สาวผู้เสียหายร้อง "ท็อป นิวส์" ตรวจสอบหวั่นถูกสวมสิทธิ์ เจอประวัติรับยาบำรุงเลือดรพ.ปทุมฯ ในแอปฯ "หมอพร้อม" ทั้งๆไม่เคยไปรักษา
เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 69 คุณฮารุ ผู้เสียหายได้เปิดเผยกับทีมข่าวท็อปนิวส์ว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากการพูดคุยในกลุ่มเพื่อนเกี่ยวกับประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตนจึงได้ลองกดเข้าไปเช็กประวัติการรับบริการในแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อพบข้อมูลว่า ตนเองมีประวัติไปรับยาบำรุงเลือด (โฟลิก) จำนวน 2 ครั้ง รวม 200 เม็ด จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี (โรงพยาบาลประชาธิปัตย์) ทั้งที่ไม่เคยเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลดังกล่าว นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลในระบบเพิ่มเติม ยังพบความผิดปกติหลายจุด ทั้งค่าน้ำหนัก ส่วนสูง ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ก็ไม่ใช่ของตนเอง ต่อมาเมื่อพยายามประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง เพื่อแจ้งเรื่อง กลับไม่ได้รับคำแนะนำหรือการแก้ปัญหาที่ชัดเจน โดยถูกปัดภาระให้เป็นผู้ตามหาหลักฐานและพิสูจน์ด้วยตนเอง ทำให้ตัดสินใจโพสต์เรื่องราวลงบนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
หลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและพบว่าตนเองเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน จนมีการรวมตัวตั้งกลุ่มผู้เสียหาย ซึ่งพบว่ามีผู้ได้รับผลกระทบกระจายอยู่ทั่วประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือ (เชียงใหม่) ภาคใต้ (ตรัง) ไปจนถึงภาคอีสาน โดยประวัติที่ถูกปลอมแปลงมีตั้งแต่โรงพยาบาลขนาดเล็กไปจนถึงโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงขณะเดียวกันตนได้มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการทุจริตสวมสิทธิ์ และผลกระทบระยะยาว เพราะจากการรวบรวมข้อมูลในกลุ่มผู้เสียหาย พบข้อสังเกตที่น่าตกใจว่า นอกเหนือจากการสวมสิทธิ์รับยาแล้ว ข้อมูลการตรวจรักษาที่ถูกกรอกเท็จมากที่สุดคือ "การตรวจเนื้อมดลูก/เนื้องอก" ซึ่งเป็นรายการตรวจที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในอัตราที่สูง อย่างเช่น กรณีเพื่อนของตนซึ่งอาศัยอยู่ต่างประเทศ กลับพบประวัติการรักษาโรคเนื้องอกที่โรงพยาบาลในจังหวัดกาญจนบุรียาวนานถึง 3 ปี ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับผลกระทบทางกฎหมายและการทำธุรกรรมประกันภัย ผู้เสียหายเน้นย้ำว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบแอปพลิเคชัน แต่เกิดจาก "มนุษย์เป็นผู้กรอกข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบ" ซึ่งอาจเข้าข่ายการทุจริตงบประมาณแผ่นดินและงบสาธารณสุขของประเทศ และอาจส่งผลเสียต่อประชาชนทั่วไปอย่างร้ายแรง เช่น การทำประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ ประชาชนอาจถูกบริษัทประกันปฏิเสธการทำสัญญา หรือปฏิเสธการเคลมประกัน โดยถูกกล่าวหาว่าปกปิดประวัติการเจ็บป่วยล่วงหน้า
และที่สำคัญงบประมาณภาครัฐรั่วไหล ซึ่งเงินงบประมาณที่ควรนำมาพัฒนาระบบสาธารณสุขหรือสวัสดิการประชาชน กลับถูกนำไปใช้ในทางมิชอบปัจจุบัน กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าขอคำปรึกษาทางกฎหมายจากชมรมทนายความ เพื่อเตรียมรวบรวมหลักฐาน คัดกรองผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง และดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมรวมถึงดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานระดับผู้บริหารและกระทรวงสาธารณสุข เร่งตรวจสอบกระบวนการเบิกจ่ายยาและอนุมัติงบประมาณ เพื่อหยุดการกระทำที่ซ้ำเติมประชาชนเช่นนี้