คนอเมริกันอยู่ไม่ไหว ทรัมป์เร่งนัดถก CEO โรงกลั่น หาวิธีลดราคาน้ำมัน หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม
สื่อต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดหารือกับผู้บริหารบริษัทโรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐฯ เพื่อหาแนวทางรับมือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ตั้งแต่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านการประชุมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 1 กันยายน โดยมีตัวแทนจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงอย่างน้อย 10 บริษัทเข้าร่วม ทั้งบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทขนาดเล็ก เช่น Marathon Petroleum Corp., Delek US Holdings Inc., Chevron Corp., PBF Energy Inc. และ Valero Energy Corp.
ประเด็นสำคัญ
- ราคาน้ำมันแพง หวั่นกระทบผลเลือกตั้งกลางเทอม
- โรงกลั่นสหรัฐฯ ใกล้ถึงขีดจำกัด ผลิตน้ำมันไม่ทันดีมานด์โลก
- Trump เปิดทางใช้ Defense Production Act หนุนโครงการพลังงาน
- จับตาโควตา RFS จุดชนวนความขัดแย้งฐานเสียงทรัมป์
การประชุมครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ทรัมป์ สามารถรับฟังข้อมูลโดยตรงจากผู้บริหารในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับภาวะตลาด แนวทางที่จะช่วยลดราคาน้ำมันเบนซิน และวิธีเพิ่มขีดความสามารถในการกลั่นเชื้อเพลิงภายในประเทศ
ราคาน้ำมันแพง หวั่นกระทบผลเลือกตั้งกลางเทอม
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภค อื่น ๆ ที่ยังอยู่ในระดับสูง กำลังกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ กระทบคะแนนความนิยมของทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนที่จะเป็นตัวตัดสินอำนาจการควบคุมสภาคองเกรส ซึ่งช่วยให้พรรคริพับลิกันสามารถผลักดันกฎหมายและนโยบายของตัวเองได้สะดวกขึ้น
ช่วงเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ให้คำมั่นสัญญาแก่ประชาชนว่าจะกดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลง แม้ว่าราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศจะลดลงมาอยู่ที่ 2.79 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในเดือนมกราคม แต่หลังจากเกิดเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางจากสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
ข้อมูลจาก American Automobile Association ระบุว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ขณะนี้มีระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยน้ำมันเบนซินมีราคาเฉลี่ยมากกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ขณะที่ดีเซลมีราคาเฉลี่ยเกือบ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนทั่วประเทศ
แม้ราคาน้ำมันเบนซินจะลดลงจากจุดสูงสุดของปีที่ระดับมากกว่า 4.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในเดือนพฤษภาคม แต่ยังสูงกว่าระดับ 1 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นสงครามอิหร่าน
การประชุมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางปลดล็อกน้ำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลา โดย Valero และ Chevron เป็นหนึ่งในผู้ใช้น้ำมันดิบจากเวเนซุเอลารายใหญ่
ทั้งนี้คาดว่าผู้ประกอบการโรงกลั่นจะนำเสนอแนวทางเพิ่มกำลังการกลั่นภายในประเทศ หรือการแก้ไขปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน รวมถึงความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในระดับรัฐและรัฐบาลกลาง
โรงกลั่นสหรัฐฯ ใกล้ถึงขีดจำกัด ผลิตน้ำมันไม่ทันดีมานด์โลก
กำลังการกลั่นของสหรัฐฯ ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้ผลิตเชื้อเพลิงสามารถกลั่นน้ำมันได้ประมาณ 18 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2020 ที่ 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน หมายความว่า กำลังการกลั่นของโรงกลั่นทั่วสหรัฐฯ กำลังใกล้ถึงขีดจำกัดในการรองรับทั้งความต้องการภายในประเทศและการส่งออก ท่ามกลางตลาดเชื้อเพลิงโลกที่อยู่ในภาวะตึงตัวโดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งประเทศแปรรูปน้ำมันรวมกันประมาณ 17.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
Trump เปิดทางใช้ Defense Production Act หนุนโครงการพลังงาน
ก่อนหน้านี้ Trump ได้ออกคำสั่งประธานาธิบดีโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย Defense Production Act เปิดทางให้รัฐบาลกลางสามารถใช้งบประมาณสนับสนุนโครงการโรงกลั่นและโครงการพลังงานอื่น ๆ ได้ในนามของความมั่นคงแห่งชาติ
นอกจากนี้ เขายังอนุญาตให้เรือต่างชาติขนส่งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ รอบท่าเรือสหรัฐฯ โดยยกเว้นข้อกำหนดของ Jones Act ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งกำหนดให้การขนส่งระหว่างท่าเรือสหรัฐฯ จะต้องใช้เรือที่จดทะเบียน ถือครอง และดำเนินงานโดยสหรัฐฯ เท่านั้นทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาอุปทานเชื้อเพลิงและลดต้นทุนในช่วงสงคราม
จับตาโควตา RFS จุดชนวนความขัดแย้งฐานเสียงทรัมป์
แม้ว่าการหารือจะครอบคลุมหลายประเด็น แต่คาดว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการโรงกลั่นบางรายฟีดแบคผลกระทบจากโควตาผสมน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ภายใต้มาตรฐาน Renewable Fuel Standard: RFS
ก่อนหน้านี้ สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ได้กำหนดโควตา RFS สำหรับปี 2026-2027 ในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ บังคับให้โรงกลั่นน้ำมันต้องผสมเชื้อเพลิงชีวภาพตามโควตาที่กำหนด โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ รักษาฐานเสียงในกลุ่มเกษตรกรและผู้ผลิตเอทานอลในแถบมิดเวสต์ พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการเกษตรของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ EPA จะต้องตัดสินใจภายในสิ้นเดือนนี้ว่า จะยกเว้นโควตาการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพให้กับโรงกลั่นขนาดเล็กบางแห่งหรือไม่
ขอบเขตของการยกเว้นดังกล่าว รวมถึงประเด็นว่า EPA จะนำโควตาเชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้รับการยกเว้นไปจัดสรรให้โรงกลั่นอื่นหรือไม่ ซึ่งสร้างประเด็นถกเถียงอย่างร้อนแรงระหว่างกลุ่มเกษตรกรและอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งต่างก็เป็นฐานเสียงที่สำคัญของทรัมป์
ภาพ: mark reinstein / shutterstock
อ้างอิง: