไปไหนต่อ ก็ประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกเล็งเอาไว้”
ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศยังให้ข้อมูลว่า ในปี 2561 จากที่ไทยเคยนำเข้าขยะพลาสติกอยู่ที่ 4-5 หมื่นตันต่อปี ก็พุ่งไปที่ 5 แสนตันต่อปี ขณะเดียวกันขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็มีปริมาณเพิ่มขึ้น และจากการทำวิจัยชิ้นหนึ่งขึ้นมา ก็พบว่ามีมากถึง 80 ประเทศที่ส่งขยะเข้ามาในไทยในรอบ 5 ปี ก่อนปี 2561
ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน ข่าวการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก และของเสียอันตราย เพิ่งจะกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากหน่วยงานภาครัฐได้รับสัญญาณเตือนจาก BAN ที่สำคัญคือ ข้อมูลที่หน่วยงานดังกล่าวแจ้งต่อทางการไทยคือ มีตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยว่า จะขนสินค้าต้องห้ามเข้าไทยกว่า 800 ตู้ และขอให้ไทยอายัด 150-180 ตู้ แต่ปัจจุบันการตรวจตู้สินค้ายังทำได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น คือจำนวนของตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเข้ามายังประเทศไทยจำนวนหลายล้านตู้นั้น การตรวจสอบรายตู้อาจเต็มไปด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่และเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบ และมีความเสี่ยงที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และของเสียต้องห้ามนำเข้าจะเล็ดลอดเข้ามาภายในประเทศไทยได้
พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่า ด้วยจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านเข้ามาภายในประเทศไทยนั้น “อย่างไรก็ต้องมีหลุด เพราะใน 1 ปีมีตู้คอนเทนเนอร์ 13 ล้านตู้ บางครั้งมีการแจ้งเตือนผิดบ้าง ถูกบ้าง วันนี้จึงพยายามที่จะตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์โดยให้กระทบผู้ประกอบการที่สุจริตให้น้อยที่สุด”
“อย่างไรต้องมีเล็ดลอดอยู่แล้ว ไม่มีทางถูกต้อง 100% แต่จะพยายามทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยทรัพยากรที่มีอยู่ จะตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานอื่น ในเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าเราเจอก็ต้องผลักกลับออกไป” อธิบดีกรมศุลกากรกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันจะมีการอายัดตู้สินค้าที่พบว่าต้องสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้ามปะปนเข้ามา หากตรวจพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก หรือขยะต้องห้ามนำเข้ามากับตู้คอนเทนเนอร์ที่มีต้นทางมาจากต่างประเทศแล้ว สิ่งที่ศุลกากรจะทำคือการ ‘ส่งกลับ’ ตู้สินค้าที่ตรวจพบของต้องห้ามกลับไปยังประเทศต้นทาง ทว่าหากส่งกลับไม่ได้ หรือจำเป็นต้องกำจัดของเสียในประเทศไทย กฎหมายของศุลกากรเปิดทางให้อธิบดีสั่งให้ของที่ต้องริบ ถูกนำไปทำลายด้วยวิธีที่ปลอดภัยต่อบุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม โดยที่ค่าใช้จ่ายตกอยู่กับผู้ขนส่งหรือผู้ควบคุมยานพาหนะแล้วแต่กรณี
อย่างไรก็ตาม Wong Pui Yi นักวิจัยจาก BAN ประเทศมาเลเซีย ซึ่งลงพื้นที่สังเกตการณ์เปิดตู้สินค้าจำนวน 9 ตู้ บริเวณแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ให้ข้อมูลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ปัญหาเป็นเพราะหน่วยงานของรัฐไม่สามารถสกัดของเสียต้องห้ามจากท่าเรือที่นำเข้าได้
“แม้แต่ศุลกากรเองก็ไม่สามารถตรวจสอบหรือขอความร่วมมือระหว่างประเทศ ขยะที่เข้ามาจึงกระจายไปทั่วในพื้นที่ที่มีโรงงานตั้งอยู่ โดยเฉพาะไทยที่มีโรงงานรีไซเคิลกระจายอยู่”
“ดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือมลพิษทั้งน้ำ ดิน อากาศ ที่ชุมชนต้องเจอและทนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ และยังต้องเจอกับการปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่ทางอาหารด้วย” Wong Pui Yi กล่าว พร้อมเสริมว่า ศุลกากรต้องมีระบบที่จัดการขยะต้องห้ามให้กระจายออกไปสู่วงกว้าง
ยาแรงของรัฐบาล คือการ ‘สร้างเกณฑ์’ นำเข้า
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ในฐานะประธานในการตรวจตู้สินค้าจำนวน 9 ตู้ที่ถูกส่งมาจากต่างประเทศ โดยชี้ว่า จะใช้ ‘ยาแรง’ ในการจัดการกับปัญหาการสำแดงเท็จ ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษพลาสติก และของเสียอันตราย ด้วยการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน แก้ปัญหาการลักลอบนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นกรมควบคุมมลพิษ กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยการตรวจสอบ 9 ตู้ดังกล่าว พบว่า 3 ตู้จากโปแลนด์ อังกฤษ และนิวซีแลนด์ สำแดงถูกต้องและไม่พบการปนเปื้อน ขณะที่ 6 ตู้จากสหรัฐฯ สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม แต่พบการปนเปื้อนขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 6 ตู้
ขณะเดียวกันยังชี้ว่า จะมีการเพิ่มโทษกรณีที่นำกากอุตสาหกรรมมลพิษไปทิ้งในพื้นที่สาธารณะและกระทบประชาชน ซึ่งอาจมีโทษยึดทรัพย์ จากเดิมที่เป็นการปรับหรือจำคุกผู้กระทำผิด โดยให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นแม่งาน
อย่างไรก็ตาม The Momentum พบว่า อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งของหน่วยงานภาครัฐคือ ‘เกณฑ์’ ปริมาณการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากการสอบถามกับบุคลากรของกรมควบคุมมลพิษพบว่า หน่วยงานภาครัฐกำลังเตรียมจะทำเกณฑ์ปริมาณที่นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มายังประเทศได้
บุคลากรของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เก็บชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งถูกอายัดไว้ นำไปชั่งปริมาณเพื่อคำนวณหาปริมาณของขยะทั้งหมดซึ่งมีอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้ให้ข้อมูลว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร มักปะปนมากับวัตถุที่สามารถนำเข้ามาได้ภายในตู้คอนเทนเนอร์ แต่ด้วยความไร้เกณฑ์กำหนดปริมาณของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จะปะปนมากับตู้คอนเทนเนอร์ในปัจจุบัน จึงต้องส่งตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวกลับไปยังต้นทางทั้งหมด เนื่องจากถูกตีความว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์
“จึงมีการคุยกันภายในว่า เราจะต้องหาเกณฑ์ขึ้นมาที่ยอมรับได้ เพราะ (ขยะอิเล็กทรอนิกส์) มันต้องติดมาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะให้ติดมาที่เปอร์เซ็นต์เท่าไรที่เรายอมรับได้”
ทั้งนี้ เพ็ญโฉมให้ข้อมูลว่า ตามอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ที่ควบคุมไม่ให้ประเทศใดก็ตามที่เป็นภาคีในอนุสัญญาส่งออกหรือผลักดันขยะไปยังประเทศอื่น ซึ่งสร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศนั้นๆ ไม่ได้มี ‘เกณฑ์ขั้นต่ำ’ ที่กำหนดว่าประเทศปลายทางจะสามารถนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ของเสียอันตราย และพลาสติกได้ในปริมาณเท่าไร
“การทำเกณฑ์เป็นนโยบายของรัฐมนตรีสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งเรามองว่ามันจะเป็นการปล่อยให้มีการนำเข้าขยะต้องห้ามนำเข้า ซึ่งใครกันจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าปริมาณเท่าไรที่สามารถนำเข้าได้ ขณะเดียวกัน สมมติเกณฑ์ออกมาแล้วว่า ให้นำเข้า 1 ตันได้ แต่ด้วยน้ำหนักของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่เบา ดังนั้นปริมาณ 1 ตันก็ถือว่าเยอะ”
เพ็ญโฉมชี้ว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการตั้งเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก หรือของเสียต้องห้ามนำเข้าประเทศ เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงในการนำขยะเข้ามาบดย่อยและทิ้งในพื้นที่ต่างๆ สูง และการมีเกณฑ์ที่ยอมรับได้ นั่นเท่ากับว่า การบอกว่าขยะที่ห้ามนำเข้าแม้แต่นิดเดียวในวันนี้ จะนำเข้ามาได้เท่าไรในปริมาณที่กำหนด
“หากคุณปล่อยให้มันหลุดเข้ามาได้ ไม่ว่าจะปริมาณมากหรือน้อย มันก็คือเข้า แล้วพอเข้ามาแล้ว สิ่งนี้มันกำจัดยาก และเป็นขยะอันตราย คุณจะเอาไปฝัง มันก็เป็นอันตรายต่ออากาศ ปนเปื้อนดินและแหล่งน้ำ ขณะเดียวกันโรงงานรับกำจัดของเสียที่มีอยู่ก็คงไม่รับ เพราะว่ากำจัดไปก็ไม่คุ้มทุน พวกเขาถึงได้ใช้วิธีการเอาไปทิ้งตามที่ต่างๆ แทน”