วุฒิสภาไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มติท่วมท้น 132 ต่อ 11 เสียง
วุฒิสภา ลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยคะแนน 132 ต่อ 11 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง ด้าน “ปลัดคลัง” รับตรง ๆ ยังไม่มีรายละเอียดโครงการในมือ ย้ำทุกโครงการต้องผ่านการกลั่นกรองและพิสูจน์ความคุ้มค่า ขณะที่ “เอกนิติ” มั่นใจเงินกู้จะช่วยเยียวยาประชาชนและเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน หวังสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย รับมือวิกฤติระลอกใหม่
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณา พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ภายหลังสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายและรัฐบาลชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ แล้ว ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.ดังกล่าว โดยมีผู้เห็นด้วย 132 เสียง ไม่เห็นด้วย 11 เสียง และงดออกเสียง 28 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ส่งผลให้ พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา
"ปลัดคลัง"รับยังไม่มีรายละเอียดโครงการ
ก่อนการลงมติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ได้ชี้แจงประเด็นที่สมาชิกวุฒิสภาแสดงความกังวลว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวอาจมีลักษณะเป็นการ “ตีเช็คเปล่า” เนื่องจากยังไม่มีรายละเอียดโครงการที่ชัดเจน
นายลวรณ ยอมรับว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดโครงการที่เสนอเข้ามาให้คณะกรรมการพิจารณา เนื่องจาก พ.ร.ก.จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายก่อน หลังจากได้รับความเห็นชอบแล้ว จึงจะมีโครงการต่าง ๆ เสนอเข้ามาพร้อมรายละเอียดว่า จะดำเนินการอะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร ใช้งบประมาณเท่าใด ใครจะได้รับประโยชน์ และสามารถตอบโจทย์ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่
นายลวรณ ยืนยันว่า การที่ยังไม่มีรายละเอียดโครงการในขณะนี้ ไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีการเสนอแล้วทุกโครงการจะได้รับการอนุมัติ
“ไม่มีรายละเอียดจริง ๆ และอีกประเด็นที่ สว.กังวล หรืออาจไม่เห็นด้วยกับโครงการนั้นโครงการนี้ คณะกรรมการยืนยันว่าไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอมาแล้วจะได้รับการพิจารณาหรือผ่านการพิจารณา”
สำหรับหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาโครงการ จะต้องเป็นโครงการที่มี ความจำเป็นและเร่งด่วน ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามปกติ สามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อได้รับอนุมัติ และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 รวมถึงต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ
ตั้งอนุฯกลั่นกรองโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ส่วนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการ เปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นายลวรณระบุว่า คณะกรรมการได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อพิจารณาโครงการด้านพลังงานโดยเฉพาะ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเข้ามาร่วมพิจารณา ก่อนส่งเรื่องให้คณะกรรมการชุดใหญ่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
นอกจากนี้ เมื่อโครงการใดผ่านการอนุมัติแล้ว จะต้องมีการติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายเงิน โดยคณะกรรมการประเมินผลจะประกอบด้วยบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้การตรวจสอบมีความเป็นอิสระและสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ
นายลวรณ ยืนยันว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้จะทำงานด้วยความโปร่งใสและเป็นมืออาชีพ โดยทุกโครงการที่ได้รับการพิจารณาจะต้องสามารถตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศจะได้รับ
พร้อมยกตัวอย่างว่า หากในอนาคตเกิดวิกฤติพลังงานขึ้นอีกครั้ง ผลจากการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงเวลานี้ จะต้องทำให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับวิกฤติครั้งใหม่ได้ดีกว่าเดิม และประชาชนต้องได้รับผลกระทบน้อยลง
“เอกนิติ”ชี้วิกฤติมาเป็นระลอกจำเป็นต้องกู้เงิน
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาสำหรับข้อคิดเห็นและข้อสังเกต ทั้งในส่วนที่เห็นด้วยและมีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้เป็นมาตรการที่มีความจำเป็นและเร่งด่วน
นายเอกนิติ อธิบายว่า วิกฤติครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต เพราะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นเป็นระลอก โดยข้อมูลเศรษฐกิจในไตรมาส 2 สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น
วิกฤติที่เกิดขึ้นสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระลอกสำคัญ ได้แก่
ระลอกแรก วิกฤติราคาพลังงาน จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นประมาณ 60-70%
ระลอกสอง วิกฤติค่าครองชีพและสินค้าราคาแพง จากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 3%
ระลอกสาม การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวและติดลบ ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การจ้างงาน และ ทำให้มีความเสี่ยงที่ธุรกิจบางส่วนต้องปิดกิจการ
นายเอกนิติ ย้ำว่า หากไม่มีมาตรการรองรับ วิกฤติระลอกนี้อาจกลายเป็น “แผลเป็น” ที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เงินกู้ 4 แสนล้านแบ่งเป้าหมายหลัก 2 ด้าน
สำหรับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท นายเอกนิติ ระบุว่า มีเป้าหมายสำคัญ 2 ด้าน
1. เยียวยาประชาชนและลดภาระค่าครองชีพ
ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและต้นทุนสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้น
2. เร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
นายเอกนิติ ชี้ว่า ประเทศไทยยังมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบาง เมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก
โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน รัฐบาลจึงเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
นายเอกนิติ ระบุด้วยว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนผ่านดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในไตรมาส 2 ซึ่งขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาทในไตรมาสเดียว โดยมองว่า นี่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนความอ่อนแอของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงาน
เปรียบประเทศเหมือน“บ้านหลังคารั่ว”ต้องซ่อม
นายเอกนิติ เปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า วันนี้ประเทศไทยเปรียบเหมือน “บ้านที่หลังคารั่ว” เมื่อฝนตกแต่ละครั้งก็ต้องนำถังมารองน้ำ ซึ่งเปรียบได้กับการที่รัฐบาลต้องออกมาตรการกู้เงิน หรือเยียวยาเพื่อรับมือกับวิกฤติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ
แต่หากยังแก้ปัญหาด้วยการหาถังมารองน้ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ซ่อมหรือเปลี่ยนหลังคา ปัญหาก็จะกลับมาอีกครั้ง
ดังนั้น รัฐบาลเห็นว่า การกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อรับมือกับวิกฤติเฉพาะหน้า แต่ต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้ในการ “เปลี่ยนหลังคาประเทศไทย” หรือปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันมากขึ้นหากเกิดวิกฤติครั้งใหม่
รัฐบาลรับปากเปิดข้อมูลทุกโครงการให้ตรวจสอบ
สำหรับข้อกังวลของวุฒิสภาเรื่องความโปร่งใสในการใช้เงินกู้ นายเอกนิติ ยืนยันว่า ทุกโครงการที่เสนอขอใช้เงินกู้ จะถูกเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และทักท้วงได้ รัฐบาลหวังว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจะทำให้การใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทอยู่ภายใต้การตรวจสอบของทั้งรัฐสภา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน
นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่ามรสุมเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตั้งแต่วันนี้
โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการผ่านพ้นวิกฤติครั้งปัจจุบัน แต่ต้องทำให้เมื่อเกิดวิกฤติครั้งใหม่ ประเทศไทยสามารถรับมือได้ดีขึ้น และประชาชนได้รับผลกระทบน้อยลงกว่าเดิม
"ทั้งหมดเป็นความตั้งใจให้เกิดความโปร่งใส ถ้าทุกคนช่วยกัน จะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ ไม่มีใครรู้มรสุมเศรษฐกิจโลกจะมาอีกเมื่อไร แต่วันนี้ต้องสร้างบ้านให้แข็งแรง ไม่ให้เปียกฝน ต้องเปลี่ยนหลังคาประเทศไทย หากมรสุมมาอีก ประเทศไทยจะแข็งแกร่งกว่าเดิม" นายเอกนิติ ระบุ