“สหรัฐ-ญี่ปุ่น” ผนึกกำลังลุยเหมืองแร่หายากใต้ทะเลลึกที่สุดในโลก หวังลดการพึ่งพาจีน
"สหรัฐ-ญี่ปุ่น" เดินหน้าโครงการขุดแร่หายากใต้ทะเลบริเวณเกาะมินามิโทริชิมะ ลึกถึง 6,000 เมตร หลังพบแหล่งแร่กว่า 16 ล้านตัน หวังลดการพึ่งพาจีน
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 04.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สหรัฐและญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าแผนพัฒนา เหมืองแร่หายาก (Rare Earths) ใต้ทะเลลึกบริเวณเกาะมินามิโทริชิมะ (Minamitorishima) เกาะห่างไกลของญี่ปุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีเป้าหมายขุดทรัพยากรจากระดับความลึกราว 6,000 เมตรใต้ผิวน้ำ ซึ่งหากสำเร็จจะกลายเป็นหนึ่งในโครงการทำเหมืองใต้ทะเลที่ลึกที่สุดในโลก และอาจช่วยลดอำนาจของจีนเหนือห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของทั้งสองประเทศ
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระหว่างการพบกันที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยทั้งสองประเทศมองว่าแหล่งแร่บริเวณมินามิโทริชิมะอาจมีปริมาณมหาศาลเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโลกเป็นเวลาหลายร้อยปี
เกาะมินามิโทริชิมะตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันออกเฉียงใต้กว่า 1,000 ไมล์ ตัวเกาะมีขนาดเพียงไม่กี่ช่วงตึก และมีสิ่งปลูกสร้างหลักเพียงสถานีตรวจอากาศและทางวิ่งเครื่องบิน แต่ใต้พื้นทะเลรอบเกาะกลับมีโคลนที่อุดมไปด้วยแร่หายากจำนวนมาก
ผลการเก็บตัวอย่างที่รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยล่าสุดพบแร่สำคัญหลายชนิด ได้แก่ อิตเทรียม, แกโดลิเนียม และดิสโพรเซียม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มแร่หายากหนัก จีนมีอำนาจเหนือการผลิตอย่างมาก ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมทดสอบขุดเจาะเพิ่มเติม และตั้งเป้าจัดทำแผนเชิงพาณิชย์ให้ได้ภายในปี 2571
บริษัทจากอเมริกาเหนือหลายแห่งเริ่มแสดงความสนใจเข้าร่วมโครงการ รวมถึง Deep Reach Technology บริษัทด้านวิศวกรรมนอกชายฝั่งจากเมืองฮิวสตัน แม้การหารือยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินงานสำรวจทั้งหมด แต่ความเชี่ยวชาญของบริษัทสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งอาจมีบทบาทสำคัญหากโครงการเดินหน้าสู่ขั้นต่อไป
แรงผลักดันสำคัญของโครงการนี้มาจากความต้องการลดการพึ่งพาจีน โดยจีนมีบทบาทในฐานะผู้จัดหาแร่หายากของโลกราว 90% และที่ผ่านมาเคยใช้ข้อจำกัดด้านการส่งออกเป็นเครื่องมือในการตอบโต้ความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองกับญี่ปุ่น
สำหรับญี่ปุ่น ประเด็นดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญหลังจีนจำกัดการส่งออกแร่หายากมายังญี่ปุ่นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ถ้อยแถลงของทาคาอิจิเกี่ยวกับไต้หวัน โดยยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาวของรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเงินลงทุนจากภาครัฐและเอกชนประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2583 สำหรับการพัฒนาทรัพยากรใต้ทะเล รวมถึงโครงการมินามิโทริชิมะ
แม้ญี่ปุ่นจะพยายามกระจายแหล่งจัดหาแร่หายากมาตลอดหลายปี เช่น ลงทุนในโรงงานแยกแร่ในฝรั่งเศส และสนับสนุนทางการเงินระยะยาวแก่บริษัทเหมือง Lynas Rare Earths ของออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นยังนำเข้าแร่หายากโดยรวมประมาณ สองในสามจากจีน และยังต้องพึ่งจีนเกือบทั้งหมดสำหรับแร่หายากหนัก
โดยเฉพาะ ดิสโพรเซียมและเทอร์เบียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า การส่งออกแร่ทั้งสองชนิดจากจีนมายังญี่ปุ่นอยู่ที่ ศูนย์ตลอดปีนี้
ศักยภาพของมินามิโทริชิมะถือว่ามหาศาล โดยทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโตเกียวประเมินตั้งแต่ปี 2018 ว่า โคลนใต้ทะเลทางใต้ของเกาะอาจมีแร่หายากมากกว่า 16 ล้านตัน แร่เหล่านี้ถือเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจสมัยใหม่ ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบนำวิถีขีปนาวุธ โดยเฉพาะอิตเทรียม ซึ่งใช้ในจอ LED และอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ มีปริมาณที่นักวิจัยประเมินว่าอาจรองรับความต้องการของโลกได้ถึง 780 ปี
ข้อได้เปรียบอีกด้านคือ ตัวอย่างแร่จากมินามิโทริชิมะไม่พบระดับกัมมันตรังสีที่มีนัยสำคัญ แตกต่างจากการสกัดแร่หายากหนักจากเหมืองบนบกแบบดั้งเดิมที่อาจปลดปล่อยธาตุกัมมันตรังสีที่เป็นอันตราย จึงอาจทำให้กระบวนการแปรรูปง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนทรัพยากรใต้ทะเลให้เป็นเหมืองเชิงพาณิชย์ยังเผชิญอุปสรรคทางเทคนิคและเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากแหล่งแร่อยู่ลึกถึงประมาณ 6 กิโลเมตร ขณะที่โครงการขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งในปัจจุบันลงไปได้เพียงราวครึ่งหนึ่งของระดับดังกล่าว
แรงดันน้ำบริเวณแหล่งแร่ยังสูงกว่าบนระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เท่า และยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศใต้ทะเล หากเดินหน้าทำเหมืองในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
การประเมินของภาคเอกชนบางแห่งระบุว่า โครงการอาจต้องใช้เงินลงทุน หลายพันล้านดอลลาร์และใช้เวลามากกว่า 10 ปี อีกทั้งต้นทุนการผลิตแร่หายากอาจสูงกว่าการสกัดจากเหมืองบนบกในจีนประมาณ 3 เท่า
การแข่งขันเหนือแร่หายากยังมีมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังเรือสำรวจสมุทรศาสตร์ของจีนเดินทางเข้ามาบริเวณใกล้มินามิโทริชิมะหลายครั้ง โดยการวิเคราะห์ข้อมูลติดตามเรือของ Bloomberg พบว่า เรือวิจัยจีนเคยสำรวจพื้นทะเลจนถึงบริเวณขอบ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่น
ความตึงเครียดยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 หลังเรือบรรทุกเครื่องบินของจีนเข้าสู่ EEZ รอบมินามิโทริชิมะเป็นครั้งแรก แม้ไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่สร้างความกังวลให้โตเกียวอย่างมาก จนญี่ปุ่นประท้วงจีน และต่อมาได้ส่งระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือไปยังเกาะ รวมถึงวางแผนเพิ่มเรดาร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านกลาโหมเพื่อเฝ้าระวังกิจกรรมทางทหารของจีนและรัสเซีย
ญี่ปุ่นวางแผนดำเนินการ ทดสอบทำเหมืองเต็มรูปแบบเป็นเวลา 1 เดือนในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการขุด การกลั่น และการถลุง ก่อนประเมินความเป็นไปได้ในการผลิตแร่หายากเชิงพาณิชย์ภายในประเทศในปีถัดไป
หากประสบความสำเร็จ โครงการนี้จะกลายเป็นเหมืองแร่หายากแห่งเดียวของญี่ปุ่น และอาจทำให้ประเทศสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การทำเหมืองไปจนถึงการผลิตแม่เหล็กได้ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นบางส่วนยอมรับว่า โครงการแทบไม่มีโอกาสเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ทันภายในวาระที่เหลือของทรัมป์ ทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ จะยังให้การสนับสนุนในระยะยาวหรือไม่
ถึงกระนั้น โครงการมินามิโทริชิมะไม่ได้มีความหมายเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น ยุทธศาสตร์ส่งสัญญาณไปยังจีนว่า สหรัฐและญี่ปุ่นกำลังสร้างทางเลือกใหม่ เพื่อไม่ต้องพึ่งพาจีนเพียงแหล่งเดียวสำหรับแร่หายากที่มีความสำคัญต่อทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความมั่นคง
อ้างอิง : bloomberg.com