โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เลี้ยวเข้าห้องสมุดธรรมศาสตร์ คุยอนาคตบรรณารักษ์ในยุค AI

THE STANDARD

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เลี้ยวเข้าห้องสมุดธรรมศาสตร์ คุยอนาคตบรรณารักษ์ในยุค AI

คุยกับคนทำงานห้องสมุดธรรมศาสตร์ ถึงการตามหางานวิจัยที่ไม่มีอยู่จริง การดูแลความทรงจำและพื้นที่เรียนรู้ ไปจนถึงคำถามต่อการปรับสายงานราชการ ในวันที่ภารกิจของบรรณารักษ์เปลี่ยนไปไกลกว่าภาพจำ

ประเด็นสำคัญ

  • เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นบรรณารักษ์ คำตอบไม่ได้เริ่มจากความรักหนังสือเหมือนกันทุกคน
  • แล้วในวันที่ AI ช่วยค้นและเรียบเรียงข้อมูลได้ บทบาทเหล่านี้ยังจำเป็นเพียงใด
  • เมื่อกลับมาที่หนังสือ เรายังมีคำถามพื้นฐานอีกข้อว่า ใครเป็นคนตัดสินใจว่าหนังสือเล่มใดควรอยู่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย
  • เมื่อบทสนทนาเดินมาถึงอนาคตวิชาชีพ ประเด็นการปรับกำลังคนภาครัฐจึงเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • แล้วอีก 10 ปีข้างหน้า พวกเขาอยากเห็นบรรณารักษ์เป็นอย่างไร

มีนักศึกษานำรายการอ้างอิงจาก AI มาขอให้บรรณารักษ์ช่วยค้นหาบทความวิชาการ เพื่อนำไปใช้เขียนรายงาน ชื่อผู้เขียนดูคุ้นเคย ชื่อวารสารก็มีอยู่จริง ทุกอย่างดูเหมือนจะพร้อมสำหรับการตามไปอ่านต้นฉบับ

แต่เมื่อค้นหา กลับไม่พบผลงานตามรายการนั้น

“มีชื่อวารสารนั้นจริงๆ มีชื่อคนจริง แต่พอหาแบบที่ต้องการ มันไม่มี” หนึ่งในบรรณารักษ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เล่าถึงประสบการณ์จากบริการ Full Text Finder Service ซึ่งช่วยผู้ใช้ค้นหาเอกสารฉบับเต็ม

ปัญหาที่พวกเขาพบคือ AI สามารถประกอบรายการอ้างอิงที่ดูสมจริงขึ้นมาได้ จนผู้ใช้เชื่อว่ามีงานวิชาการชิ้นนั้นอยู่ และเมื่ออยากได้ต้นฉบับมาอ่าน คนที่ถูกนึกถึงก็คือบรรณารักษ์

เหตุการณ์นี้พาเรากลับมาตั้งคำถามกับอาชีพที่หลายคนคุ้นชื่อ แต่อาจไม่เคยรู้จักงานของพวกเขาจริงๆ ในวันที่เราค้นข้อมูลได้ด้วยตัวเอง และมี AI ช่วยตอบคำถาม บรรณารักษ์กำลังทำอะไรอยู่ระหว่างข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกับคนที่ต้องการใช้มัน

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1

THE STANDARD ชวนคนทำงานห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 6 คนมาสนทนา ได้แก่ ฐิติมา เธียรอนันตกุล หรือพี่กั้ง รองผู้อำนวยการสายบริหารและพัฒนา, วิไลลักษณ์ ดวงบุปผา หรือพี่จุ๋ม หัวหน้างานพัฒนาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และชัยสิทธิ์ อังคะปัญญาเดช หรือเอ หัวหน้างานบริการท่าพระจันทร์

ร่วมด้วย กีรติ ศิริลักษณ์ หรือน้ำตาล, ผจงรักษ์ ซำเจริญ หรือผึ้ง และชนินทร์พร สุโชควีระวงศ์ หรือมิน ทั้งสามเป็นบรรณารักษ์ชำนาญการ

เรื่องเล่าของพวกเขาครอบคลุมตั้งแต่การจัดหมวดหมู่หนังสือ การดูแลฐานข้อมูลและเอกสารหายาก ไปจนถึงการรับฟังนักศึกษาในวันที่มีเรื่องหนักใจ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง วิชาชีพนี้กำลังถูกตั้งคำถามถึงอนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและแนวทางบริหารกำลังคนภาครัฐ

เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นบรรณารักษ์ คำตอบไม่ได้เริ่มจากความรักหนังสือเหมือนกันทุกคน

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2

ฐิติมากำลังจะทำงานที่ธรรมศาสตร์ครบ 30 ปีในเดือนมกราคม 2570 เธอเรียนบรรณารักษศาสตร์ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ผ่านงานเอกชนมาประมาณ 2 ปี ก่อนเข้ามารับราชการที่มหาวิทยาลัย เส้นทางนี้สอดคล้องกับความรู้ที่เรียนมา แต่เธอยอมรับตรงๆ ว่า ตอนเป็นนักศึกษาไม่ได้รู้สึกผูกพันกับวิชาชีพมากนัก

“ถ้าถามว่าในสมัยตอนเรียน อินกับวิชาชีพนี้ไหม ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้อิน”

เช่นเดียวกับคนจำนวนหนึ่งที่อยู่นอกวิชาชีพ เธอยังมองไม่เห็นว่างานบรรณารักษ์มีอะไรบ้าง จนได้ลงมือทำจึงพบทั้งงานบริการและงานเบื้องหลังที่ต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเทคโนโลยีและวิถีชีวิตของผู้ใช้เปลี่ยน งานของห้องสมุดก็ยิ่งต้องขยับตาม

ส่วนชัยสิทธิ์เรียนบรรณารักษศาสตร์ทั้งสองระดับเช่นกัน เริ่มทำงานห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตกรุงเทพฯ ประมาณ 4-5 ปี ก่อนเปลี่ยนไปทำงานบริการลูกค้าที่ศิริราชราว 2-3 ปี แล้วจึงมาทำงานที่ธรรมศาสตร์ต่อเนื่องอีก 12 ปี รวมเวลาทำงานในวิชาชีพประมาณ 16 ปี

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3

เขาเคยคิดว่ากลับมาทำงานห้องสมุดอาจจะสบายกว่างานโรงพยาบาล แต่สิ่งที่พบคืองานจำนวนมากและความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเรียนรู้เสมอ

“พอมีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ มา เรารับหมดเลย เราโอบกอดทุกอย่างที่เกิดขึ้นใหม่ แล้วเราก็เอามาใช้ในการทำงาน” ชัยสิทธิ์เล่า “ยิ่งทำก็พบว่ามีอะไรให้ทำเรื่อยๆ มีความท้าทายตลอดเวลา”

ในวงสนทนายังมีคนที่เลือกเรียนเพราะชอบอ่านหนังสือ และฝันว่าจะได้ทำงานท่ามกลางหนังสือตลอดทั้งวัน เธอทำงานเอกชนอยู่เพียง 2 เดือนก่อนตัดสินใจเข้าสู่งานห้องสมุด แต่ตลอด 8 ปีของการทำงาน ความเข้าใจต่ออาชีพค่อยๆ ขยายออกไป เพราะสิ่งที่ต้องดูแลมีทั้งหนังสือ ข้อมูลดิจิทัล และทรัพยากรความรู้ที่มหาวิทยาลัยต้องใช้

“มันคือวิชาชีพหนึ่งที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับข้อมูล เพราะฉะนั้นแล้ว อะไรที่อยู่ตรงกลาง ที่เอาไว้จัดการให้ข้อมูลเข้าถึงมนุษย์ได้อย่างง่ายที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด ตรงนี้ล่ะค่ะที่เรียกว่าบรรณารักษ์”

คำอธิบายนี้ช่วยให้มองเห็นงานอีกจำนวนมากที่ซ่อนอยู่หลังหนังสือหนึ่งเล่มหรือผลการค้นหาหนึ่งรายการ ก่อนผู้ใช้จะพบสิ่งที่ต้องการ มีคนคัดเลือก จัดหมวดหมู่ อธิบายเนื้อหา บันทึกข้อมูล และออกแบบช่องทางให้ค้นพบมันได้

วิไลลักษณ์อยู่ที่ธรรมศาสตร์มา 19 ปี เริ่มจากงานจัดทำรายการหนังสือ ก่อนเปลี่ยนมาทำงานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ประมาณปี 2558 เธอจึงเห็นความเปลี่ยนแปลงของการเข้าถึงความรู้ผ่านงานที่ทำด้วยตัวเอง

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 4

สมัยก่อน หากต้องการอ่านวิทยานิพนธ์ของสถาบันใด ผู้ใช้มักต้องเดินทางไปที่นั่น การแปลงเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลทำให้ผู้ใช้เข้าถึงได้จากพื้นที่อื่น รวมถึงจากต่างประเทศ เธอพบสมาชิกที่สมัครใช้งานจากหลายประเทศ และบางครั้งก็ได้รับคำถามจากคนที่อยู่ไกลถึงสหรัฐอเมริกา

สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือความสนใจต่อหนังสืออนุสรณ์งานศพและหนังสือหายาก ตามข้อมูลที่วิไลลักษณ์เล่า คอลเล็กชันเหล่านี้ติดกลุ่ม 5 อันดับแรกที่มีผู้เข้าถึงมาก จากคอลเล็กชันทั้งหมดกว่า 30-40 คอลเล็กชัน แม้งานวิจัยจะเป็นทรัพยากรหลักที่ผู้ใช้มักเข้ามาค้นหา

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5

สำหรับคนทำงาน ความนิยมดังกล่าวสะท้อนว่ามีผู้คนอยากเรียนรู้เรื่องราวในอดีตอยู่มาก เมื่อเปิดทางให้เข้าถึงได้ ความรู้ที่เคยอยู่ในพื้นที่จำกัดก็มีโอกาสถูกอ่านและนำไปศึกษาต่อ

“เราในฐานะห้องสมุดก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือศึกษาอะไรมากขึ้น” วิไลลักษณ์กล่าว

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 6

ในวงสนทนา ห้องหนังสือหายากยังถูกอธิบายว่าเป็นพื้นที่เก็บความทรงจำ ทั้งของมหาวิทยาลัย ผู้วายชนม์ และเรื่องราวของยุคสมัย ภารกิจจึงครอบคลุมทั้งการดูแลตัวเล่มและการเผยแพร่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ความทรงจำเหล่านั้นอยู่ต่อและเข้าถึงได้

อย่างไรก็ตาม การมีทรัพยากรอยู่ในระบบยังไม่เพียงพอ คนต้องรู้ด้วยว่าห้องสมุดมีอะไรและจะใช้ประโยชน์อย่างไร ผู้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่านี่เป็นงานที่ต้องทำให้มากขึ้น เพราะบางคนยังไม่รู้ว่าความรู้ที่กำลังตามหาอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

แล้วในวันที่ AI ช่วยค้นและเรียบเรียงข้อมูลได้ บทบาทเหล่านี้ยังจำเป็นเพียงใด

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 7

ผู้ร่วมสนทนามองเห็นโอกาสในการใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสามารถของตัวเอง งานบางประเภทมีมาตรฐานชัดเจน เช่น การจัดทำรายการหนังสือและเมทาดาทา หรือข้อมูลที่ใช้อธิบายทรัพยากรเพื่อให้จัดเก็บและค้นหาได้ AI จึงช่วยเตรียมหรือจัดการข้อมูลบางส่วนได้มาก แต่ยังต้องมีคนตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้งาน

ประเด็นที่พวกเขาให้ความสำคัญจึงอยู่ที่วิธีใช้ และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ได้

ชัยสิทธิ์บอกว่า AI ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก แต่ในฐานะบรรณารักษ์ เขาเห็นความเสี่ยงหากผู้ใช้รับคำตอบโดยไม่ตรวจสอบว่าน่าเชื่อถือหรือมีแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้องหรือไม่ ทักษะการวิเคราะห์ แยกแยะ และประเมินข้อมูลเป็นสิ่งที่วิชาชีพนี้เรียนรู้และทำงานด้วยมานานแล้ว

ประสบการณ์เรื่องรายการอ้างอิงที่ไม่มีอยู่จริงทำให้ความกังวลนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว หนึ่งในผู้ร่วมสนทนาเล่าว่า เคยช่วยตรวจรายการอ้างอิงสำหรับผลงานวิชาการประมาณ 10 รายการ แล้วค้นไม่พบราว 3-4 รายการ บางรายการมีข้อมูลปีที่ ฉบับที่ หรือหน้าของวารสารไม่ตรงกับสิ่งที่ตรวจสอบได้

ตัวเลขดังกล่าวเป็นประสบการณ์เฉพาะครั้งที่ผู้ให้สัมภาษณ์นำมาเล่า แต่ปัญหาที่พวกเขาห่วงคือ เมื่อรายการอ้างอิงที่ผิดถูกนำไปใช้และอ้างต่อ ความคลาดเคลื่อนอาจส่งต่อไปยังงานวิชาการชิ้นอื่นด้วย

ในมุมของคนทำงานห้องสมุด การรู้เท่าทันสารสนเทศและ AI จึงต้องไปถึงขั้นตรวจสอบที่มา แยกแยะสิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้ และรู้ว่าควรใช้ข้อมูลนั้นอย่างไร ความเร็วในการได้คำตอบต้องเดินไปพร้อมกับความสามารถในการตรวจสอบคำตอบด้วย

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 8

ขณะเดียวกัน ยังมีงานที่ต้องใช้ทักษะกับตัวเล่มโดยตรง เช่น การซ่อมหนังสือสำหรับให้บริการและการซ่อมเชิงอนุรักษ์ ซึ่งผู้ร่วมสนทนายกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของงานที่ปัจจุบันยังอาศัยฝีมือและประสบการณ์ของคน

ส่วนงานบริการมีอีกมิติหนึ่งที่พวกเขาอยากให้สังคมมองเห็น นั่นคือความสัมพันธ์กับคนที่เดินเข้ามาใช้ห้องสมุด

ชนินทร์พรอธิบายว่า บรรณารักษ์ต้องเข้าใจทรัพยากรที่มีมากพอจะช่วยสนับสนุนการค้นคว้า ทำหน้าที่คล้ายผู้ช่วยนักวิจัย และต้องสื่อสารให้ผู้ใช้รู้จักบริการเหล่านั้นด้วย หลายครั้งจึงเป็นทั้งผู้ให้คำแนะนำและวิทยากรที่ช่วยให้คนใช้ฐานข้อมูลหรือเครื่องมือต่างๆ ได้คุ้มค่า

เมื่อเคยทำงานบริการด้านหน้า เธอยังพบผู้ใช้ที่มีความเครียดจากการเรียนและมีเรื่องขัดแย้งในชีวิต บางคนเข้ามาขอคำปรึกษาหรือเพียงต้องการคนรับฟัง ความไว้ใจลักษณะนี้เป็นสิ่งที่เธอมองว่ามีคุณค่าในความสัมพันธ์ระหว่างบรรณารักษ์กับผู้ใช้

“เราเสมือนเพื่อนที่เขาไว้ใจคนหนึ่งเหมือนกัน”

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 9

เรื่องเล่าจากคนอื่นๆ ในวงสนทนาก็มีตั้งแต่นักศึกษาที่เข้ามาระบายความหนักใจ ไปจนถึงคำถามทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น จะซื้อชุดนักศึกษาที่ไหน หรือจะจอดรถอย่างไร การที่ผู้ใช้เลือกถามเรื่องเหล่านี้กับเจ้าหน้าที่สะท้อนความรู้สึกว่ามีคนที่เข้าหาได้อยู่ในห้องสมุด

มุมมองนี้เชื่อมกับแนวคิด Library of Life ที่พวกเขาใช้พูดถึงพื้นที่ของตัวเอง ห้องสมุดต้องรองรับชีวิตของผู้ใช้ ทั้งการเรียน การค้นคว้า การพัก และการพบปะแลกเปลี่ยนความคิด

พวกเขาเล่าว่า พื้นที่ถูกแบ่งให้สอดคล้องกับกิจกรรม มีทั้งโซนเงียบและโซนที่พูดคุยได้ รวมถึงพื้นที่ทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ยังมี Nap Zone สำหรับงีบพัก และบริการอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำกิจกรรมการเรียนรู้ได้สะดวกขึ้น

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 10

ที่ Library of Things มีทั้งผ้าห่มสำหรับคนที่รู้สึกหนาว ไดร์เป่าผมสำหรับคนที่ตากฝนมา และไอแพดให้ยืมเพื่อการเรียน ทั้งแบบรายวันและรายเทอม ตามรูปแบบบริการที่ผู้ให้สัมภาษณ์อธิบาย

ของใช้เหล่านี้เกิดจากการมองความต้องการในชีวิตจริงของผู้ใช้ การมีสถานที่อ่านหนังสือจึงเชื่อมต่อไปถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนพร้อมจะเรียนรู้ และมีพื้นที่พักเมื่อจำเป็น

“เป็นผู้จัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการของเรา” คือคำอธิบายบทบาทที่ปรากฏขึ้นในวงสนทนา

เมื่อกลับมาที่หนังสือ เรายังมีคำถามพื้นฐานอีกข้อว่า ใครเป็นคนตัดสินใจว่าหนังสือเล่มใดควรอยู่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 11

ชัยสิทธิ์อธิบายว่าทรัพยากรเข้ามาหลักๆ 3 ทาง คือข้อเสนอจากผู้ใช้ ทั้งนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัย การคัดเลือกของบรรณารักษ์ และการรับบริจาค โดยบรรณารักษ์ที่ทำงานกับแต่ละคณะจะค่อยๆ สั่งสมความรู้เฉพาะด้าน เช่น กฎหมายหรือการแพทย์ ควบคู่กับการเลือกหนังสือทั่วไปที่ตอบความสนใจหลากหลาย

ในวงสนทนามีการย้ำเพิ่มเติมว่า การคัดเลือกของบรรณารักษ์ต้องยึดโยงกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยด้วย เพื่อให้ทรัพยากรสนับสนุนการเรียนการสอนได้รอบด้าน

เมื่อหนังสือผ่านการคัดเลือกเข้ามา ยังต้องจัดหมวดหมู่และทำข้อมูลบรรณานุกรม ตั้งแต่ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงตำแหน่งจัดเก็บ ก่อนเตรียมตัวเล่มส่งออกให้บริการ ผู้ใช้จึงสามารถค้นรู้ได้ว่าห้องสมุดมีหนังสืออะไรและจะหาได้ที่ไหน

ขณะเดียวกัน หนังสือที่อยู่ในห้องสมุดเป็นเวลานานก็ต้องได้รับการทบทวน หากไม่มีการใช้งานต่อเนื่องหลายปี ผู้ปฏิบัติงานจะพิจารณาว่าเนื้อหายังจำเป็นต่อการเรียนการสอนหรือมีคุณค่าอย่างไร โดยให้อาจารย์และนักศึกษามีส่วนช่วยพิจารณาด้วย เพราะพื้นที่มีจำกัดและยังต้องรองรับทรัพยากรใหม่

แต่หากเหตุผลที่มีผู้ขอให้นำหนังสือออกคือความไม่พอใจจุดยืนทางการเมืองของผู้เขียน คำตอบจากวงสนทนาชัดเจนว่า ห้องสมุดควรรักษาเสรีภาพในการเลือกอ่าน และเปิดพื้นที่ให้หนังสือจากหลากหลายความคิด

“เขามีสิทธิ มีเสรีภาพในการที่เขาจะเลือกอ่าน”

ผู้ร่วมสนทนาอธิบายว่า หนังสือยังมีคุณค่าในฐานะหลักฐานของความคิดและเรื่องราวในช่วงเวลาหนึ่ง แม้ผู้อ่านจะไม่เห็นด้วยกับผู้เขียน ก็อาจใช้ศึกษาหรืออ้างอิงในอนาคตได้ การมีหนังสืออยู่ในห้องสมุดจึงเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงและพิจารณาเนื้อหาด้วยตัวเอง

ความคิดเรื่องการเข้าถึงความรู้ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยทรัพยากรสนับสนุนด้วย เมื่อถามถึงงบประมาณ ผู้ร่วมสนทนาให้ข้อมูลว่า ห้องสมุดสาขาต่างๆ รวมกันมีหนังสือประมาณ 6-7 แสนเล่ม งบจัดซื้อหนังสือเล่มและอีบุ๊กอยู่ที่ประมาณปีละ 7 ล้านบาท ส่วนฐานข้อมูลออนไลน์ใช้งบประมาณราว 49 ล้านบาท

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 12

พวกเขาอยากให้เห็นว่าห้องสมุดที่มีบริการตอบโจทย์ผู้ใช้เกิดขึ้นได้ เพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเห็นความสำคัญและจัดสรรงบประมาณให้คนทำงานนำมาพัฒนาบริการ

“ไม่ใช่เพราะเราเก่งอะไรหรอก แต่ส่วนหนึ่งเพราะว่าเรามีเงินด้วย”

คำตอบตรงไปตรงมานี้ชวนให้มองเงื่อนไขของการพัฒนาห้องสมุดไปพร้อมกับความสามารถของบุคลากร ฐานข้อมูล หนังสือ อุปกรณ์ และพื้นที่ที่ผู้ใช้เข้าถึง ล้วนมีต้นทุนที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อบทสนทนาเดินมาถึงอนาคตวิชาชีพ ประเด็นการปรับกำลังคนภาครัฐจึงเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 13

สำหรับบริบทของเรื่องนี้ สำนักงาน ก.พ. ชี้แจงเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ถึงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า มาตรการเกี่ยวกับตำแหน่งข้าราชการใน 11 สายงานเป็นการปรับรูปแบบการจ้าง โดยทยอยดำเนินการเมื่ออัตราว่างตามเงื่อนไขที่กำหนดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 ไม่ใช่การยกเลิกวิชาชีพหรือให้ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบันออกจากราชการ หน่วยงานที่ยังมีภารกิจด้านห้องสมุดสามารถจ้างบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในรูปแบบอื่นได้

จากบริบทดังกล่าว ผู้ร่วมสนทนาอยากเห็นคำอธิบายว่าเหตุใดจึงเริ่มจากสายงานเหล่านี้ รวมถึงอยากให้ผู้กำหนดนโยบายรับฟังงานที่ผู้ปฏิบัติทำอยู่จริง เพราะภาพของบรรณารักษ์ที่คนภายนอกเห็นอาจครอบคลุมเพียงบางส่วนของภารกิจทั้งหมด

ข้อกังวลที่ปรากฏมีทั้งกำลังใจของคนทำงาน ความมั่นใจของนักศึกษาที่กำลังเรียน และความต่อเนื่องของความเชี่ยวชาญซึ่งต้องใช้เวลาสั่งสม ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ความเข้าใจผู้ใช้และความเชื่อใจที่เกิดขึ้นระหว่างกันต้องอาศัยการทำงานระยะยาว จึงอยากให้การออกแบบการจ้างงานคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย

“เราอยากให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจมาคุยกับผู้มีส่วนได้เสียสักหน่อยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เผื่อเราจะได้ร่วมไม้ร่วมมือกันในการพัฒนาประเทศชาติด้วยกัน ไม่อยากให้ท่านคิดไปเองฝ่ายเดียว” เสียงหนึ่งในวงสนทนาระบุ

เมื่อถามต่อว่า หากใช้วิธีเปลี่ยนชื่อตำแหน่งหรือควบรวมสายงาน โดยยังรักษาโอกาสก้าวหน้าไว้ จะยอมรับได้หรือไม่ ผู้ร่วมสนทนาตั้งคำถามกลับถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับงานจริง และเสนอให้เริ่มจากการกำหนดสมรรถนะที่ต้องการ พัฒนาทักษะ และเติมความรู้ที่ยังขาด

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 14

เพราะการเปลี่ยนชื่อเพียงอย่างเดียวไม่ได้ตอบว่า คนทำงานจะมีความรู้เพียงพอสำหรับภารกิจที่ได้รับหรือไม่ หรือหน่วยงานจะรักษาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านไว้ได้อย่างไร

ในด้านความก้าวหน้า พวกเขามองว่าบรรณารักษ์ยังมีเส้นทางเติบโต ทั้งตามระดับตำแหน่งและการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา คนที่เรียนบรรณารักษศาสตร์แล้วไปศึกษาต่อในศาสตร์อื่นสามารถนำความรู้กลับมาเสริมงานได้ เช่นเดียวกับผู้ที่มีพื้นฐานสาขาอื่นแล้วมาเรียนเพิ่มเติมด้านบรรณารักษศาสตร์

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 15

การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือช่วยเติมความรู้ให้คนทำงานห้องสมุดในสถานะต่างๆ ทั้งบรรณารักษ์ เจ้าหน้าที่ และครูที่รับหน้าที่ดูแลห้องสมุด เพื่อให้มีศักยภาพในการให้บริการใกล้เคียงกันมากขึ้น

แล้วอีก 10 ปีข้างหน้า พวกเขาอยากเห็นบรรณารักษ์เป็นอย่างไร

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 16

คำตอบจากวงสนทนามีทั้งความสามารถในการตรวจสอบข้อมูล ทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างเป็นระบบ และการสื่อสารกับผู้ใช้ บางคนเล่าว่าทุกวันนี้ต้องทำได้ตั้งแต่จัดกิจกรรม ออกแบบสื่อ ไปจนถึงดูแลระบบและใช้ AI ช่วยทำงาน ขณะที่ความรู้เรื่องจริยธรรมและการใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องก็ต้องพัฒนาควบคู่กัน

อีกทักษะที่ถูกย้ำคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ เพราะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเทคโนโลยีในอีกสิบปีจะเปลี่ยนไปเพียงใด คนทำงานจึงต้องพร้อมปรับวิธีให้บริการ โดยยังเข้าใจว่าผู้ใช้ต้องการอะไรและติดขัดตรงไหน

สำหรับฐิติมา การขยับตามอาจยังไม่พอด้วยซ้ำ หากอยากตอบความต้องการได้ทัน ห้องสมุดต้องพยายามมองให้ไกลไปกว่าสิ่งที่ผู้ใช้กำลังเรียกร้องในวันนี้ด้วย

จากคนที่เคยคิดว่าจะได้อ่านหนังสือทั้งวัน ไปจนถึงคนที่ทำงานมาเกือบสามทศวรรษ เส้นทางของผู้ร่วมสนทนาเปลี่ยนไปพร้อมกับทรัพยากรและผู้ใช้ พวกเขาเรียนรู้ที่จะดูแลทั้งตัวเล่ม ไฟล์ดิจิทัล ระบบค้นหา และพื้นที่ที่คนเข้ามาใช้ชีวิต

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 17

เมื่อกลับไปยังนักศึกษาที่ถือรายการอ้างอิงจาก AI มาขอความช่วยเหลือ งานของบรรณารักษ์ยังมีคำถามให้ทำต่อ เอกสารชิ้นนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ จะตรวจสอบอย่างไร และจะช่วยให้ผู้ใช้ไปถึงแหล่งข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

นี่คืองานที่พวกเขากำลังทำอยู่ และเป็นเหตุผลที่อยากให้ผู้กำหนดอนาคตวิชาชีพมองเห็นภารกิจเหล่านี้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนทำงานร่วมออกแบบว่า จะสนับสนุนให้พวกเขาดูแลความรู้และผู้คนต่อไปอย่างไร

ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 18
ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 19
ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 20
ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 21
ภาพบรรณารักษ์กำลังทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 22
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...