กกต. สั่งฟันใบแดง-อาญา ‘ก้องเกียรติ’ เด็กกล้าธรรม ส่งศาล รธน. เชือดรู้อยู่แล้วไม่มีคุณสมบัติแต่ยังสมัคร สส.นครฯ
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต. กรณี นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดพรรคกล้าธรรม โดยที่ประชุม กกต. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 มาตรา 54 พร้อมทั้งให้ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137
สำหรับกรณีดังกล่าว สืบเนื่องมาจากในการเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 8 แทนตำแหน่งที่ว่างลง (หลังจาก นางมุกดาวรรณ เลื่องศรีนิล อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย ถูกศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี) จากการตรวจสอบของ กกต. พบข้อเท็จจริงว่า นายก้องเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งในครั้งนั้น เคยถูกศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาถึงที่สุดในปี 2542 ในความผิดเกี่ยวกับคดีลักทรัพย์ โดยศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี และปรับ ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือน และปรับ พร้อมให้รอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี
ผลจากคดีดังกล่าว ส่งผลให้นายก้องเกียรติถือเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) ทว่าในการยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายก้องเกียรติกลับได้ลงลายมือชื่อรับรองตนเองว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามแต่ประการใด
กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายก้องเกียรติรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามเนื่องจากเคยต้องคำพิพากษา แต่ยังคงมาสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 มาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และเข้าข่ายเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อันส่งผลให้การเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายก้องเกียรติ ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม